ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2573 เจาะกาลเวลา
หลังจากที่คนเหล่านั้นจากไปอย่างพึงพอใจ ผู้คุมปีศาจแห่งความมืดก็ได้ลองใช้วิธีการเก่า ๆ ต่าง ๆ มากมาย นอกจากนี้ยังทุ่มเทให้กับการศึกษาวิธีการใหม่ ๆ อีกด้วย
ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเขาอยากที่จะลงมือทำลายอัจฉริยะเหนือธรรมชาติในตำนาน ฝ่าบาทจิ่วเยี่ยผู้ที่ซึ่งสูงศักดิ์เป็นอย่างยิ่ง และเกิดมาเพื่อครองอำนาจอยู่เหนือเจ้าเหนือหัวด้วยมือของตนเอ อง นี่เป็นเรื่องที่ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นมากเหลือเกิน
มู่เฉียนซีคอยเฝ้าดูอยู่ฉากแล้วฉากเล่า นางได้แต่พูดกับตนเองว่า จะร้องไห้ไม่ได้
ขนาดจิ่วเยี่ยตัวน้อยยังไม่ร้องไห้ แม้แต่น้ำตาสักหยดก็ยังไม่มี ฉะนั้นนางเองก็ไม่สามารถอ่อนแอถึงเพียงนั้นได้…
แต่นางทนไม่ไหวอีกแล้ว สุดท้ายนางก็ไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนจิ่วเยี่ยอยู่ดี
หยาดน้ำตาไหลรินจนเสื้อผ้าของนางเปียกชื้นไปหมด นางทำอะไรไม่ได้เลย ทำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่น้อย!
นางต้องการจะทำอะไรสักอย่าง? ต้องทำอะไรสักอย่างให้ได้?
ทันใดนั้นลำแสงสีเขียวอ่อนก็ได้ระเบิดออกมาอย่างกะทันหัน และได้ห่อหุ้มมู่เฉียนซีเอาไว้
พลังนี้เป็นพลังที่มู่เฉียนซีคุ้นเคยเป็นอย่างมาก ซึ่งมันก็คือพลังแห่งกาลเวลาของอาถิงนั่นเอง
มู่เฉียนซีกล่าวอย่างประหลาดใจว่า “อาถิง เจ้าตื่นแล้วหรือ?”
อาถิงยังไม่ได้ตื่นขึ้นมา แต่สุ่ยจิงอิ๋งเป็นผู้ที่ให้คำตอบกับมู่เฉียนซีหลังจากที่เงียบหายไปนาน
“นี่คือพลังของอาถิง ทว่ามันไม่ได้เป็นเพราะว่าเขาตื่นขึ้นมา แต่เป็นเพราะว่าซีเอ๋อร์สามารถใช้พลังแห่งกาลเวลาได้แล้ว ถึงแม้ว่านี่จะเร็วกว่าที่อาถิงคาดการณ์เอาไว้มาก แต่ด้วย จิตใจที่แข็งแกร่งของซีเอ๋อร์ ทำให้สามารถปลุกพลังที่สี่ของเจ้าขึ้นมาได้แล้ว” สุ่ยจิงอิ๋งกล่าว
“สุ่ยจิงอิ๋ง!”
