ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2574 คนเลวทราม
เมื่อคนที่อยู่ตรงหน้าไม่มีการตอบสนองใด ๆ กลับมา มู่เฉียนซีจึงหยิบยาน้ำออกมาขวดหนึ่ง และพลังแห่งชีวิตที่เข้มข้นก็ทำให้คนที่เกือบหมดสติไปแล้วลืมตาขึ้นมาทันที จากนั้นก็จ้องม มองคนที่อยู่ตรงหน้าเขาด้วยความเงียบสงบ
พลังแห่งชีวิต มันมาอยู่ในสถานที่ที่สกปรก มืดมนและเต็มไปด้วยการฆ่าฟันอย่างในเรือนจำปีศาจแห่งความมืดได้อย่างไรกัน
“ข้าคือนักปรุงยา อาการบาดเจ็บบนร่างกายของเจ้าต้องได้รับการรักษา ข้าขอเวลาเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้น ได้หรือไม่?”
ดวงตาที่เย็นยะเยือกคู่นั้นกำลังตรวจสอบมู่เฉียนซีอยู่ และสุดท้าย…
สุดท้ายแล้วเขาก็ถูกมู่เฉียนซีวางยา ซึ่งมู่เฉียนซีได้วางยาสลบที่ไม่มีอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ให้กับเขา
นางเข้าใจจิ่วเยี่ยในอนาคตเป็นอย่างดี ฉะนั้นนางย่อมต้องเข้าใจจิ่วเยี่ยในอดีตด้วยเช่นกัน เขาไม่มีทางเชื่อนางเพราะคำพูดเพียงแค่ไม่กี่คำ และยอมรับการรักษาจากนางอย่างแน่นอน
อาการบาดเจ็บบนร่างกายของเขาสาหัสมาก ยิ่งใช้เวลานานมากเท่าไรก็จะยิ่งเจ็บปวดมากขึ้นเท่านั้น ทว่านางไม่อยากให้เขาต้องเจ็บปวดเช่นนี้ต่อไปอีกแล้ว ดังนั้นจึงเลือกหนทางที่ง่ายแล ละให้ผลลัพธ์ที่ดีมากกว่าแทน
นั่นก็คือการทำให้เขาหมดสติไปนั่นเอง!
สุดท้ายแล้วแววตานั้นเหมือนกับต้องการที่จะทำลายมู่เฉียนซีให้สิ้นซากก็มิปาน ซึ่งสายตาเช่นนี้มีไว้ใช้ตอนที่มองศัตรูเท่านั้น
มุมปากของฝูเซิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กระตุกขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง อ๋องจิ่วเยี่ย นี่คือพระชายาในอนาคตของเจ้านะ คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะโหดร้ายเพียงนี้…
นี่เป็นเพียงแค่มิติภาพฉายที่ขนานกันเท่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างในช่วงเวลาของภาพฉาย ไม่มีความเกี่ยวข้องกับอนาคต ดังนั้นจิ่วเยี่ยในอนาคตย่อมไม่มีทางรู้เรื่องที่เขากำลังเจออยู่ใน ตอนนี้อยู่แล้ว
หากเขาได้รู้ขึ้นมาละก็ คาดว่าคงอยากที่จะมาที่นี่ตอนนี้และทุบตีตัวเองอย่างหนักสักรอบแน่นอน
คนที่ตัวเองไม่อาจทำเรื่องโหดร้ายได้ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าตอนที่ยังเด็กจะกล้าโหดร้ายกับนางเช่นนี้ นอกจากนี้ยังอยากจะฆ่านางอีกด้วย
มู่เฉียนซีดูอาการบาดเจ็บของคนตรงหน้า ก่อนหน้านี้ตอนที่มองผ่านกำแพงกั้นจากระยะไกลก็น่าตกใจมากแล้ว
แต่พอตอนนี้ ทันทีที่ได้มองจากระยะใกล้อย่างชัดเจน มันก็ยิ่งทำให้มู่เฉียนซีเจ็บปวดใจมากยิ่งขึ้นไปอีก
