ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2557 มาถึงเรือนจำปีศาจแห่งความมืด
มู่เฉียนซีต้องการให้สุ่ยจิงอิ๋งช่วยทำให้นางหลุดพ้นจากการกักขังของจิ่วเยี่ย แต่ทว่าจิ่วเยี่ยกลับไม่ยอมปล่อยนางเลย
ในที่สุดสุ่ยจิงอิ๋งก็แนะนำว่า “ซีเอ๋อร์ ทำไมไม่หาทางอะลุ้มอล่วยกันล่ะ”
สุ่ยจิงอิ๋งกล่าวกับมู่เฉียนซี เพราะได้เฮยอิ่งช่วยซ่อมแซม จึงทำให้ความสามารถของนางยกระดับเพิ่มมากขึ้น
และเมื่อไรก็ตามที่ซีเอ๋อร์ต้องการความช่วยเหลือจากจิ่วเยี่ย นางสามารถแจ้งเตือนจิ่วเยี่ยได้ทันที
เมื่อถึงตอนนั้นจิ่วเยี่ยค่อยออกไปจากเหวนรก และนางก็สามารถส่งจิ่วเยี่ยไปอยู่ข้างกายซีเอ๋อร์ถึงเรือนจำปีศาจแห่งความมืดได้ทันเวลาอีกด้วย
แน่นอนว่าผลลัพธ์เช่นนี้ ไม่ได้ทำให้จิ่วเยี่ยพึงพอใจได้อย่างสมบูรณ์ แต่เมื่อมองไปเห็นความดื้อรั้นของซี จึงเห็นได้ชัดว่ากำลังโมโหเขามาก ฉะนั้นเขาจึงไม่มีทางเลือก!
“เอาโล่ปีกทมิฬมาให้ข้า” จิ่วเยี่ยกล่าวกับมู่เฉียนซี
โล่ปีกทมิฬ เป็นโล่ป้องกันชิ้นหนึ่งที่พวกเขาได้มาจากผู้พิทักษ์ชั้นที่หนึ่งเมื่อคราวที่แล้ว และมู่เฉียนซีก็ยังไม่เคยลองใช้โล่นี้มาก่อนอีกด้วย
อันที่จริงพลังแห่งความมืดของมันเพียงพอแล้ว แต่จิ่วเยี่ยยังคงไม่วางใจเรื่องมู่เฉียนซีอยู่ดี ดังนั้นเขาจึงอัดพลังแห่งความมืดใส่เข้าไปในโล่แห่งความมืดมากขึ้นอีก
ในเวลานี้ เปลวเพลิงจำนวนนับไม่ถ้วนได้แผ่กระจายออกมา คิดไม่ถึงว่าเฮยอิ่งเองก็จะมาด้วยเช่นกัน
เขากล่าวว่า “ข้าสามารถปรับเปลี่ยนมันได้นิดหน่อย แม้ว่าจะไม่มีพลังวิญญาณ ก็สามารถเปิดใช้งานมหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์เทพป้องกันนี้ชิ้นนี้ได้”
เมื่ออยู่ในเรือนจำจะไม่สามารถใช้พลังวิญญาณได้ ฉะนั้นต่อให้มีอาวุธวิญญาณที่แข็งแกร่งมากเพียงใด ก็ไม่สามารถใช้มันได้อยู่ดี
เฮยอิ่งถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในการหลอมอาวุธโดยเฉพาะ เรื่องที่แม้แต่นักหลอมอาวุธคนอื่นไม่สามารถทำได้ แต่เขากลับสามารถจัดการมันได้อย่างง่ายดาย นี่มันน่าเหลือเชื่อระดับไหนก กัน?
“เฮยอิ่ง ท่านช่วยข้าได้มากเลยจริง ๆ!” ในเมื่อโล่นี้สามารถนำไปใช้ที่เรือนจำปีศาจแห่งความมืดได้ เช่นนี้จิ่วเยี่ยก็น่าจะวางใจได้แล้วสินะ!
