ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2576 คู่หมั้นของเจ้า
มู่เฉียนซีสังเกตเห็นดวงตาสีฟ้าเย็นยะเยือกคู่นั้น เปลวเพลิงได้สะท้อนแวววาวอยู่ในดวงตาของเขา ซึ่งมันก็ทำให้มู่เฉียนซีสัมผัสได้ถึงความเสียใจและความโกรธเคืองที่ฉายวาบออกมา
อารมณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่เท่านั้น ซึ่งมันก็ได้ถูกจิ่วเยี่ยน้อยซ่อนเอาไว้อย่างรวดเร็ว
หากไม่ใช่เพราะมู่เฉียนซีอยู่ในสถานที่ที่เขามองไม่เห็น และไม่ใช่เพราะมู่เฉียนซีเฝ้าสังเกตอย่างละเอียดถี่ถ้วน เกรงว่าคงไม่สามารถค้นพบได้เช่นกัน
มู่เฉียนซีตะลึงงันไปเล็กน้อย ดูเหมือนว่าจิ่วเยี่ยน้อยจะมีความรู้สึกต่อเพลิงแห่งนิพพานของหงส์เทพนี้เป็นพิเศษ
นี่ไม่ใช่เปลวเพลิงของจิ่วเยี่ย เช่นนั้นคงจะเป็นคนที่สำคัญมากสำหรับเขาที่ได้นำเปลวเพลิงนี้ใส่เอาไว้ในร่างกายเพื่อคุ้มครองเขา
บางทีการเกิดใหม่จากนิพพานในครั้งนี้อาจทำให้เขานึกไปถึงคนที่เขาคิดถึงมากที่สุด ซึ่งจิ่วเยี่ยน้อยในเวลานี้ก็ไม่มีความเย็นยะเยือกที่ราวกับไม่ใช่มนุษย์เลยแม้แต่น้อยเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว
ครั้งนี้มู่เฉียนซีลองเดินออกไปอีกครั้ง และค้นพบว่านางทำได้สำเร็จ
เมื่อจิ่วเยี่ยน้อยสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของคนแปลกหน้าที่ปรากฏขึ้นมา เขาก็เปลี่ยนเป็นทั้งเย็นยะเยือกและอันตรายขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เมื่อเห็นคนที่มา เขาก็กล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “เป็นเจ้านี่เอง!”
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “เจ้าไม่ถามหรือว่าข้าคือใคร?”
คนที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้เตรียมพร้อมที่จะฆ่านางอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมันก็อันตรายมากจริง ๆ
“เจ้าเป็นใคร ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า! ออกไปเดี๋ยวนี้ มิเช่นนั้นเจ้าได้ตายแน่!”
“ข้าคือคู่หมั้นของเจ้า หากเจ้าฆ่าข้า เจ้าไม่กลัวว่าตัวเจ้าในอนาคตจะไร้คู่ครองอย่างนั้นหรือ?” นางคุ้นเคยกับท่าทางของจิ่วเยี่ยในอนาคตที่คล้ายกันนี้เป็นอย่างมาก และแม้ว่าเขาจะเย็นชากับคนอื่นแต่ก็ไม่เคยปฏิบัติต่อนางเช่นนี้เลย
แต่ทว่าตอนนี้เมื่อเผชิญหน้ากับเขาในวัยเด็ก กลับเต็มไปด้วยจิตสังหารยิ่งกว่าตอนเจอกันครั้งแรกเสียอีก
ซึ่งมันก็ทำให้มู่เฉียนซีอดที่จะแกล้งเขาเล่นไม่ได้!
“คู่หมั้นหรือ ข้าไม่เคยมีคู่หมั้นมาก่อน! เจ้าคือคนที่เขาส่งมาใช่หรือไม่? คราวนี้เขาต้องการจะใช้ลูกไม้อะไรอีก?” เขาจ้องมองมู่เฉียนซีด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “ข้าไม่ใช่คนที่ใครส่งมาทั้งนั้น! ข้าเพียงแค่อยากช่วยเจ้า ข้าช่วยเจ้าออกไปจากเรือนจำปีศาจแห่งความมืดแห่งนี้ดีหรือไม่?”
“ไม่เชื่อ!”
