ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2575 เพลิงแห่งนิพพาน
“สิ้นหวังสินะ! เสียใจล่ะสิ!” ผู้คุมปีศาจแห่งความมืดกล่าวพลางจ้องมองไปที่จิ่วเยี่ยน้อย
ทำให้เขาผิดหวังอย่างนั้นหรือ จิ่วเยี่ยขี้เกียจเกินกว่าจะที่แสดงอารมณ์ใด ๆ ให้เขาได้เห็นเลยด้วยซ้ำ ทั้งยังทำราวกับว่าเป็นก้อนน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลายก็มิปาน
ในเวลานี้รอยยิ้มบนใบหน้าของผู้คุมปีศาจแห่งความมืดจึงเปลี่ยนเป็นแข็งทื่อไปฉับพลัน นี่เป็นนักโทษที่จัดการได้ยากที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมาเลย แต่ยิ่งจัดการได้ยากมากเท่าไร ทว่า ก็ยิ่งน่าสนใจมากขึ้นเท่านั้น
เขาคว้าคอของจิ่วเยี่ยไว้พลางกล่าวว่า “ฝ่าบาทจิ่วเยี่ย ท่านไม่เชื่อว่าข้าจะฆ่าท่านจริง ๆ บ้างหรือ?”
จิ่วเยี่ยน้อยกล่าวอย่างในเย็นว่า “เจ้าทำไม่ได้หรอก!”
เมื่อมู่เฉียนซีเห็นว่าผู้คุมปีศาจแห่งความมืดกล้าบีบคอของจิ่วเยี่ยน้อยจริง ๆ นางก็เดือดดาลขึ้นมาทันที
นางอยากที่จะพุ่งออกไป แต่มันกลับไม่มีประโยชน์ นางทำอะไรไม่ได้
ความสำเร็จครั้งที่แล้วต้องเป็นความโชคดีของนางแน่นอน อย่างไรเสียการควบคุมพลังแห่งกาลเวลาของนางก็ยังคงอ่อนแอมากเกินไปอยู่ดี
ถึงจิ่วเยี่ยน้อยจะล้มเหลวในการหลบหนีและถูกจับได้ แต่เขาก็ไม่มีการตอบสนองใด ๆ เลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังไม่ได้ดูผิดหวังเลยสักนิดเดียวอีกด้วย
ผู้คุมปีศาจแห่งความมืดกดตะปูสีดำออกมาหลายอันพลางกล่าวว่า “ฝ่าบาทจิ่วเยี่ย ท่านรู้หรือไม่ว่าสิ่งนี้คืออะไร? สิ่งนี้คือสิ่งของที่ข้าพยายามอย่างหนักกว่าจะได้มันมา มันมีชื่อ เรียกว่าตะปูทลายวิญญาณ!”
“เนื้อหนังของเผ่าเทพนั้นแข็งแกร่งอย่างกับอะไรดี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงฝ่าบาทจิ่วเยี่ยเลย นอกจากจะมีสายเลือดของเผ่าเทพแล้ว ท่านยังมีสายเลือดที่แข็งแกร่งอย่างอื่นอีก เมื่อสายเลือ อดที่แข็งแกร่งทั้งสองชนิดมาผสมผสานรวมกัน ท่านจึงกลายเป็นคนที่มีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร ฉะนั้นมันจึงยากที่จะทำลายร่างกาย หรือทำลายจิตใจของท่านได้ เช่นนั้นหากลงมือกับจิตวิญญ ญาณของท่านล่ะ? ข้าอยากจะรอดูว่าฝ่าบาทจิ่วเยี่ยจะสามารถทนได้จนถึงเมื่อไร?”
“ให้ตายเถอะ!” มู่เฉียนซีกำหมัดแน่น
วิธีการของผู้คุมปีศาจแห่งความมืดยกระดับขึ้นแล้ว ทรมานร่างกายยังไม่พอ แต่คราวนี้เขายังคิดที่จะทรมานจิตวิญญาณของจิ่วเยี่ยน้อยอีกอย่างนั้นหรือ?