“เนื่องจากค่ายกลขนาดใหญ่นี้ส่งผลกระทบต่อข้าเป็นอย่างมาก มันจึงทำให้ข้าหมดสติไปชั่วขณะหนึ่งและไม่สามารถช่วยซีเอ๋อร์ได้ จนทำให้ตอนนี้ซีเอ๋อร์ต้องทุกข์ทรมานมากเช่นนี้”
“อื้ม! ข้าทรมานมากเลย นี่…สุ่ยจิงอิ๋ง นี่คืออดีตที่ผ่านมาของจิ่วเยี่ยจริง ๆ อย่างนั้นหรือ?” นางยืนขึ้นมา พร้อมทั้งกล่าวพลางจ้องมองไปที่ร่างเงานั้น
“คนผู้นั้นไม่มีหนทางทำให้ย้อนกลับไปยังอดีตได้ เขาสามารถทำได้เพียงสร้างฉากในอดีตให้ปรากฏขึ้นมาอีกครั้งเท่านั้น เขาได้สร้างมันให้สมจริงเป็นอย่างมาก จากนั้นก็ส่งเจ้ามาที่ช่ว วงเวลานั้น อย่างไรก็ตามหากเข้าไปเปลี่ยนอดีต อนาคตก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะจิ่วเยี่ยที่พวกเราไม่สามารถมองออกได้ แม้ว่าอาถิงจะอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด ก็ไม ม่สามารถทำได้เช่นกัน” สุ่ยจิงอิ๋งกล่าวตอบ
“มันเป็นเพียงการฉายภาพเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเรือนจำปีศาจแห่งความมืดเมื่อครั้งอดีต หรือมีความหมายว่ามันเป็นเรื่อง…มันมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจริง ๆ จิ่วเยี่ย…จิ่วเยี่ยเขา…” ” มู่เฉียนซีรู้สึกราวกับมีมีดมากรีดหัวใจของนางก็มิปาน
ตอนที่จิ่วเยี่ยยังเด็ก เขาต้องพบเจอกับเรื่องอะไรบ้างกันแน่? หลังจากที่เข้ามาในเรือนจำปีศาจแห่งความมืด เขาต้องได้รับการทรมานจากหลากหลายรูปแบบ เช่นนั้นก่อนที่จะเข้ามาในเรือ อนจำปีศาจแห่งความมืดเล่า…
คนเหล่านั้นบอกว่าจิ่วเยี่ยกระทำความผิดร้ายแรง แม้ว่าจิ่วเยี่ยจะมีพรสวรรค์ที่สูงมาตั้งแต่ยังเด็ก แต่เขาจะสามารถกระทำความผิดร้ายแรงได้อย่างไร?
“ใช่แล้ว! ในอดีตเคยเกิดเรื่องที่เหมือนกันนี้ทุกประการ แต่เขาได้คัดแยกช่วงเวลานี้ให้ปรากฏขึ้นตรงหน้าและจงใจให้ซีเอ๋อร์ได้เห็น แต่กลับไม่สามารถทำอะไรได้เลย เจ้าเทพพยากรณ์อั นดับหนึ่งของเผ่าเทพผู้นี้ช่างน่ารังเกียจจริง ๆ! คิดไม่ถึงเลยว่าจะทรมานซีเอ๋อร์ของข้าเช่นนี้” น้ำเสียงของสุ่ยจิงอิ๋งเปลี่ยนเป็นอันตรายขึ้นมาทันที
เพราะมิติเวลาของทั้งสองคนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มู่เฉียนซีไม่สามารถสัมผัสคนที่อยู่ภายในภาพสะท้อนได้เลย และพวกเขาเองก็มองไม่เห็นมู่เฉียนซีเช่นกัน
อู๋หยาสามารถใช้ค่ายกลที่ทรงพลังของเผ่าเทพสร้างฉากนี้ขึ้นมา แต่อย่างไรเสียเขาก็ไม่ใช้ผู้ที่ครอบครองพลังแห่งกาลเวลา เพียงแค่มีหนทางนี้เท่านั้น
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “สุ่ยจิงอิ๋ง ข้าควรทำเช่นไรดี?”