หมอปีศาจอย่างนางเคยเห็นคนป่วยที่บาดเจ็บสาหัสมาแล้วมากมาย แต่กลับเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นเด็กน้อยถูกทรมานจนมีสภาพที่น่าเวทนาเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้นคนผู้นี้ยังเป็นคนที่นางรัก มากที่สุดในอนาคตอีกด้วย ซึ่งมันก็ทำให้ลมหายใจของนางติดขัดไปเล็กน้อยเลยทีเดียว
นางรักษาเขาด้วยความเร็วที่รวดเร็วมากที่สุด สำหรับพลังแห่งชีวิตที่ผนึกเอาไว้ มู่เฉียนซีได้คลายมันออกและแอบใส่มันเข้าไปในร่างกายของเขาอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ บภายนอก ส่วนอาการบาดเจ็บภายในนั้น…
เข็มยาจำนวนนับไม่ถ้วนปักเข้าไปในร่างกายของจิ่วเยี่ยน้อยเข็มแล้วเข็มเล่า และหลังจากที่ยาทั้งหมดถูกฉีดเข้าไปเรียบร้อยแล้วมู่เฉียนซีก็เตรียมที่จะป้อนยาให้จิ่วเยี่ยตัวน้อย
แต่ทว่าตอนที่ยาเพิ่งจะเข้าไปในปากของจิ่วเยี่ย มิติโดยรอบก็ได้จับนางแยกออกไปอย่างกะทันหัน และมู่เฉียนซีก็กลับไปยังพื้นที่ที่แยกออกไปจากมิติแห่งนั้นอีกครั้ง
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “เพราะพลังแห่งกาลเวลาของข้ามีขีดจำกัด ฉะนั้นเวลาที่เข้าไปจึงมีขีดจำกัดเหมือนกันสินะ”
ฝูเซิงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “แต่แค่นี้เจ้านายก็ยอดเยี่ยมมากแล้ว อย่างน้อยเจ้าก็ทำได้ หลังจากนี้เจ้าจะต้องทำได้นานขึ้นแน่นอน แต่ทว่ามีอยู่เรื่องหนึ่ง…”
เมื่อฝูเซิงกล่าวมาถึงตรงนี้ก็หยุดชะงักไปทันที มู่เฉียนซีจึงกล่าวถามขึ้นด้วยความสงสัย “เรื่องอะไรหรือ?”
“ในเมื่ออู๋หยาสามารถสร้างภาพฉายย้อนเวลาของโลกนี้ได้ ดังนั้นเรื่องทั้งหมดที่อ๋องจิ่วเยี่ยต้องพบเจอเขาก็ควรที่จะต้องรู้อยู่แล้วถึงจะถูก เหตุใด? เขาถึงไม่ยอมลงมือช่วยเหลือ ออ๋องจิ่วเยี่ยล่ะ” ฝูเซิงกล่าว
ความจงรักภักดีที่อู๋หยามีต่อจิ่วเยี่ยนั้น เป็นเรื่องที่พวกเขาไม่เคยสงสัยเลยแม้แต่น้อย
อู๋หยามีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะฆ่านาง แม้ว่าจะถูกจิ่วเยี่ยฆ่านับครั้งไม่ถ้วน แต่อู๋หยาก็ไม่เคยคิดแค้นใด ๆ ต่อจิ่วเยี่ยเลย
แต่ทว่าในตอนที่จิ่วเยี่ยต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส เขากลับเฝ้าดูอย่างเฉยเมยเท่านั้น
“รูปแบบความคิดของร่างทรงอย่างอู๋หยา ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปจะจินตนาการได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำ ล้วนได้รับความยินยอมจากตัวเขาเอง ซึ่งมันก็น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับอนาคต ที่เขาต้องการด้วย” มู่เฉียนซีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
ตอนนี้นางต้องการที่จะจัดการกับเจ้าอู๋หยานั่นมากยิ่งขึ้นแล้ว!