หากจิตวิญญาณได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง มันก็จะยิ่งเจ็บปวดมากขึ้นไปอีก และยิ่งยากที่จะซ่อมแซมได้อีกด้วย
มู่เฉียนซีในตอนนี้อยากที่จะพุ่งออกไปจริง ๆ นางอยากที่จะหยิบเอายาพิษที่ทรงพลังมากที่สุดโยนใส่ผู้คุมปีศาจแห่งความมืดเสีย แต่ทว่าตอนนี้นางถูกกำแพงของมิติขวางเอาไว้ จนไม่สาม มารถทำอะไรได้เลย
“ซีเอ๋อร์ ยิ่งเจ้าใจร้อน เจ้ายิ่งไม่สามารถควบคุมพลังแห่งกาลเวลานี้ได้ เจ้าต้องสงบสติลง…” สุ่ยจิงอิ๋งกล่าวอย่างอ่อนโยน
“ก็ข้าสงบสติไม่ได้นี่นา! สุ่ยจิงอิ๋ง!” มู่เฉียนซีกล่าวด้วยเสียงที่แหบพร่า
ฝูเซิงเองก็ทำได้เพียงแค่มองอย่างร้อนใจ จิตใจของผู้คุมปีศาจแห่งความมืดนั่นบิดเบี้ยวเกินมนุษย์มนามากเกินไปแล้ว
เจ้าเด็กตัวเล็กแค่นั้นแต่กลับต้องถูกทรมานทุกวิถีทาง และการทรมานเช่นนี้แม้ว่าจะเป็นเทพเอง ก็ไม่อาจทนรับได้เช่นกัน!
“บัดซบเอ้ย! แย่แล้ว!” ผู้คุมปีศาจแห่งความมืดรู้สึกว่าตนเองลงมือโหดเหี้ยมเกินไปหน่อย และกลิ่นอายของเด็กน้อยที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้ก็เริ่มอ่อนแอมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว ส่วนจิตวิญญาณ ณเองก็เช่นกัน…
มู่เฉียนซีเองผงะไปครู่หนึ่ง นางเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ เป็นไปได้อย่างไร?
จิ่วเยี่ยสามารถหนีออกไปได้อย่างปลอดภัย แล้วเขาจะตายอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน?
เป็นเพราะการปรากฏตัวของนางทำให้อดีตมีการเปลี่ยนแปลง และทำให้เกิดปรากฏการณ์ผีเสื้อกระพือปีกขึ้น ดังนั้นมันถึงได้เกิดอุบบัติเหตุเช่นนี้ขึ้นอย่างนั้นหรือ?
มู่เฉียนซีรู้สึกหนามสั่นไปทั้งตัว ผู้คุมปีศาจแห่งความมืดเองก็ตื่นตกใจมากเช่นกัน “นี่…บัดซบเอ้ย เพราะไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ คิดไม่ถึงเลยว่าฝ่าบาทจิวเยี่ยจะตาย หากเบื้อง งบนรู้เข้า ขะ…ข้า…”
หากเบื้องบนต้องการที่จะฆ่าเด็กน้อยผู้นี้ นั่นเป็นเรื่องที่ง่ายดายมาก แต่เหตุผลที่พวกเขาไม่ฆ่า ทว่ากลับส่งมายังเรือนจำปีศาจแห่งความมืดแห่งนี้ นั่นก็เป็นเพราะว่าต้องการให้เขา าอยู่อย่างตายทั้งเป็น และถูกทรมานตลอดไป
แต่ผลผรากฏว่ากลับถูกเขาทรมานจนตายในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้นคนที่อยู่เบื้องบนจะต้องไม่พอใจอย่างแน่นอน และเกรงว่าจุดจบของเขาก็อาจจะแย่มากเช่นกัน
“แม้ว่าเขาจะเป็นถึงฝ่าบาทจิ่วเยี่ย เป็นอัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดของเผ่าเทพ แต่อย่างไรเสียก็เป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่ง ฉะนั้นข้าควรที่จะออมมือสักหน่อย เป็นเช่นนี้แล้วควรทำ ำเช่นไรล่ะ? แล้วข้าจะอธิบายกับเบื้องบนได้อย่างไร”