“นั่นคือเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ซีเอ๋อร์จะสามารถควบคุมมันได้อย่างไร? ตอนนี้ซีเอ๋อร์ทำได้เพียงใช้พลังแห่งกาลเวลาทำลายค่ายกลนี้ แล้วกลับไปเท่านั้น!” สุ่ยจิงอิ๋งกล่าวตอบ
“ตอนนี้ข้ายังไม่อยากกลับไป! เวลาเช่นนี้เคยเกิดขึ้น ข้ายังไม่ได้กลับมาที่โลกใบนี้ ยังไม่ได้เจอกับจิ่วเยี่ย ไม่ได้อยู่เคียงข้างเขา ไม่สามารถช่วยอะไรเขาได้เลย ตอนนี้ แม้ว่า าจะไม่สามารถกลับไปยังอดีต และมันเป็นเพียงแค่ภาพที่ฉายขึ้นมา ข้าก็อยากจะอยู่เป็นเพื่อนจิ่วเยี่ยต่อไป!” แน่นอนว่าตอนนี้จิ่วเยี่ยทำให้มู่เฉียนซีปวดใจมากจริง ๆ แม้ว่าจะมีโอกาสท ที่จะออกไปได้ แต่นางก็ไม่คิดที่จะจากไปอยู่ดี
“เช่นนั้นซีเอ๋อร์ เจ้าลองใช้พลังแห่งกาลเวลาทำลายกำแพงนี้ดูสิ! บางทีเจ้าอาจจะสามารถสัมผัสจิ่วเยี่ยได้ แต่อาถิงยังไม่ตื่นขึ้นมา ฉะนั้นเจ้าทำได้เพียงอาศัยตัวเองเท่านั้นนะ” สุ่ยจ จิงอิ๋งกล่าว
“ข้าสามารถทำได้ ไม่ว่าอย่างไรข้าต้องทำให้ได้” พลังแห่งกาลเวลานี้ทั้งแข็งแกร่งและแปลกใหม่ หากไม่มีคำชี้แนะของอาถิง มู่เฉียนซีก็ทำได้เพียงอาศัยใช้พลังไปตามสัญชาตญาณของตนเอง เท่านั้น
ปังง!
ลำแสงสีเขียวปะทะเข้ากับกำแพงนั้น ซึ่งมันสามารถสร้างแรงกระเพื่อมได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
พลังแห่งกาลเวลาที่เพิ่งจะถูกปลุกขึ้นมานี้ ช่างอ่อนแอเหลือเกิน
เพี๊ยะ!
เสียงเฆี่ยนตีที่ดังอย่างต่อเนื่องได้รบกวนจิตใจของมู่เฉียนซีเป็นอย่างมาก แส้ชนิดพิเศษถูกฟาดลงไปแส้แล้วแส้เล่า ซึ่งมันก็ได้ทำให้เกิดบาดแผลมากมายเลยทีเดียว
“ฝ่าบาทจิ่วเยี่ย ท่านไม่รู้ว่าจะขอความเมตตาอย่างไรอย่างนั้นหรือ?” ผู้คุมปีศาจแห่งความมืดจ้องมองไปยังเด็กน้อยที่อยู่ตรงหน้า
ดวงตาสีฟ้าเย็นยะเยือกคู่นั้นจ้องมองมาที่เขา สายตานั้นเหมือนมองมดปลวกเช่นเคย อีกทั้งยังมองผู้คุมปีศาจแห่งความมืดราวกับมองสิ่งที่ต่ำต้อยก็มิปาน
หนามแหลมกรีดที่ใต้คางของเขา จนมีเลือดสด ๆ หยดลงมา “ฝ่าบาทจิ่วเยี่ย ใบหน้าของท่านเรียกได้ว่าเป็นสมบัติของเผ่าเทพ ท่านว่าหากตอนนี้ข้าทำลายมันละก็…”
ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ เด็กน้อยที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้ไม่กระพริบตาเลยสักครั้ง
ใบหน้าที่งดงามละเอียดอ่อนนั้นเต็มไปด้วยบาดแผล ซึ่งทุกวิธีที่ผู้คุมปีศาจแห่งความมืดใช้ล้วนรุนแรงจนน่าตกใจ ส่วนมู่เฉียนซีก็ได้แต่กัดริมฝีปากของตนเอง จนเลือดไหลซึม…
ฝูเซิงดึงมู่เฉียนซีเอาไว้พลางกล่าวว่า “เจ้านายพวกเราไปกันเถอะนะ! ออกไปจากที่นี่ ไปที่เหวนรก ตอนนี้อ๋องจิ่วเยี่ยอยู่ที่เหวนรก…”
เขาไม่สามารถปลอบประโลมเจ้านายของตนเองได้เลย เพราะผู้ผูกกระดิ่งย่อมต้องเป็นผู้แก้กระดิ่งนั้นเอง กลยุทธ์นี้ของอู๋หยาช่างโหดร้ายมากจริง ๆ
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “ไม่ จัดการที่นี่ก่อนค่อยกลับไป!”