ผู้คุมปีศาจแห่งความมืดในฐานะเจ้าแห่งเรือนจำก็ไม่ใช่ว่าไม่มีเรื่องอื่นที่ต้องจัดการ นอกจากนี้เขายังต้องศึกษาวิธีการทรมานอย่างสุดขั้วในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อมาทรมานฝ่าบาทจิ่วเยี่ย ยอีก ดังนั้นหลังจากครั้งนั้นเขาก็ไม่ได้มาหาจิ่วเยี่ยเป็นเวลาครึ่งวันแล้ว
และคนที่หมดสติไปกว่าครึ่งวันก็ได้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง พลันนั้นเขาก็รู้สึกว่าอาการบาดเจ็บของตนเองดีกว่าก่อนหน้านี้มากมายนัก
ข้างกายของเขามีขวดที่ว่างเปล่าถูกทิ้งอยู่เกลื่อนกลาดเต็มไปหมด และนอกจากที่มันจะเต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิตแล้ว เขาก็มองไม่เห็นสิ่งอื่นอีกเลย
บาดแผลของเขาฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว และไม่เจ็บถึงขนาดนั้นอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงที่แปลกประหลาดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? และทันใดนั้นเขาก็นึกถึงหญิงสาวที่ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันก ก่อนหน้านี้
ส่วนที่ว่าหญิงสาวคนนั้นหน้าตาเป็นอย่างไรนั้น เขาไม่ทันได้สังเกตให้ละเอียดเลยด้วยซ้ำ
หลังจากที่อาการบาดเจ็บของเขาฟื้นฟูขึ้นมาก และยืนยันได้แล้วว่ายานี้ไม่มีพิษ เขาจึงตัดสินใจดื่มมันลงไปโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
มู่เฉียนซีที่ถูกดีดออกมาทั้งที่ยังไม่ทันให้จิ่วเยี่ยตัวน้อยได้ดื่มยา ก็ได้ถอนหายใจอย่างโล่งอกออกมาเมื่อเห็นว่าเขายอมดื่มยาด้วยตนเองเช่นนี้
มู่เฉียนซีไม่รู้ว่าจิ่วเยี่ยเคยอยู่ในเรือนจำปีศาจแห่งความมืดนานเท่าไร แต่ครั้งนี้นางต้องการให้เขาออกไปจากที่นี่ให้เร็วยิ่งขึ้นสักหน่อย ยิ่วเร็วเท่าไรก็ยิ่งดี
มู่เฉียนซีกล่าวถามว่า “ฝูเซิง ครั้งนี้หากพวกเราปรากฏตัวออกไปจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่เราจะสามารถจัดการผู้คุมปีศาจแห่งความมืดได้?”
“ข้าว่า มีความเป็นไปได้น้อยกว่าหนึ่งส่วนเสียอีก! ประการแรกเวลาของพวกเรามีจำกัด ประการที่สองผู้คุมปีศาจแห่งความมืดในเวลานี้แข็งแกร่งกว่าข้ามากนัก” ฝูเซิงกล่าวอย่างจนปัญญา
“ข้าต้องการกลั่นยาพิษ!” ถึงจะมีความเป็นไปได้เพียงน้อยนิดแต่นางก็อยากลองอยู่ดี
หากครั้งแรกไม่ได้ผลก็ลองครั้งที่สอง ไม่ว่าอย่างไรนางก็อยากให้จิ่วเยี่ยน้อยหนีออกไปจากคุกแห่งนี้ให้เร็วที่สุด
หลังจากที่จิ่วเยี่ยฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บแล้วเขาก็จะแหกคุกได้สำเร็จ แค่มีโอกาสเพียงเล็กน้อย เขาก็จะสามารถโต้กลับได้แล้ว และตอนนี้มู่เฉียนซีก็กำลังไล่ตามเขาไป