แววตาที่เย็นยะเยือกของมู่เฉียนซีจ้องมองไปยังแผ่นหลังที่กำลังกระวนกระวายใจของผู้คุมปีศาจแห่งความมืด และร่างของนางก็แผ่จิตสังหารออกมา
พวกมันกำลังกรีดร้องออกมาว่า ฆ่าเขา…ฆ่าเขาซะ…
ในตอนที่ผู้คุมปีศาจแห่งความมืดกำลังจะออกไป ทันใดนั้นก็มีเปลวเพลิงสีแดงปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน และเปลวเพลิงนี้ก็ได้ห่อหุ้มจิ่วเยี่ยน้อยเอาไว้
“นี่…นี่คือ…” ผู้คุมปีศาจแห่งความมืดหวาดกลัวเปลวเพลิงที่ปรากฏขึ้นมาอย่างกะทันหันนี้มาก ซึ่งมันก็ทำให้เขาถอยหลังออกไปอย่างรีบร้อน
“เพลิงแห่งนิพพานของหงส์เทพ!” ผู้คุมปีศาจแห่งความมืดกล่าวด้วยความตกใจ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า! เพลิงแห่งนิพพานของหงส์เทพ มิน่า! มิน่าล่ะที่ฝ่าบาทจิ่วเยี่ยถูกส่งมาถึงเรือนจำปีศาจแห่งความมืดแห่งนี้ ก็เป็นเพราะไม่มีผู้ใดสามารถฆ่าท่านได้ ฉะนั้นการส่งท่านมาที่ เรือนจำปีศาจแห่งความมืดนี้ ก็เพื่อให้ข้าทรมานท่านจนเหมือนตายทั้งเป็น นี่จึงนับว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด อย่างไรเสียในเรื่องที่เกี่ยวกับการทรมาน ก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่สามารถเทียบเคียงกับผู้คุมปีศาจแห่งความมืดอย่างข้าได้”
ผู้คุมปีศาจแห่งความมืดเองก็ไม่กล้าสัมผัสเพลิงแห่งนิพพานของหงส์เทพนี้เช่นกัน หากไปแตะต้องเข้า แม้ว่าจะเป็นเขาก็อาจจะถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านได้เช่นกัน
เมื่อได้ยินคำพูดของผู้คุมปีศาจแห่งความมืด สติของมู่เฉียนซีก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง
นางกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า “เขาไม่สามารถตายได้!”
ไม่มีทางที่ผู้คุมปีศาจแห่งความมืดจะพูดอย่างไม่มีเหตุผลแน่นอน และดูเหมือนว่าจิ่วเยี่ยน่าจะไม่เป็นอะไรแล้ว
หลังจากที่มู่เฉียนซีสงบสติอารมณ์ได้แล้ว นางก็ค้นพบว่านางสามารถควบคุมพลังแห่งกาลเวลาจนเดินออกไปได้แล้ว
ทันทีที่เดินออกไป นางก็ค้นพบว่าเปลวเพลิงที่น่าสะพรึงกลัวนี้น่ากลัวมากเพียงใด
หลังจากนั้นลำแสงสีฟ้าอ่อนก็ปรากฏขึ้น และห่อหุ้มมู่เฉียนซีเอาไว้
สุ่ยจิงอิ๋งกล่าวว่า “ซีเอ๋อร์ มันอันตรายเกินไป กลับเถอะ! เพลิงแห่งนิพพานของหงส์เทพนี้เป็นของล้ำค่าอย่างแท้จริง”
มู่เฉียนซีรู้ถึงความน่ากลัวของเปลวเพลิงนั้นดี เพราะก่อนหน้านี้นางก็เคยเห็นเปลวเพลิงที่แข็งแกร่งมากมาถึงสองชนิด ซึ่งชนิดแรกก็คือเปลวเพลิงของกระบี่มังกรเพลิงพิฆาตวิญญาณ ส่วน นชนิดที่สองก็คือเปลวเพลิงของเฮยอิ่ง และนี่ก็เป็นชนิดที่สาม