คำนี้ได้แสดงถึงจุดยืนของจิ่วเยี่ยน้อยแล้ว เพราะเขาจะไม่เชื่อใคร เขาจะเชื่อเพียงตนเองเท่านั้น และทั้งหมดนี้ อาจจะเป็นกับดักที่ผู้ชายคนนั้นวางเอาไว้ก็ได้
มู่เฉียนซีกล่าวกับเขาว่า “ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อหรือไม่ จิ่วเยี่ยน้อย ข้าก็จะอยู่เคียงข้างเจ้า! และข้าก็เป็นนักปรุงยาที่เก่งกาจมาก ฉะนั้นหากเจ้าได้รับบาดเจ็บข้าจะเป็นคนจัดการให้เอง”
เมื่อมู่เฉียนซีสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวที่อยู่ภายนอก นางก็เก็บพลังแห่งกาลเวลาของตนเองและหายไปต่อหน้าต่อตาจิ่วเยี่ยทันที
จิ่วเยี่ยน้อยตกใจเล็กน้อยเมื่อมองไปยังสถานที่ที่นางหายไปก่อนหน้านี้ ถึงหญิงสาวผู้นั้นจะมีความสามารถที่อ่อนแอมาก แต่นางกลับมีวิธีซ่อนตัวที่สมบูรณ์แบบมากจริง ๆ
คู่หมั้นหรือ! ดวงตาสีฟ้าเย็นยะเยือกของจิ่วเยี่ยน้อยอันตรายมากขึ้นเรื่อย ๆ นี่มันเป็นกับดักแบบใดกันแน่?
และในเวลานี้ผู้คุมปีศาจแห่งความมืดก็ได้มาถึงแล้ว หลังจากนั้นเขาก็มองไปโดยรอบ เหตุใดถึงรู้สึกว่ามีคนอยู่ภายในห้องนี้กันนะ?
แต่เมื่อมองดูรอบ ๆ แล้วกลับไม่เจอใครเลยแม้แต่คนเดียว
แม้แต่ผู้คุมปีศาจแห่งความมืดยังหานางไม่เจอ นี่นางไปซ่อนอยู่ที่ใดกันแน่? ดวงตาสีฟ้าของจิ่วเยี่ยน้อยพลันฉายแวววูบวาบขึ้นมาทันที
“สมกับที่เป็นเพลิงแห่งนิพพานของหงส์เทพ อาการบาดเจ็บที่อยู่บนร่างกายของฝ่าบาทจิ่วเยี่ยทั้งหมดได้รับการฟื้นฟูแล้ว ข้าได้ถามเบื้องบนมาแล้วล่ะ เขาบอกว่าเพลิงแห่งนิพพานของหงส์เทพนี้สามารถอยู่ได้นานสุดเพียงแค่สามปีเท่านั้น หลังจากผ่านไปสามปี ฝ่าบาทจิ่วเยี่ยจะไม่สามารถคืนชีพเช่นนี้ได้อีก และเมื่อถึงเวลานั้น เวลาตายของฝ่าบาทจิ่วเยี่ยก็คงมาถึงแล้วเช่นกัน” ผู้คุมปีศาจแห่งความมืดกล่าว
“หลังจากนี้อีกสามปีท่านก็ต้องตายแล้ว รู้สึกสิ้นหวังบ้างหรือไม่? ที่นี่คือเรือนจำปีศาจแห่งความมืด คงไม่มีใครมาช่วยท่านได้ และไม่มีผู้ใดกล้ามาช่วยท่านด้วย ฉะนั้นท่านก็จงสนุกสนานไปกับเวลาสามปีสุดท้ายนี้เสียเถอะ!”
ปังงง!
ร่างกายที่เพิ่งจะได้รับการฟื้นฟูจนกลับมาสมบูรณ์เพราะเพลิงแห่งนิพพาน กลับต้องมาเต็มไปด้วยบาดแผลอีกครั้ง นอกจากนี้กระดูกของเขายังถูกผู้คุมปีศาจแห่งความมืดบดขยี้จนเป็นชิ้น ๆ อีกด้วย
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “ฝูเซิง ข้าทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว เจ้ายอมจะลองกับข้าสักครั้งหรือไม่?”
พวกเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของผู้คุมปีศาจแห่งความมืดเลยจริง ๆ แต่ทว่ากำแพงแห่งกาลเวลาที่อยู่ตรงหน้านี้สามารถช่วยพวกเขาได้
ลำแสงสีเขียวอ่อนห่อหุ้มหนามสีแดงเลือดเอาไว้ จากนั้นมันก็ได้ทะลุผ่านกำแพงออกไป และตรงเข้าไปหมายจะปลดชีพของผู้คุมปีศาจแห่งความมืดทันที
แม้ว่าผู้คุมปีศาจแห่งความมืดจะกำลังสนุกสนานอยู่กับการทรมานอย่างโหดเหี้ยม แต่เขาก็ไม่เคยลดการระวังตัวลงเลย
และทันใดนั้น เขาก็รู้สึกได้ถึงจิตสังหารที่อันตรายจู่โจมมาจากด้านหลังของเขา ดังนั้นเขาจึงหันหลังเหวี่ยงกลับไปทันที!
ฉัวะ ฉัวะ ฉัวะ!
กิ่งก้านของหนามโลหิตหลายก้านถูกตัดออก และหลังจากนั้นก็มีหนามโลหิตพุ่งเข้ามาโจมตีมากขึ้น
ปัง ปัง ปัง!
ผู้คุมปีศาจแห่งความมืดกล่าวอย่างประหลาดใจเล็กน้อย “หนามโลหิต คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นพืชกลายพันธุ์หนามโลหิต แต่ภายในอาณาเขตของข้ามีของเล่นเช่นนี้ปรากฏตัวออกมาได้อย่างไรกัน?”
ผู้คุมปีศาจแห่งความมืดรู้สึกงุนงงเป็นอย่างมาก แต่ทว่าในเมื่อมีสิ่งที่อันตรายเช่นนี้ปรากฏตัวขึ้น เช่นนั้นเขาก็จะต้องกำจัดมันทิ้งเสีย และแน่นอนว่าต้องไม่ปล่อยให้มันมาทำลายเรื่องดี ๆ ของเขาได้อีกด้วย
แต่ดูเหมือนว่าหนามโลหิตนี้จะปรากฏตัวออกมาจากความว่างเปล่าก็มิปาน เขาเปิดพื้นที่โดยรอบเพื่อพยายามตามหาร่างที่ซ่อนเอาไว้ของมัน แต่กลับหามันไม่เจอเลยแม้แต่เงา
ทว่าผู้คุมปีศาจแห่งความมืดคาดเดาผิดพลาดไปแล้ว เพราะสถานที่ที่มู่เฉียนซีอยู่ไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาเดียวกันกับเขา ดังนั้นไม่ว่าจะทำอย่างไรเขาก็ไม่มีทางหาเจออยู่แล้ว
ถึงการลอบโจมตีในครั้งนี้จะไม่สามารถสร้างความเสียหายต่อผู้คุมปีศาจแห่งความมืดได้มากนัก แต่มันก็สามารถก่อกวนอารมณ์ของเขา และดึงดูดความสนใจของเขาได้ อย่างน้อยก็ทำให้เขาไม่มีอารมณ์ไปทรมานจิ่วเยี่ยน้อยต่ออีกแล้ว
“เฮ้อ!” มู่เฉียนซีในเวลานี้ก็เหนื่อยมากเช่นกัน การควบคุมพลังแห่งกาลเวลาเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายเลย
และในตอนที่มู่เฉียนซีไม่สามารถควบคุมพลังแห่งกาลเวลาได้แล้ว หนามโลหิตนั้นก็เริ่มหายไป
เขาคิดไม่ออกเลยจริงๆว่าหนามโลหิตนี้ปรากฏออกมาได้อย่างไร? แต่เขาสามารถยืนยันได้ว่ามันไม่ใช่ภาพลวงตาอย่างแน่นอน
เขาสั่งการออกไปว่า “ค้นหา! ไปค้นหาให้ข้า! จะต้องหาหนามโลหิตออกมาให้ได้”
หลังจากที่ผู้คุมปีศาจแห่งความมืดออกไป มู่เฉียนซีก็รีบฟื้นฟูอาการบาดเจ็บของจิ่วเยี่ยน้อยอย่างรวดเร็ว
อาการบาดเจ็บของจิ่วเยี่ยน้อยยังคงสาหัส ดังนั้นนางจำเป็นต้องออกไปรักษาอาการบาดเจ็บให้เขาด้วยตนเอง
สุดท้ายแล้วมู่เฉียนซีก็ไม่มีทางเลือก ดังนั้นนางจึงให้ฝูเซิงนำยาน้ำขวดแล้วขวดเล่าไปวางอยู่หน้าจิ่วเยี่ยน้อย
นั่นคือพลังแห่งชีวิตที่ทำให้เขารู้สึกสบายเป็นอย่างมาก ในเมื่อมันไม่มีพิษ เขาจึงใช้มันอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
เขาเองก็อยากจะดูเหมือนกันว่า นางต้องการทำอะไรกันแน่?
