ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2559 ให้ร้ายท่านเจ้าเรือนจำ
ในขณะที่นางอยู่ในความคึกครื้นนี้ ก็ได้ค้นพบเรื่องที่น่าเหลือเชื่อบางอย่าง ซึ่งมีคนจำนวนมากได้มารวมตัวกันอยู่ที่จัตุรัส และผู้คุมที่คอยปกป้องเมืองนี้ก็ปรากฏตัวขึ้นมา
“นี่คือคนที่ไม่มีความสุข และไม่อยากมีชีวิตอยู่ที่จับมาได้ในช่วงนี้ ในเมื่อพวกเขาไม่ได้อยากมีชีวิตอยู่อีกแล้ว เช่นนั้นมันก็เหมาะที่จะเอามาให้พวกเจ้าแต่ละคนฝึกฝนได้พอดี! ใ ใครต้องการที่จะฝึกฝนบ้าง? อย่างที่พวกเจ้ารู้ มีเพียงหนึ่งคนที่มีผลงานดีที่สุด ที่จะสามารถไปใช้ชีวิตอยู่ในเมืองที่ดีกว่านี้ได้ ซึ่งการใช้ชีวิตที่นั่นจะดียิ่งกว่านี้ อีกทั้ งพวกเจ้าก็จะมีความสุขมากขึ้นกว่านี้อีกด้วย” ผู้นำของผู้คุมกล่าวขึ้น
“ข้าอยาก!”
“ข้าก็อยากสู้ด้วย!”
“สิทธิ์มีจำกัด หากใครต้องการเข้าร่วมก็จงรีบมาลงชื่อซะ!” ผู้คุมกล่าว
มีคนมากมายเข้าร่วมอย่างแข็งขัน ส่วนพวกมู่เฉียนซีก็คอยอยู่ด้านหลังฝูงชน และต้องการที่จะดูว่าพวกเขาต้องการทำอะไรกันแน่?
ที่ใจกลางจัตุรัส มีคนทั้งหมดสิบคนถูกมัดอยู่ และก็มีคนที่เข้าร่วมทั้งหมดสิบคนเช่นกัน
หลังจากนั้นผุ้คุมก็ส่งอาวุธต่าง ๆ ขึ้นไปบนเวที ผู้คุมเหล่านั้นกล่าวว่า “ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ท่านผู้คุมปีศาจแห่งความมืดสร้างขึ้นมา มันคืออาวุธที่ใช้จัดการคนที่ไม่ยอมมีความส สุขและไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อโดยเฉพาะ สิ่งเหล่านี้ก็คือผลงานที่สมบูรณ์แบบมากที่สุด ฉะนั้นพวกเจ้าจะต้องใช้อาวุธเหล่านี้เป็นอย่างดี และอย่าทำให้ความพยายามอย่างหนักของท่านผู้คุม มปีศาจแห่งความมืดต้องสูญเปล่า”
“ขอรับ!” คนเหล่านี้กล่าวตอบ
หลังจากนั้นไม่นาน กลิ่นคาวเลือดก็ลอยคละคลุ้งออกมา พร้อมด้วยเสียงกรีดร้องของคนทั้งสิบคน
พวกเขาถูกทรมานอย่างโหดร้าย ซึ่งมันก็เต็มไปด้วยการนองเลือด อาวุธเหล่านั้นสร้างความเสียหายอย่างสาหัสให้พวกเขา แต่ไม่ได้เอาชีวิตของพวกเขาในทันที เพราะมันเป็นประเภทที่ทำให้พวกเ เขาทุกข์ทรมาน และค่อย ๆ ตายไปอย่างช้า ๆ แทน
อย่างไรเสียตายเสียยังดีกว่ามีชีวิตอยู่เช่นนี้!