ตอนนั้นนางสัมผัสได้ว่า ร่างกายและจิตวิญญาณของนางนั้นกลายเป็นความว่างเปล่า แต่โชคดีที่สุ่ยจิงอิ๋งลงมือได้ทันเวลา มิเช่นนั้นางได้จบเห่อย่างแน่นอน
ฝูเซิงกล่าวว่า “เจ้านาย เจ้านี่จะประมาทเกินไปแล้วนะ”
“เจ้าจะกังวลเกินเหตุไปแล้ว!” มู่เฉียนซีกล่าว
ทั่วทั้งห้องขังล้วนเต็มไปด้วยเพลิงแห่งนิพพานของหงส์เทพ และเมื่อเวลาล่วงเลยไป เพลิงแห่งนิพพานนี้ก็ค่อย ๆ หายไปอย่างช้า ๆ และนางก็ได้พุ่งไปที่ข้างกายของจิ่วเยี่ยน้อย
มู่เฉียนซีสามารถมองเห็นร่างเงาสีขาวที่อยู่กลางเปลวเพลิงนั้นได้อย่างเลือนลาง ซึ่งก็คือจิ่วเยี่ยน้อยนั่นเอง
นางสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งชีวิตจากเขา ทั้งเสียงของลมหายใจ และเสียงเต้นของหัวใจ ขนาดหมอปีศาจอย่างนางยังคิดว่าเขาตายไปแล้ว แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะยังมีชีวิตรอดได้ นอกจากนี้ยังดีกว่าก่อนหน้านี้มากอีกด้วย
มู่เฉียนซีกล่าวถามว่า “สุ่ยจิงอิ๋ง เจ้ารู้หรือไม่ว่าเพลิงแห่งนิพพานของหงส์เทพมีต้นกำเนิดอย่างไร เปลวเพลิงนี้ทำให้คนที่ตายแล้วฟื้นขึ้นมาได้หรือ? แต่ข้าไม่เคยเห็นจิ่วเยี่ยน นำมันออกมาใช้เลย”
“หงส์เทพ เป็นสัตว์เทพที่เกิดมาทรงพลังมากที่สุด ซึ่งมันเกิดหลังจากที่มหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์อย่างพวกเรามาจุติได้ไม่นานนัก ถึงเขาจะครอบครองเพลิงแห่งนิพพาน และยังสามารถทำ ำให้ตนเองที่ตายแล้วกลับมามีชีวิตอีกครั้งได้ แต่เพลิงแห่งนิพพานนี้ของจิ่วเยี่ย ไม่ใช่ของเขาเอง! ดังนั้นซีเอ๋อร์ในอนาคตจึงไม่เคยเห็นมัน ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นเพราะเขาน่าจะใช้เพลิ งแห่งนิพพานที่คนอื่นได้มอบให้ไปจนหมดเกลี้ยงแล้วนั่นเอง”
เปลวเพลิงนั้นเหลือเพียงจุดเล็ก ๆ กระจายตัวอยู่โดยรอบเท่านั้น หลังจากนั้นเด็กน้อยที่หมดสติก็ได้ลืมตาขึ้น ใบหน้าของเขางดงามและละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก ซึ่งเขาที่อยู่ท่ามกลางเปลว วเพลิงก็น่าดึงดูดจนน่าทึ่งอย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียว
เด็กน้อยผู้นี้เป็นสัตว์ประหลาดตั้งแต่อายุยังน้อย และดวงตาสีฟ้าที่เย็นยะเยือกคู่นั้นก็ดูลึกลับราวกับก้นทะเล ที่ลึกเกินจะหยั่งถึงก็มิปาน
เขาลุกขึ้นมาอย่างช้า ๆ หลังจากนั้นก็ค่อย ๆ หยิบเสื้อผ้าของเขามาสวมใส่ด้วยตนเอง และตอนนี้เขาที่มีสีหน้าไร้อารมณ์ก็นั่งอยู่ที่มุมหนึ่ง หลังจากนั้นเขาก็มองดูเปลวเพลิงที่เหลืออ อยู่อย่างเหม่อลอย พร้อมกับกำมือแน่น
แม้ว่าจิตใจเขาจะแข็งแกร่งมากเพียงใด แต่มันก็ไม่ได้แข็งแกร่งเท่าตอนที่กลายเป็นผู้ใหญ่แล้วอยู่ดี และตอนนี้ภายในใจของเขายังมีส่วนที่เปราะบางอยู่บ้าง ซึ่งมันก็เพียงพอที่จะกระ ะตุ้นอารมณ์ของเขาได้