ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2569 เผชิญหน้ากับอู๋หยา
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “อู๋หยา ที่เจ้าพูดมันหมายความว่ายังไงกันแน่?”
“ข้าสามารถทำให้เจ้าเห็นได้! แต่แน่นอนว่าหากเจ้าตายไปละก็ ต่อให้เห็นหรือไม่เห็น ก็ไม่มีความหมายใด ๆ อยู่ดี” อู๋หยากวาดตามองไปที่พวกเขาอย่างเฉยเมย และเขาก็ไม่สนใจพิษที่อยู ในร่างกายเลยแม้แต่น้อย
ทันใดนั้นก็มีค่ายกลอันหนึ่งปรากฏขึ้นมาที่ปลายเท้าของมู่เฉียนซี ถึงแม้ว่าค่ายกลนี้จะไม่สามารถทำอันตรายต่อมู่เฉียนซีได้ แต่มันกลับดูดพลังแห่งชีวิตของมู่เฉียนซีไปอย่างบ้าคลั่ ง
“เพื่อดึงดูดให้เจ้ามาที่นี่ แน่นอนว่าข้าต้องจ่ายไปมากมายเลยทีเดียว แต่ในเมื่อมีเจ้าอยู่ด้วย แค่นี้ข้าก็จะสามารถฟื้นตัวได้แล้วมิใช่หรือ มู่เฉียนซี!” เขากล่าว
ตูมมม!
มู่เฉียนซีเหวี่ยงกระบี่มังกรเพลิงพิฆาตวิญญาณออกไป เพราะต้องการที่จะทำลายค่ายกลนี้
ค่ายกลที่เต็มไปด้วยพลังแห่งดวงดาราไม่ใช่สิ่งที่ค่ายกลทั่วไปจะสามารถเทียบเคียงได้ นอกจากนี้อู๋หยายังมีความมั่นใจว่ามู่เฉียนซีไม่มีทางทำลายค่ายกลของเขาได้อีกด้วย
ปังงง!
และมู่เฉียนซีก็ไม่สามารถทำลายมันได้จริง ๆ นอกจากนี้พลังแห่งชีวิตของนางยังถูกดึงออกไป เพื่อรักษาตัวของอู๋หยาอย่างต่อเนื่องอีกด้วย
“เจ้านาย!” เมื่อฝูเซิงรับรู้ถึงสถานการณ์ทางด้านนี้ เขาก็ตื่นตกใจจนหน้าถอดสีเลยทีเดียว
เขาต้องการที่จะโจมตีพวกของผู้คุมปีศาจแห่งความมืดและฝ่าออกไป แต่ผลปรากฏว่ากลับมีค่ายกลอีกอันมาขวางทางของฝูเซิงเอาไว้
ตูมม โครมม!
มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวออกมา และฝูเซิงในตอนนี้ก็โกรธจนถึงขีดสุดแล้ว
“บัดซบเอ้ย!”
ผู้คุมปีศาจแห่งความมืดกล่าวว่า “หนามโลหิต เจ้าห่วงตัวเองก่อนที่จะห่วงเจ้านายของเจ้าเถอะ!”
ปังง!
แน่นอนว่าเมื่อฝูเซิงเป็นกังวลเกี่ยวกับมู่เฉียนซี เขาย่อมต้องเสียสมาธิอยู่แล้ว ซึ่งมันก็ทำให้พวกของผู้คุมปีศาจแห่งความมืดสบโอกาสโจมตีเขาได้ในที่สุด
พรวดด!
แม้ว่าร่างกายของพืชกลายพันธุ์อย่างฝูเซิงจะแข็งแกร่งมากเป็นพิเศษ แต่ฝูเซิงก็ถูกพวกเขาทำให้บาดเจ็บได้เช่นกัน
เมื่อมู่เฉียนซีเห็นว่าฝูเซิงได้รับบาดเจ็บ นางก็รับรู้ได้ว่าไม่สามารถปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปได้ เพราะสุดท้ายพวกนางอาจจะถูกบดขยี้จนตายได้นั่นเอง
อู๋หยาช่างเก่งกาจมากจริง ๆ เขามาวางค่ายกลชั้นแล้วชั้นเล่าที่เรือนจำปีศาจแห่งความมืดตั้งแต่แรก หลังจากนั้นก็ปล่อยให้นางค่อย ๆ เข้ามาใกล้ทีละก้าว
แต่ทว่า นางไม่มีทางยอมแพ้อย่างแน่นอน
มู่เฉียนซีเหลือบมองไปทางอู๋หยาพลางกล่าวว่า “เจ้าบีบบังคับดูดเอาพลังแห่งชีวิตของข้าไปรักษาอาการบาดเจ็บของตนเอง โดยที่ไม่ขอความยินยอมจากข้าเลยสักคำอย่างนั้นหรือ?”