มู่เฉียนซีพยายามอย่างสุดความสามารถ นางต้องการเปลี่ยนพลังแห่งกาลเวลานี้ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และต้องการที่จะทำลายมันเสีย
ก่อนหน้านี้ไม่มีโอกาส แต่ครั้งนี้นางต้องการที่จะผ่านช่วงเวลาอันนี้มืดมนนี้ไปกับจิ่วเยี่ยให้ได้
ทุกครั้งผู้คุมปีศาจแห่งความมืดจะทรมานเขาจนเหลือเพียงลมหายใจเฮือกสุดท้ายถึงจะยอมหยุดมือ
เขาไม่สามารถทำให้ตายได้ เพราะหากทำให้ตายเขาก็จะหาเหยื่อที่น่าสนใจเช่นนี้ไม่ได้อีกแล้วนั่นเอง
ทั้งความแข็งแกร่งของร่างกาย และความเด็ดเดี่ยวของจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุดที่เขาเคยเห็นมา เห็นได้ชัดว่าเด็กน้อยผู้นี้เพียงแค่ยังไม่โตอย่างเต็มที่เท่านั้นเอง
หลังจากที่ผู้คุมปีศาจแห่งความมืดจากไป มิติที่อยู่ด้านหลังของเขาก็เกิดความปั่นป่วนขึ้น
มู่เฉียนซีพยายามพุ่งออกไปอย่างสุดความสามารถ เพื่อเข้าไปในช่วงเวลาของภาพที่ฉายนี้
กลิ่นอายที่ไม่คุ้นเคยนั้นทำให้ขนตาของคนที่กำลังตกอยู่ในอาการหมดสติสั่นไหวเล็กน้อยราวกับปีกของผีเสื้อก็มิปาน มู่เฉียนซีพยายามเข้าไปใกล้เขาอย่างระมัดระวัง เข้าใกล้ขึ้นอีก ก…
ปังงง!
และเมื่อห่างจากเด็กน้อยผู้นั้นเพียงเล็กน้อย ก็มีจิตสังหารที่อันตรายโหมกระหน่ำเข้ามา
ด้วยเหตุนี้ฝูเซิงจึงรีบเข้ามาช่วยขวางการโจมตีให้มู่เฉียนซีทันที ปังง! และพลังนั้นก็ถึงกับทำให้เขาลอยกระเด็นออกไป
เขาถอนหายใจกล่าวว่า “อ๋องจิ่วเยี่ยช่างวิปลาสจนข้าไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไรเลยดี แม้แต่ตอนเป็นเด็กก็ยังน่ากลัวถึงขนาดนี้ นอกจากนี้เรือนจำปีศาจแห่งความมืดยังเป็นสถานที่ที่ไม่ส สามารถใช้พลังวิญญาณได้อีกด้วย”
“ข้าในฐานะพืชกลายพันธุ์ขั้นเทวะ ที่ดำรงชีวิตอยู่มาเนิ่นนานขนาดนี้ นี่นับเป็นครั้งแรกที่ได้ยินเรื่องเกี่ยวกับคนที่วิปลาสแบบนี้เช่นกัน”
น้ำเสียงของสุ่ยจิงอิ๋งดังออกมาว่า “ไม่เพียงแต่เจ้า ข้าเองก็เช่นกัน จิ่วเยี่ยเป็นสิ่งมีชีวิตที่ทั้งทรงพลังและน่ากลัวมากจริง ๆ โชคดีที่ซีเอ๋อร์ของข้าเป็นคนรักของเขา ไม่ใช่ศั ตรู มิเช่นนั้น…”
แม้จะได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงขนาดนี้ แต่เขาก็ยังคงสามารถรักษาความระมัดระวังเอาไว้ได้อย่างแข็งแกร่งมาก
มู่เฉียนซีเอ่ยปากว่า “ข้าไม่มีทางทำร้ายเจ้า ข้าจะไปสามารถทำร้ายเจ้าได้อย่างไรกัน?”