ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2581 ยุให้รำ ตำให้รั่ว
มู่เฉียนซีได้ยั่วยุเจ้าหมอนี่อย่างสิ้นเชิง และหลังจากนั้นมันก็เริ่มโจมตีมู่เฉียนซีอย่างบ้าคลั่งด้วยความโกรธเกรี้ยว
มันไม่เชื่อเรื่องชั่วร้ายเช่นนี้ และมันจะต้องทำลายโล่นี้ได้อย่างแน่นอน
อู๋หยาก็มองออกว่า ตอนนี้พลังแห่งความมืดในโล่ของมู่เฉียนซีเริ่มจะอ่อนแอลงเรื่อย ๆ แล้ว
ถึงแม้ว่าพลังแห่งความมืดของฝ่าบาทจิ่วเยี่ยของเขาจะแข็งแกร่งมากเพียงใด แต่ก็ไม่สามารถเติมพลังให้โล่นี้ได้อย่างต่อเนื่องอยู่ดี
แกร่ก!
ทันใดนั้นโล่ปีกทมิฬก็เกิดรอยร้าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ตึง ตึง ตึง!
วานรยักษ์ไททันตัวนี้เหวี่ยงหมัดขนาดใหญ่ที่อันตรายนั้นของมันออกมา เพื่อหวังที่จะทุบมู่เฉียนซีให้แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ในทันที
นี่มันต้องแย่มากแน่ ๆ!
ทันใดนั้นสุ่ยจิงอิ๋งก็กล่าวขึ้นมาว่า “ซีเอ๋อร์ จิ่วเยี่ยมาแล้ว!”
ถึงค่ายกลนี้ของอู๋หยาจะไม่สามารถออกไปได้ แต่มันก็สามารถเข้ามาได้! ฉะนั้นสิ่งนี้จึงไม่สามารถขัดขวางสุ่ยจิงอิ๋งได้
ในตอนที่พลังของโล่นี้ไม่สามารถสนับสนุนได้อีกแล้ว สุ่ยจิงอิ๋งก็ไปขอให้จิ่วเยี่ยรีบมาทันที
และทันทีที่ร่างที่คุ้นเคยปรากฏตัวขึ้นมาต่อหน้าต่อตาของตนเอง มู่เฉียนซีก็รีบกระโจนเข้าไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่นางเห็นว่าเคยเกิดเรื่องเหล่านั้นขึ้นกับจิ่วเยี่ยในเรือนจำปีศาจแห่งความมืด นางก็คิดถึงเขามากจริง ๆ คิดถึงเขามากเหลือเกิน
หากไม่ใช่เพราะอู๋หยาปล่อยเจ้าตัวอันตรายตัวนี้ออกมา และผนึกมิติเอาไว้ นางก็คงไปหาเขาที่เหวนรกนานแล้ว
“ซี!” จิ่วเยี่ยกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ
เขาสามารถรับรู้ความคิดของซีได้ และนางที่มองเขาด้วยดวงตาที่เปียกชื้นคู่นั้น ก็ทำให้หัวใจของจิ่วเยี่ยเจ็บปวดทีละน้อย
เขากอดมู่เฉียนซีเอาไว้ หลังจากนั้นเขาก็เหลือบมองไปทางสัตว์ร้ายตัวหนึ่งและอู๋หยาด้วยแววตาที่เย็นชา
แววตาของจิ่วเยี่ยเต็มไปด้วยเจตนาฆ่า ซึ่งมันก็ทำให้สัตว์ร้ายตัวนั้นสัมผัสได้ถึงอันตราย จนต้องรีบถอยไปให้ห่างจากจิ่วเยี่ยด้วยความรวดเร็ว และไม่กล้าเข้าใกล้เขาอีก
อู๋หยากล่าวว่า “ฝ่าบาทจิ่วเยี่ย ฝ่าบาทจิ่วเยี่ย พระองค์มาได้อย่างไร? ที่นี่มันอันตรายเกินไป พระองค์จำเป็นต้องกลับไปที่เหวนรกนะพ่ะย่ะค่ะ”
ตอนนี้อู๋หยารู้สึกเป็นกังวลมาก แต่จิ่วเยี่ยกลับตอบด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า “อู๋หยา หลังจากนี้ ข้าจะมาคิดบัญชีกับเจ้า”
เขารู้ดีว่าอู๋หยาในตอนนี้แทบไม่เหลือเรี่ยวแรงที่แข็งแกร่งนั้นอีกแล้ว ฉะนั้นเขาจึงเลือกที่จะจัดการสัตว์ร้ายที่อันตรายที่สุดก่อน ซึ่งเขาจำเป็นจะต้องจัดการให้รวดเร็วและแม่นยำที่สุดอีกด้วย
ร่างเงาสีดำสว่างวาบขึ้น ในตอนที่มู่เฉียนซีเห็นว่าจิ่วเยี่ยเข้าไปใกล้สัตว์ร้ายตัวนั้น ก็ได้มีแสงสว่างแวบขึ้นมาระหว่างการต่อสู้ สุดท้ายก็มีกลิ่นคาวเลือดลอยคละคลุ้งออกมา และในที่สุดสัตวร้ายตัวนั้นก็เป็นฝ่ายที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส
“โฮกกก!” มันมองจิ่วเยี่ยด้วยความหวาดกลัว ราวกับว่าคนตรงหน้านี้น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าสัตว์ร้ายอย่างมันเสียอีก ซึ่งตอนนี้มันก็รู้สึกถึงอันตรายขึ้นมาแล้วจริง ๆ
มันในตอนนี้คิดแต่จะหนีเท่านั้น แต่ทว่าจิ่วเยี่ยกลับชิงลงมือก่อน ซึ่งพลังแห่งความมืดก็ได้ตรึงเจ้าสัตว์ร้ายตัวนั้นเอาไว้ และเริ่มทำลายล้างมันทันที!