“พวกเขาเสียงดังมากเกินไป!” เฮยอิ่งกล่าวอย่างเฉยเมย
เป็นเพราะว่ายวนและจิ่วเยี่ยต่อสู้กันเสียงดังมากเกินไป แม้ว่าเฮยอิ่งจะอยู่ในพื้นที่ของตนเอง แต่ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงการได้รับผลกระทบนี้
หากรู้ผลแพ้ชนะโดยเร็ว และพวกเขาสมความปรารถนาได้เมื่อไร เหวนรกถึงจะสามารถกลับคืนสู่ความเงียบสงบดั่งเดิมได้
ตอนนี้โล่ปีกทมิฬได้ถึงขีดจำกัดแล้ว มู่เฉียนซีจึงกล่าวว่า “เอาล่ะ จิ่วเยี่ย ข้าจะระวังตนเองเป็นอย่างดีแน่นอน”
“สุ่ยจิงอิ๋ง เจ้าจำเรื่องที่รับปากข้าเอาไว้ให้ดีด้วย” ดวงตาของจิ่วเยี่ยจ้องมองไปที่สุ่ยจิงอิ๋ง
สุ่ยจิงอิ๋งกล่าวตอบว่า “ข้าก็เหมือนกับเจ้า ข้าไม่อยากให้ซีเอ๋อร์ต้องมีอันตรายเช่นกัน เพราะนั่นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในฐานะผู้พิทักษ์นิรันดร์อย่างข้า ฉะนั้นเจ้าวางใจเถอะ!”
มู่เฉียนซีออกไปจากเหวนรกแล้ว และจิ่วเยี่ยก็มองไปยังทิศทางที่นางหายไปพร้อมกับกำหมัดเอาไว้แน่น
เขาลองเดินออกไป แต่ทว่าพลังนั้นก็ยังคงสร้างปัญหา และทำให้พลังที่อยู่ภายในร่างกายของเขายุ่งเหยิงขึ้นมาทันที
จิ่วเยี่ยกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ไสหัวไป!”
ทันใดนั้นพลังนั้นก็ระเบิดอย่างกะทันหัน หลังจากนั้นมันก็เริ่มอาละวาดมากขึ้นไปอีก จนจิ่วเยี่ยต้องกลับไปยังเหวนรกอีกครั้ง
เขาไม่สามารถปล่อยตนเองไว้เช่นนั้นได้ เพราะซีจะต้องโกรธเขาแน่นอน
หลังจากที่มู่เฉียนซีจากไปแล้ว จิ่วเยี่ยก็รออยู่ที่ชั้นหนึ่งมาตลอด เพราะที่นี่อยู่ใกล้กับทางออกมากที่สุด ดังนั้นเขาจึงไม่มีเวลาว่างไปหาเรื่องดวลกับกิเลนแห่งนรกอีกต่อไปแล้ว
แน่นอนว่า เมื่ออยู่ในเรือนจำปีศาจแห่งความมืดเขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะไม่เกิดอันตรายใด ๆ กับซีเลยแม้แต่น้อย
เขามีความคุ้นเคยต่อเรือนจำปีศาจแห่งความมืดเป็นอย่างมาก และสำหรับซีแล้วสถานที่แห่งนั้น มันอันตรายมากเกินไป
หลังจากที่มู่เฉียนซีออกมาจากเหวนรกแล้ว นางก็ได้ให้สุ่ยจิงอิ๋งค้นหาเส้นทาง และมุ่งหน้าไปยังเรือนจำปีศาจแห่งความมืดทันที
“แค่พวกเราไปยังสถานที่ที่ไม่สะดุดตาในเรือนจำปีศาจแห่งความมืดก็พอแล้ว และเพราะข้าไม่มีความคุ้นเคยต่อเรือนจำปีศาจแห่งความมืดเลย ฉะนั้นหากสามารถไม่ต้องเปิดเผยตัวตนก่อนได้ ข้าก ก็ยังไม่อยากเปิดเผยตนเอง! สุ่ยจิงอิ๋ง เจ้าทำได้หรือไม่” มู่เฉียนซีกล่าวกับสุ่ยจิงอิ๋ง
“แน่นอนว่าข้าทำได้อยู่แล้วซีเอ๋อร์” ทันใดนั้นลำแสงสีฟ้าอ่อนก็ได้ห่อหุ้มมู่เฉียนซีเอาไว้ จากนั้นก็ได้เปิดเส้นทางไปยังเรือนจำปีศาจแห่งความมืด และในที่สุดมู่เฉียนซีก็ได้เข้าไปใน เรือนจำปีศาจแห่งความมืดได้อย่างราบรื่น
ปึก!