ด้วยเหตุนี้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเมื่อไรก็ตามที่ผู้คุมปีศาจแห่งความมืดต้องการที่จะลงมือกับจิ่วเยี่ย มู่เฉียนซีก็จะให้ฝูเซิงเริ่มก่อกวนเขาเสมอ
และแม้ว่าผู้คุมปีศาจแห่งความมืดจะสั่งให้คนของเขาค้นหาไปทั่วพระราชวัง แต่เขาก็ยังคงหาหนามโลหิตไม่เจออยู่ดี ซึ่งพวกเขาต่างก็คิดว่าท่านเจ้าเรือนจำของตนเองต้องเห็นภาพหลอนอย่างแน่นอน
“ไสหัวออกมา! ไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้ ทำได้แค่ซ่อนตัวหรือยังไง?”
ผู้คุมปีศาจแห่งความมืดเองก็ไม่ได้โง่เงาเช่นกัน หนามโลหิตนั่นตั้งใจที่จะก่อกวนเขา เพราะไม่อยากให้เขาทำร้ายฝ่าบาทจิ่วเยี่ย แต่เขาก็ต้องการที่จะทำอยู่ดี!
เพื่อป้องกันการก่อกวนของหนามโลหิต ครั้งนี้เขาจึงได้หาผู้ช่วยมาด้วย และเมื่อมีพวกเขาคอยขวางฝูเซิง ผู้คุมปีศาจแห่งความมืดจึงลงมือทรมานจิ่วเยี่ยน้อยได้อย่างโหดเหี้ยมมากขึ้นไปอีก ซึ่งมันก็ทำให้มีกลิ่นคาวเลือดลอยคละคลุ้งไปทั่วทั้งห้องขังเลยทีเดียว
ลูกน้องของผู้คุมปีศาจแห่งความมืดเหล่านั้นรู้สึกว่าฝ่าบาทจิ่วเยี่ยเป็นเหมือนสัตว์ประหลาดก็มิปาน แม้ว่าจะถูกทรมานเช่นนี้ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะสามารถทนได้โดยที่ไม่ร้องออกมาเลยสักแอะเดียว และทำเหมือนกับว่าไม่มีความเจ็บปวดอย่างไรอย่างนั้น
ตอนนี้ดวงตาของมู่เฉียนซีเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ นางแทบรอที่จะพุ่งออกไปต่อสู้กับผู้คุมปีศาจแห่งความมืดนั้นไม่ไหวอยู่แล้ว
“ข้าเตรียมพิษปีศาจชนิดหนึ่งเอาไว้พอดี พิษปีศาจชนิดนี้สามารถทำลายจิตวิญญาณของคนได้ แต่ไม่สามารถทำให้คนตายได้ นอกจากนี้มันยังสามารถทำให้คนกลายเป็นคนปัญาอ่อนได้อีกด้วย! หากฝ่าบาทจิ่วเยี่ยกลายเป็นคนปัญญาอ่อนไปแล้วก็ไม่รู้เลยว่าจะมีสภาพเช่นไรบ้าง? จะยังมีความเย่อหยิ่งเหมือนตอนนี้เหลืออยู่หรือไม่ ข้าคาดหวังกับมันมากเลยจริง ๆ!” ผู้คุมปีศาจแห่งความมืดจ้องมองไปยังเด็กน้อยผู้สูงศักดิ์ที่อยู่ตรงหน้า พลางกล่าวด้วยคำพูดที่เลวร้ายเป็นอย่างยิ่ง