และดูเหมือนว่าเหล่าผู้ชมที่อยู่ที่นี่เหล่านี้ จะคุ้นเคยกับเรื่องทั้งหมดนี้เป็นอย่างดี คิดไม่ถึงเลยว่าพวกเขาจะดูมันอย่างเพลิดเพลินเช่นนี้
มันคือสถานการณ์ที่โหดร้ายเป็นอย่างมาก และคนทั้งสิบคนนั้นก็ยังไม่ตาย เพียงแต่เสียงของพวกเขาได้เปลี่ยนเป็นแหบแห้ง จนไม่สามารถเปล่งเสียงใด ๆ ออกมาได้อีกแล้ว
“เจ้านาย อย่าดูเลย!” ฝูเซิงที่นั่งอยู่ข้างกายของมู่เฉียนซี กล่าวกับนาง
เรือนจำปีศาจแห่งความมืดแห่งนี้ดูเหมือนว่าจะเงียบสงบ แต่กลับซ่อนฉากอันโหดร้ายเช่นนี้เอาไว้
แต่สิ่งที่เหลือเชื่อยิ่งกว่านั้นก็คือ คนเหล่านี้ทำราวกับว่าเคยเห็นฉากเช่นนี้มามากมายนักต่อนัก นอกจากจะมีคนสนุกสนานแล้วยังมีคนที่เฉยชาอีกด้วย
สนามการแข่งขั้นเช่นนี้ เป็นการแข่งว่าใครจะสามารถทรมานคนทั้งสิบคนนี้ได้ทุกข์ทรมานและมีชีวิตอยู่ได้นานมากกว่ากัน
ผู้คนค่อย ๆ ตายไปทีละคน ซึ่งบนสนามก็เหลือผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวเท่านั้น และในที่สุดคนผู้นี้ก็คือผู้ชนะ
ผู้คุมคนหนึ่งกล่าวด้วยความพึงพอใจว่า “พวกเจ้าทำได้ดีมาก ทำได้ดีมากจริง ๆ! ข้าจะพาเจ้าไปยังเมืองที่ดีกว่านี้เอง”
“ขอบคุณนายท่านขอรับ ขอบคุณนายท่านมากเหลือเกินขอรับ” คนผู้นั้นกล่าวอย่างตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
หากต้องการไปเมืองอื่นก็จำเป็นจะต้องให้ผู้คุมเป็นคนแนะนำ หากไม่มีผู้คุมแนะนำ พวกเขาก็จะต้องอยู่ภายในเมืองแห่งนี้ไปจนวันตาย และไม่สามารถออกไปไหนได้อีก!
แม้จะบอกว่าเรือนจำปีศาจแห่งความมืดมีอิสระ แต่มันก็ยังคงเป็นเรือนจำอยู่ดี ถึงจะมีพื้นที่ที่เป็นอิสระแต่ก็ยังคงมีขีดจำกัด
ผู้คุมกล่าวว่า “ผู้คุมปีศาจแห่งความมืดของพวกเรา หวังว่าจะสร้างเรือนจำที่ทำให้ทุกคนรู้สึกมีความสุขได้ และข้าก็หวังว่าพวกเจ้าจะเข้าใจความพยายามของท่านเจ้าเรือนจำแห่งนี้เช่นกั น แม้ว่าก่อนหน้านี้พวกเจ้าจะเคยทำผิดมาก่อน จนต้องมาอยู่ในเรือนจำเช่นนี้ แต่ก็ต้องเป็นคนที่คิดบวกและมีความสุขเข้าไว้”
มู่เฉียนซีบ่นพึมพำว่า “เจ้าผู้คุมปีศาจแห่งความมืดโรคจิตนั่นน่ะนะ”
“เขามันคนโรคจิตไม่ใช่หรือ? นี่มันบีบบังคับให้คนมีความสุขชัด ๆ! หากไม่มีความสุขก็ให้คนอื่นทรมานพวกเขาจนตาย นอกจากนี้เขายังเป็นคนที่มีนิสัยชอบทรมานคนอื่นมากที่สุดคนหนึ่ง มิเช่นนั้นคงไม่มีทางคิดวิธีที่โรคจิตเช่นนี้ขึ้นมาได้หรอก! อันที่จริงมีตาแก่โรคจิตผู้นั้นคนเดียวก็พอแล้ว” ฝูเซิงกล่าวอย่างทนไม่ไหว
แต่ดูเหมือนว่า การสนทนาของพวกเขาจะถูกคนอื่นได้ยินเข้าแล้ว
ทันใดนั้นผู้คุมเหล่านั้นก็สังเกตเห็นพวกเขา และจ้องเขม็งมาที่พวกเขาทันที
ผู้คุมเหล่านั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า “ดูเหมือนว่าเมื่อครู่นี้ข้าจะได้ยินว่าเจ้ากำลังด่าท่านผู้คุมปีศาจแห่งความมืดอย่างนั้นหรือ! โทษของเจ้าคือสมควรตาย!”