มู่เฉียนซีตกลงมาบนผืนหญ้าแห่งหนึ่ง ซึ่งหญ้าเหล่านี้ก็สูงยิ่งกว่าตัวของนางเสียอีก ซึ่งตอนนี้นางเหมือนกำลังจมอยู่ข้างในก็มิปาน
ตอนนี้นางไม่สามารถใช้พลังวิญญาณได้แล้ว และดูเหมือนว่านางจะมาถึงเรือนจำปีศาจแห่งความมืดแล้วจริง ๆ
และหลังจากที่มู่เฉียนซีมาถึงเรือนจำปีศาจแห่งความมืด แผ่นหยกดาราที่อยู่ในมือของอู๋หยาที่กำลังอาศัยอยู่ใจกลางเรือนจำปีศาจแห่งความมืดก็หมุนขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เขาลืมตาขึ้นอย่างฉับพลัน แล้วกล่าวว่า “มู่เฉียนซีมาแล้ว”
“ดูเหมือนว่านางจะมาเร็วกว่าที่ข้าคาดการณ์เอาไว้”
ผู้คุมปีศาจแห่งความมืดหันหน้ากลับมามองอู๋หยา เขากล่าวว่า “ผู้หญิงคนนั้นมาจริง ๆ ด้วยสินะ นางมีความรักให้กับเจ้านายของเจ้าจริง ๆ! เห็นชัด ๆ ว่ามันมีโอกาสที่จะเป็นกับดักถึงเก ก้าส่วน แต่นางก็ยังมา ข้าว่านะอู๋หยาเหตุใดเจ้าจะต้องแยกคนรักออกจากกันด้วยล่ะ?”
อู๋หยาเหลืบมองไปที่ผู้คุมปีศาจแห่งความมืดด้วยสีหน้าที่มืดมนพลางกล่าวว่า “เจ้าจะพูดจาไร้สาระเกินไปแล้ว! มู่เฉียนซีส่งผลกระทบต่อคำทำนายเป็นอย่างมาก ตอนนี้ข้าไม่สามารถยืนยันตำแหน น่งของนางในเรือนจำปีศาจแห่งความมืดของเจ้าได้ แต่คิดว่าน่าจะอยู่ทางใต้”
“รีบตามหานางให้เจอโดยเร็วที่สุด จากนั้นก็พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อจัดการนาง ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร การเปลี่ยนแปลงก็จะยิ่งมากเท่านั้น! และข้าก็ไม่อยากให้มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้นอีกแล้ว” อู๋หยากล่าวอย่างเย็นชา
เขาคือเทพพยากรณ์อันดับหนึ่งของเผ่าเทพ และก่อนที่เขาจะมาพบมู่เฉียนซี มันเป็นเรื่องที่ง่ายดายมาก หากเขาต้องการให้ใครสักคนหายไปจากโลกนี้
แต่หลังจากที่เขาได้มาเจอกับมู่เฉียนซี เขากลับต้องล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ตนเองประเมินผู้หญิงคนหนึ่งต่ำเกินไปครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งเขาก็ไม่เคยต้องประสบกับความล้มเหลวติดต่อกันเช่นนี้มาก่อน และแน่นอนว่าในฐานะของเทพพยากรณ์คนหนึ่ง นี่ก็เป็นเรื่องที่ น่าอับอายเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน
แต่นี่ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะใครใช้ให้นางเป็นจิตวิญญาณแห่งโชคชะตากันล่ะ
ผู้คุมปีศาจแห่งความมืดกล่าวว่า “ทางใต้อย่างนั้นหรือ? วางใจเถอะ ที่นี่คืออาณาเขตของข้า ไม่ใช่แดนนรก ในเมื่อมู่เฉียนซีกล้ามาที่นี่ เช่นนั้นนางก็ถูกกำหนดให้มาทิ้งชีวิตเอาไว้ที่ นี่แน่นอน! หวงจิ่วเยี่ยในตอนแรกหากไม่ใช่เพราะข้าไปเก็บตัว เขาก็คงไม่มีทางหนีออกไปจากเรือนจำปีศาจแห่งความมืดนี้ได้เช่นกัน”
“เจ้าผิดแล้ว เพราะแม้ว่าเจ้าจะไม่ได้ไปเก็บตัว แต่ฝ่าบาทจิ่วเยี่ยก็สามารออกไปได้อยู่ดี! นี่เป็นเรื่องที่แน่นอน เพียงแต่ว่ามันอาจจะช้ากว่านั้นสักหน่อยเท่านั้นเอง” อู๋หยากล่าวตอบ บ