ร่างเล็กสีดำได้ทะลวงผ่านไปในพระราชวังอันใหญ่โตอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาดก็มิปาน ส่วนมู่เฉียนซีก็ตามเขาไปด้วยเช่นกัน
ถึงจิ่วเยี่ยน้อยจะสามารถหลบหนีได้อย่างราบรื่นมาก แต่ความราบรื่นนี้กลับทำให้มู่เฉียนซีรู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดีบางอย่าง
และเห็นได้ชัดว่าเขาก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกตินี้เช่นกัน แต่ในเมื่อหนีมาแล้ว เขาก็ไม่มีทางหันหลังกลับอย่างแน่นอน
เขาหนีออกมาจากพระราชวังจนมีถึงเมืองลำดับที่หนึ่ง และในตอนที่เขากำลังจะออกไปจากเมืองลำดับที่หนึ่ง จิ่วเยี่ยน้อยกลับถูกคนกลุ่มหนึ่งล้อมเอาไว้อย่างกะทันหัน
“ฝ่าบาทจิ่วเยี่ย ทรงกลับไปเถิดพ่ะย่ะค่ะ!” คนที่ล้อมเข้าอยู่กลุ่มนี้ มีกลุ่มผู้คุมที่มีความสามารถระดับอ๋องกลุ่มหนึ่ง
“ไสหัวไปซะ!” ถึงน้ำเสียงจะฟังดูเหมือนเด็กน้อยแต่กลับน่าเกรงขามเป็นอย่างยิ่ง และแม้ว่าเขาจะอายุยังน้อย แต่ก็มีความแข็งแกร่งและความเผด็จการของผู้มีอํานาจเหนือกว่าอีกด้วย
“ฝ่าบาทจิ่วเยี่ย ถึงท่านจะยังยอมรับความจริงไม่ได้ แต่ไม่ว่าก่อนหน้านี้ท่านจะมีสถานะที่สูงส่งเพียงใด เมื่อมาถึงแดนนรกแห่งนี้แล้ว ท่านก็เป็นเพียงแค่คนเลวทรามที่สุดเท่านั้น”
น้ำเสียงที่เย็นยะเยือกดังขึ้นมา “คนเลวทรามอย่างนั้นหรือ นั่นมันไม่ใช่พวกเจ้าหรือไง? มันเกี่ยวอะไรกับข้าด้วย?”
แม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ เขาก็ยังคงเป็นคนสูงส่งเกินเอื้อมถึงอยู่ดี นอกจากนี้ยังจ้องมองไปที่พวกเขา ราวกับว่ามองดูขยะก็มิปาน
แต่ทว่าผู้คุมที่มีอำนาจในเรือนจำเหล่านี้จะทนต่อการดูถูกเหยียดหยามเช่นนี้ได้อย่างไร? พวกเขาก็เหมือนผู้คุมปีศาจแห่งความมืด ที่เกลียดสายตาของฝ่าบาทจิ่วเยี่ยผู้นี้มากเป็นพิเศษ
“ในเมื่อฝ่าบาทจิ่วเยี่ยไม่ให้ความร่วมมือ เช่นนั้นพวกเราก็คงทำได้เพียงล่วงเกินท่านแล้ว โจมตี!”
“ขอรับ นายท่าน!”
จิ่วเยี่ยน้อยเพียงคนเดียวจะสามารถรับมือกับคนมากมายเช่นนี้ได้อย่างไร ทันใดนั้นเขาก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีกครั้ง
หลังจากที่ผู้คุมเหล่านี้จัดการเรียบร้อยแล้ว ผู้คุมปีศาจแห่งความมืดก็ตามมา แม้ว่าจะสายเกินไปสักหน่อย
เขาคลี่ยิ้มพลางกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า “ฝ่าบาทจิ่วเยี่ย เรือนจำปีศาจแห่งความมืดแห่งนี้คืออาณาเขตของข้า ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่เคยมีนักโทษคนใดสามารถหนีออกไปจากเรือนจำปี ศาจแห่งความมืดนี้ได้มาก่อน ฉะนั้นท่านต้องยอมรับชีวิตเช่นนี้ให้ได้แล้วล่ะ”