“โอ้! ถูกได้ยินเข้าแล้วหรือ! ข้ายอมรับว่าเมื่อครู่นี้ข้ากำลังด่าเขา เขาคือตาแก่โรคจิต สิ่งที่ข้าพูดเป็นความจริงนี่น่า!” สิ่งที่ทำให้พวกเขาประหลาดใจก็คือ คิดไม่ถึงเลยว่า มู่เฉียนซี จะกล้ายอมรับอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้
ไม่เคารพต่อท่านผู้คุมปีศาจแห่งความมืดในเรือนจำปีศาจแห่งความมืดแห่งนี้ แล้วยังด่าทอท่านผู้คุมปีศาจแห่งความมืดอีก ความผิดอันใหญ่หลวงเช่นนี้ ต้องชดใช้ด้วยความตายเท่านั้น
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “ข้าพูดผิดอย่างนั้นหรือ? อย่าใช้สายตาอย่างกับจะกินคนเช่นนั้นมองข้าสิ ที่นี่คือเรือนจำนะ ไม่ว่าจะเป็นเรือนจำปีศาจแห่งความมืด ขุมนรกสีโลหิต หรือขุมนรกอสูร ต่างก็ขังพวกเจ้าเหมือนกันทั้งนั้น มันเป็นสถานที่ที่ทำให้พวกเจ้าต้องแยกจากโลกเดิม จากญาติสนิทมิตรสหาย ทำให้ไม่มีอิสระ และมีเพียงความกดดันกับความหวาดกลัวเท่านั้น เมื่อต้องมาอย ยู่ในสถานที่เช่นนี้ หากเป็นเพียงคนธรรมดาทั่วไปคงไม่มีทางมีความสุขได้หรอก!”
“ในบรรดาพวกเจ้า มีแม้กระทั่งคนที่ถูกใส่ร้ายป้ายสี หรือไม่ก็ถูกลอบโจมตีจนถูกโยนเข้ามาในเรือนจำปีศาจแห่งความมืดแห่งนี้ หากคนเช่นนี้สามารถมีความสุขได้ก็ถือว่าแปลกแล้ว! สุดท ท้ายแล้วผู้คุมปีศาจแห่งความมืดก็ต้องการเพียงแค่จะล้างสมอง ให้พวกเจ้าอยู่ที่นี่โดยยึดติดกับชีวิตที่มีความสุขปลอมๆเหล่านี้ หากเขาไม่ใช่คนโรคจิตแล้วมันเรียกว่าอะไรล่ะ? ข้ารู้ สึกว่าสิ่งที่เขาทำทั้งหมด เป็นเพราะตัวเขาเองไม่มีความสุขมากกว่า!”
คำพูดของมู่เฉียนซี ทำให้คนมากมายประทับใจเล็กน้อย
ภายในก้นบึ้งของหัวใจของพวกเขาเห็นด้วย แต่พวกเขาก็คุ้นเคยกับสิ่งนี้มาเป็นเวลานานแล้ว และเพราะถูกควบคุม จึงทำให้พวกเขาไม่อาจเห็นด้วยกับมู่เฉียนซีได้ อีกทั้งยังไม่กล้าอีกด้วย ย
เพราะหากไม่ยอมเชื่อฟังผู้คุมปีศาจแห่งความมืดแล้วละก็ พวกเขาอาจจะต้องตายก็ได้!
ถึงการใช้ชีวิตในตอนนี้จะเป็นการหลอกตัวเอง แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ยังมีชีวิตอยู่ และการใช้ชีวิตวันแล้ววันเล่าอย่างสะดวกสบาย ก็ถือว่าไม่เลวเช่นกัน
เมื่อมู่เฉียนซีเห็นการแสดงออกของพวกเขา ก็รู้แล้วว่าคำพูดของนางไม่มีประโยชน์เลย
พวกเขาคุ้นเคยกับมันแล้ว อีกทั้งยังถูกผู้คุมปีศาจแห่งความมืดควบคุมความรู้สึกของพวกเขาเอาไว้ และเพื่อชีวิตของตนเอง พวกเขาจึงยินยอมที่จะมีชีวิตอยู่ในภาพลวงตาเช่นนี้
คนของเรือนจำปีศาจแห่งความมืดทั้งหมด ต่างก็ถูกกฏเช่นนี้ของผู้คุมปีศาจแห่งความมืดทำให้กลายเป็นคนโรคจิตที่แปลกประหลาดไปหมด
เจ้าโลหิตชื่นชอบการเข่นฆ่า เจ้าแห่งขุมนรกอสูรชื่นชอบการละเล่นที่ทรมาน เจ้าแห่งขุมนรกรากษสชื่นชอบการขังคนเอาไว้ในกรง แต่พวกเขาไม่สามารถควบคุมความคิดของผู้คนได้
แต่ทว่าผู้คุมปีศาจแห่งความมืดสามารถทำได้!