หลังจากนั้นมู่เฉียนซีก็ได้เอาหม้อเทพนิรันดร์ออกมา และเริ่มกลั่นยาทันที ส่วนอู๋หยาในเวลานี้ก็กำลังพยายามรักษาอาการบาดเจ็บของตนเองอย่างเต็มที่ ฉะนั้นเขาจึงไม่สามารถลอบโจมตี นางได้
เพียงแต่ว่าจะต้องเร็วยิ่งกว่านี้ นางจำเป็นจะต้องกลั่นยาที่ใช้ในผนึกพลังแห่งชีวิตโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ปล่อยให้อู๋หยาขโมยมันไปจากนางได้อีก
เรื่องการกลั่นยาที่เต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิตสำหรับมู่เฉียนซีในตอนนี้เป็นเรื่องง่ายเหมือนปลอกกล้วยเรื่องหนึ่ง แต่การที่จะทำเรื่องตรงกันข้ามนั้น กลับไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายเลย
ในขณะนี้สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤต เพราะหากอาการบาดเจ็บที่สาหัสของอู๋หยาได้รับการฟื้นฟู จุดจบของนางจะย่ำแย่มากอย่างแน่นอน
ด้วยเหตุนี้นางจึงจำเป็นจะต้องกลั่นยาออกมาให้ได้!
สมองของนางคิดคำนวณอย่างรวดเร็ว และมู่เฉียนซีในเวลานี้ก็หยิบสมุนไพรวิญญาณออกมาจากมิติของนางอย่างต่อเนื่อง เพื่อเริ่มปรุงยาในทันที
“ฝูเซิง ข้ามีหนทางแล้ว! หน้าที่ของเจ้าในตอนนี้คือพยายามอย่างเต็มที่เพื่อกำจัดผู้คุมปีศาจแห่งความมืดให้ได้” มู่เฉียนซีกล่าวกับฝูเซิง
ด้วยเหตุนี้ฝูเซิงจึงผ่อนคลายขึ้นมาทันที แต่ผู้คุมปีศาจแห่งความมืดกลับหัวเราะเยาะพลางกล่าวว่า “ฮ่า ฮ่า ฮ่า! มีหนทางรึ? ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะใช้พิษทำลายค่ายกลของท่านอู๋หยาได้ เจ้านี่มันช่างเพ้อเจ้อจริง ๆ! นั่นคือค่ายกลที่ท่านอู๋หยาพยายามอย่างหนักเพื่อเตรียมเอาไว้ให้เจ้าโดยเฉพาะเลยนะ”
“รอข้าฆ่าเจ้าหนามโลหิตขั้นเทวะนี้ได้เมื่อไร ท่านอู๋หยาก็คงดูดพลังแห่งชีวิตของเจ้าจนหมด และรักษาอาการบาดเจ็บให้ข้าได้พอดี”
แม้ว่าวิธีการของอู๋หยาจะเหนือชั้นมาก แต่ผู้คุมปีศาจแห่งความมืดก็ยังคงได้บาดเจ็บสาหัสครั้งแล้วครั้งเล่าอยู่ดี มันไม่เพียงแต่ทำให้พลังของเขาไม่อยู่ในจุดสูงสุดเท่านั้น แต่มันย ยังทำให้มีอันตรายซ่อนอยู่ในร่างกายของเขาเป็นจำนวนมากอีกด้วย
ปัญหาเช่นนี้ แม้ว่าจะเป็นอู๋หยาก็ไม่สามารถทำอะไรได้เช่นกัน แต่จะต้องมีพลังแห่งชีวิตถึงสามารถแก้ไขทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างง่ายดาย
และในปัจจุบันนี้เกรงว่ามู่เฉียนซีก็คือคนที่ครอบครองพลังแห่งชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ฉะนั้นหากไม่ตามหานางแล้วจะให้ไปหาใครล่ะ?