ในตอนที่ฝ่าบาทจิ่วเยี่ยมาถึงที่เรือนจำปีศาจแห่งความมืดแห่งนี้ เขาก็ได้เคยจ่ายราคาที่ต้องชดใช้ไปมากมายมหาศาลแล้ว
นอกจากนี้สถานที่อย่างเรือนจำปีศาจแห่งความมืด ก็ไม่สามารถหยุดยั้งฝ่าบาทจิ่วเยี่ยได้อีกด้วย
ในตอนที่ผู้คุมปีศาจแห่งความมืดออกไป หอคอยสีดำขนาดเล็กอันหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมากลางอากาศ
อู๋หยากล่าวว่า “หากการคาดเดาของเขาไม่ผิดพลาดแล้วล่ะก็ เมื่อไรก็ตามที่หอคอยทั้งสี่รวมกัน มันก็เพียงพอที่จะดึงดูดคนไปยังตำแหน่งที่ตั้งของหอคอยนิรันดร์ได้”
“ฝ่าบาทจิ่วเยี่ย ท่านโปรดรออีกสักหน่อย เมื่อถึงเวลานั้นไม่ว่าจะเป็นคำสาปของเผ่าคำสาป หรือว่าเผ่าสวรรค์ ก็จะไม่สามารถขัดขวางการก้าวเดินของท่านได้” อู๋หยากล่าวด้วยเสียงที่ ทุ้มต่ำ
ที่เรือนจำปีศาจแห่งความมืดแห่งนี้มีหญ้าอยู่ด้วย อีกทั้งมันยังเป็นหญ้าสีเขียวขจีที่ดูมีชีวิตชีวา ซึ่งมันก็แตกต่างจากเรือนจำที่นางเคยเห็นมาก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
สวบ สวบ…
แม้ว่าภายนอกมันจะไม่เหมือนกัน แต่ความอันตรายนั้นกลับมีความเหมือนกันเป็นอย่างมาก
พลังจิตวิญญาณของมู่เฉียนซีแพร่กระจายออกไป นางสัมผัสได้ว่ามีงูเขียวจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังล้อมรอบเข้ามา
งูเขียวเหล่านั้นสามารถกลมกลืนไปกับหญ้าที่สูงกว่าสองเมตรเหล่านี้ได้ ซึ่งมันก็ทำให้ยากที่จะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
หากมีเพียงแค่ตัวสองตัวก็ยังพอทน แต่มู่เฉียนซีกลับค้นพบว่าสถานที่แห่งนี้ก็คือรังของงูรังหนึ่งเลยน่ะสิ!
สุ่ยจิงอิ๋งกล่าวว่า “ซีเอ๋อร์ ขอโทษด้วย! ข้าไม่ทันสังเกตเลยว่าสถานที่ที่ตนเองเลือกจะกลายเป็นเช่นนี้ไปได้”
“ช่างมันเถอะ! ที่นี่คือเรือนจำปีศาจแห่งความมืด ข้าคาดว่าสถานที่อื่น ๆ ก็คงจะไม่ได้ดีไปมากกว่านี้เท่าไรนักหรอก ฝูเซิง! ฆ่าพวกมันซะ!”
“ขอรับ! เจ้านายของข้า” ฝูเซิงกล่าว
หนามโลหิตจำนวนนับไม่ถ้วนได้จัดการเก็บกวาดเส้นทางข้างหน้าจนกลายเป็นเส้นทางหนึ่ง แต่ทว่ามันต้องใช้ความพยายามไม่น้อยเลย เพราะว่าทุ่งหญ้าผืนนี้มีขนาดใหญ่กว่าที่มู่เฉียนซีคาดการณ์ เอาไว้มาก และดูเหมือนว่ามันจะใหญ่กว่าเมืองหนามโลหิตของนางเสียอีก
“ฟ่อ ฟ่อ ฟ่อ…” งูที่เจอการโจมตีเหล่านี้เปลี่ยนเป็นบ้าคลั่งมากขึ้นเรื่อย ๆ และพวกมันก็พุ่งทะยานมาทางมู่เฉียนซีอย่างต่อเนื่อง
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว!
มู่เฉียนซีขยับปลายนิ้วเล็กน้อย และเข็มยาจำนวนนับไม่ถ้วนก็บินออกไป
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “ฝูเซิง ไปกันเถอะ! ข้าไม่อยากเสียเวลากับเจ้าพวกนี้อีกแล้ว”
“แต่ว่า เจ้านายของข้า ข้ามีข้อเสนออย่างหนึ่ง!” ฝูเซิงกล่าว