“พวกเจ้าช่างบังอาจนัก! ดูเหมือนว่าข้าจะต้องลงมือด้วยตนเองเสียแล้ว จับพวกมันเอาไว้ หลังจากนั้นก็เอาพวกมันไปลงทัณฑ์เลาะกระดูกให้ตายไปเสีย” คำพูดนี้ของมู่เฉียนซี ทำให้ผุ้คุม เหล่านี้โกรธมากขึ้นเป็นพิเศษ
เฟี้ยว เฟี้ยว เฟี้ยว!
ผู้คุมสองสามคนพุ่งทะยานมาทางมู่เฉียนซีและฝูเซิง
แม้ว่าจะเป็นเมืองที่อ่อนแอที่สุดของเรือนจำปีศาจแห่งความมืด แต่ผู้คุมเหล่านี้ก็ยังแข็งแกร่งกว่าผู้คุมที่นางเจอตอนอยู่ขุมนรกรากษสเหล่านั้นเสียอีก
ฝูเซิงยังคงนั่งอยู่กับที่ เขากล่าวว่า “เจ้านายที่น่ารักของข้า ตอนนี้ข้ายังอ่อนแอมาก ไม่เหมาะที่จะลงมือเท่าไร ฉะนั้นจึงต้องรบกวนท่านแล้ว”
“เช่นนั้นเจ้าก็รออยู่ตรงนี้ก็แล้วกัน!” เข็มยาที่อยู่ภายในมือของมู่เฉียนซีลอยออกไป
ในบรรดาคนเหล่านี้ผู้ที่มีความสามารถแข็งแกร่งที่สุดนั้นเทียบเท่ากับใต้เท้าระดับล่าง ส่วนคนอื่น ๆ ล้วนเป็นเพียงเจ้าครองดินแดนระดับบนเท่านั้น
ความสามารถเช่นนี้ หากเป็นคนที่ไม่มีพลังวิญญาณจะไม่สามารถเป็นคู่ต่อสู้ของพวกเขาได้อย่างสิ้นเชิง ซึ่งผู้คนต่างคิดว่าแม่สาวน้อยผู้นี้ใจกล้ามากเกินไป และจะต้องตายอย่างแน่นอน
การยอมรับชะตาอย่างเชื่อฟัง หรือการยอมรับกฏแห่งโลกนี้ที่ถูกกำหนดโดยผู้คุมปีศาจแห่งความมืดมันไม่ดีอย่างนั้นหรือ? เหตุใดถึงต้องหาเรื่องตายเช่นนี้ด้วย
เฟี้ยว เฟี้ยว เฟี้ยว!
ร่างของมู่เฉียนซีสว่างวาบขึ้น และหลบหลีกการโจมตีของศัตรูอย่างกะทันหัน
ตูมม โครมมม!
เมื่อการโจมตีล้มเหลว พวกเขาต่างก็จ้องมองไปยังมู่เฉียนซีด้วยความตกตะลึง ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่มีพลังวิญญาณเช่นนี้ คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีความเร็วที่รวดเร็วถึงเพียงนี้ได้
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว!
เข็มยาจำนวนนับไม่ถ้วนบินออกไป พวกเขากล่าวด้วยความตื่นตกใจว่า “ระวังอาวุธลับ!”
ร่างเงาสีม่วงพุ่งทะยานเข้าไปกลางวงล้อมของพวกเขา หลังจากนั้นก็เริ่มต่อสู้กับพวกเขาทันที และด้วยความเร็วเช่นนี้ ทำให้คนที่ไม่มีพลังวิญญาณเหล่านั้นตื่นตาตื่นใจมากเลยทีเดียว