พลังแห่งชีวิตก็คือส่วนหนึ่งของพลังของนาง แม้ว่าอู๋หยาจะยังไม่ดูดพลังทั้งหมดของนางไป แต่มู่เฉียนซีก็รู้สึกไม่ดีเช่นกัน ดังนั้นนางจึงลงมือกลั่นยาด้วยความเร็วที่มากยิ่งขึ้ นไปอีก
หลังจากที่กลั่นยาออกมาได้สำเร็จ นางก็บรรจุยาเข้าไปในหลอดและฉีดเขาไปที่แขนของนางอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้นพลังแห่งชีวิตที่ถูกปลดปล่อยออกมาภายนอกทั้งหมด พลันถูกซ่อนไว้ในร่างกายของมู่เฉียนซีอย่างกะทันหัน ซึ่งมันก็ได้ถูกผนึกเอาไว้อย่างแน่นหนามากทีเดียว
“อู๋หยา เจ้าทำได้แค่นี้แหละ! เจ้าคิดว่าอยากจะใช้พลังของข้าอย่างไรก็สามารถใช้ได้หรือไงกัน?” มู่เฉียนซีกล่าวอย่างเย็นชา
ค่ายกลของอู๋หยานั้นแข็งแกร่งมาก ดังนั้นนางจึงไม่สามารถควบคุมค่ายกลได้ แต่นางสามารถควบคุมพลังของตนเองได้
อู๋หยาขมวดคิ้วมุ่น เพราะไม่สามารถดึงพลังแห่งชีวิตของนางได้อีกแล้ว หลังจากนั้นเขาก็ค่อย ๆ ยืนขึ้นมาอย่างช้า ๆ ด้วยสีหน้าที่ไร้อารมณ์
อู๋หยาที่ก่อนหน้านี้แม้แต่จะลุกก็ยังลำบาก ในเวลานี้กลับยืนขึ้นมาได้แล้ว นอกจากนี้ร่างกายของเขายังแพร่กระจายพลังที่แข็งแกร่งมากออกมาอีกด้วย
แม้ว่ามันจะไม่ได้แตกต่างไปจากก่อนหน้านี้มากนัก แต่ถือได้ว่าเป็นภัยคุกคามต่อตัวมู่เฉียนซีเป็นอย่างมาก
“ใต้เท้าระดับบนหรือ?” กลิ่นอายที่สัมผัสได้จากอู๋หยา ทำให้มู่เฉียนซีขมวดคิ้วมุ่นขึ้นมาทันที
“คิดไม่ถึงเลยว่าพลังแห่งชีวิตของข้าจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ มันทำให้เจ้าฟื้นฟูได้ดีทีเดียว!”
“การปล่อยให้พลังชีวิตของเจ้า อยู่ภายในตัวของเจ้าเป็นสิ่งที่สิ้นเปลืองอย่างสิ้นเชิง ตราบใดที่มอบให้คนใช้ได้อย่างเหมาะสม มันจะรักษาง่าย ๆ แค่คนสองคนได้อย่างไรกัน! แต่น่าเสี ยดาย ที่เจ้าจำเป็นต้องตาย! ข้ายอมให้บนโลกใบนี้ไม่มีพลังแห่งชีวิต แต่ไม่มีทางยอมปล่อยให้เจ้าคุกคามฝ่าบาทอยู่เช่นนี้” อู๋หยากล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ
ทันทีที่เขาลงมือ การโจมตีที่รุนแรงนั้น ก็พุ่งเข้ามาทางมู่เฉียนซีอย่างไม่รีรอเลยแม้แต่น้อย
มู่เฉียนซีหลบหลีกการโจมตีของเขาอย่างรวดเร็ว บางทีอาจจะเป็นเพราะอู๋หยายังฟื้นตัวได้ไม่ดีเท่าไรนัก ดังนั้นมู่เฉียนซีจึงสามารถหลบหลีกกระบวนท่านี้ได้
ร่างเงาสีขาวนวลสว่างวาบขึ้น และอู๋หยาก็ลงมือโจมตีมู่เฉียนซีอีกครั้ง!
ตูมมม!
มีเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นมา แน่นอนว่าการโจมตีครั้งนี้ ปะทะเข้าที่ร่างกายของมู่เฉียนซีได้อย่างแม่นยำเลยทีเดียว
และด้วยการโจมตีที่แข็งแกร่งนี้ ก็ได้ทำให้ค่ายกลของตนเองถูกทำลายลงไปเช่นกัน
หากมันกระแทกเข้าไปที่ร่างกายของมู่เฉียนซีจริง ๆ แม้ว่าเคล็ดวิชาการขัดเกลาร่างกายของมู่เฉียนซีจะแข็งแกร่งเพียงใด แต่กระดูกของนางก็ต้องแหลกเป็นผุยผงอย่างแน่นอน
โชคดีที่มู่เฉียนซีมีพลังของเกราะป้องกันสัมบูรณ์ของผู้พิทักษ์นิรันดร์อยู่ด้วย ฉะนั้นจึงสามารถขวางการโจมตีนี้เอาไว้ได้ อีกทั้งยังสะท้อนกลับไปอย่างรุนแรงมากอีกด้วย
ทว่าอู๋หยาก็เป็นถึงร่างทรงอันดับหนึ่ง แม้ว่าเขาจะไม่สามารถหลบการสะท้อนนี้ได้ แต่ก็ยังมีวิธีอื่น ๆ ที่สามารถปกป้องได้ เพราะตัวเขาเองก็มีมหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์เทพเหนือสุด อยู่ไม่น้อยเช่นกัน
ตูมม!
เสียงระเบิดดังสนั่นขึ้น และทั่วทั้งพระราชวังก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ดวงตาคู่นั้นของอู๋หยาจับจ้องไปที่มู่เฉียนซีพลางกล่าวว่า “เหลือครั้งสุดท้ายแล้ว”
ถึงตอนนี้จะมีเลือดสด ๆ ทะลักออกมาจากมุมปากของเขา แต่ใบหน้าที่ไม่แยแสของเขากลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะอย่างเต็มเปี่ยม
มู่เฉียนซีกล่าวตอบว่า “อู๋หยา เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้ความสามารถของเจ้าอย่างนั้นหรือ? การที่ข้ากล้ามายังเรือนจำปีศาจแห่งความมืด ไม่ใช่ว่าข้ามาติดกับดักเพื่อรนหาที่ตายให้ตนเองเสีย ยหน่อย หากข้าใช้เกราะป้องกันสัมบูรณ์ครั้งสุดท้ายหมดไปแล้ว คิดว่าข้าจะเรียกกำลังเสริมมาไม่ได้อย่างนั้นหรือ? และหากจิ่วเยี่ยมา ร่างแยกนี้ของเจ้าก็จะต้องตายสถานเดียวเท่านั้น”
“ตอนนี้ฝ่าบาทต้องอยู่ภายในเหวนรกเท่านั้น พระองค์ไม่มีทางมาที่เรือนจำปีศาจแห่งความมืดได้อย่างแน่นอน เจ้าอย่าคิดว่าจะหลอกข้าได้เลย” อู๋หยากล่าวอย่างเย็นชา
“ข้าหลอกเจ้ารึ เจ้าแน่ใจว่าการคำนวณของเจ้าที่บอกว่าจิ่วเยี่ยไม่มีทางมา จะถูกต้องอย่างนั้นหรือ?” มู่เฉียนซีกล่าวตอบ
ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยคำนวณมาก่อน แต่เป็นเพราะเขามองไม่เห็น เนื่องจากถูกปิดเป็นความลับต่างหาก ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นกับมู่เฉียนซีและฝ่าบาทจิ่วเยี่ยนั้น ก็มีอนาคตที่ไปได้อยู่นับไม่ถ้ว วน และเขาก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าฝ่าบาทจิ่วเยี่ยจะทำเรื่องที่บ้าคลั่งออกมา โดยไม่สนใจความปลอดภัยของตนเองหรือไม่
“ก่อนที่คำสาปจะถูกถอนออกไป ฝ่าบาทจิ่วเยี่ยจะรออยู่ที่เหวนรกเท่านั้น และห้ามออกมาโดยเด็ดขาด มิเช่นนั้นผลที่ตามมาจะร้ายแรงยิ่ง ฉะนั้นมู่เฉียนซี หากเจ้าเป็นห่วงฝ่าบาทจริง ๆ ละ ะก็ ทางที่ดีเจ้าอย่าทำเรื่องอันโง่เขลาเลยจะดีกว่า” อู๋หยากล่าว