“โฮกกกกก!” ท่ามกลางเสียงคร่ำครวญอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ในที่สุดวานรยักษ์ไททันตัวนั้นก็ล้มฟุบลงกับพื้น
ไม่ง่ายเลยกว่ามันจะหลบหนีออกมาจากหอคอยจำลองได้ แต่มันกลับต้องมาเจอกับการดำรงอยู่ของสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า อีกทั้งยังต้องมาตายไปโดยที่ไม่ทันได้สู้กลับเลยด้วยซ้ำ
จิ่วเยี่ยกลับไปอยู่ข้างกายของมู่เฉียนซีพลางกล่าวว่า “ซี ไม่เป็นอะไรแล้ว”
พวกเขาเดินมาถึงตรงหน้าของอู๋หยา หลังจากนั้นอู๋หยาก็กล่าวขึ้นมาอย่างตื่นเต้นว่า “ฝ่าบาทจิ่วเยี่ย ฝ่าบาทจิ่วเยี่ย พระองค์…ในที่สุดพระองค์ก็สามารถผนึกพลังทั้งสองได้แล้ว สมกับที่เป็นฝ่าบาทจิ่วเยี่ย…”
“เพียงแค่ใช้พลังของพลังธาตุแห่งความมืด พลังประหลาดนั้นก็ไม่สามารถทำอะไรข้าได้ระยะหนึ่งแล้ว! อู๋หยา ตอนนี้เจ้าบอกข้ามาได้แล้ว ว่าพลังลึกลับนั่นคืออะไรกันแน่?” จิ่วเยี่ยจ้องมองไปทางอู๋หยาอย่างเย็นชา
ถึงจิ่วเยี่ยในตอนนี้จะดูเหมือนว่าสบายดี แต่ความจริงแล้วเขาต้องใช้พลังของเขามาผนึกพลังทั้งสองนี้เอาไว้ในเวลาเดียวกัน โชคดีที่ที่นี่ก็ถือว่าอยู่ในเรือนจำเช่นกัน มิเช่นนั้นจะต้องเกิดเรื่องกับเขาอย่างแน่นอน
อู๋หยากล่าวว่า “ข้าไม่สามารถบอกได้ ขอเพียงสามารถถอนคำสาปได้ พลังนั้นก็จะไม่สามารถทำอะไรฝ่าบาทจิ่วเยี่ยได้อีกแล้ว และฝ่าบาทจิ่วเยี่ยก็จะสามารถทำลายทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างง่ายดายแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เมื่อรวบรวมหอคอยจำลองทั้งสี่มาได้แล้ว การปรากฏตัวของหอคอยนิรันดร์ก็น่าจะอยู่ไม่ไกลแล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่ทว่าฝ่าบาท มู่เฉียนซี มู่เฉียนซีจะต้องไม่ยอมถอนคำสาปเพื่อพระองค์อย่างแน่นอน บางทีอาจจะทำลายความเป็นไปได้ทั้งหมดในการถอนคำสาปให้พระองค์ก็เป็นได้ พระองค์…หากฝ่าบาทเชื่อกระหม่อม กระหม่อมสามารถกลับมาอยู่เคียงข้างเพื่อช่วยเหลือพระองค์…”
แววตาของจิ่วเยี่ยเย็นชาขึ้นมาทันที “อู๋หยา ผู้ใดอนุญาตให้เจ้าพูดออกมาเช่นนี้?”
มู่เฉียนซีก็รู้สึกว่าคำพูดที่ยุให้รำตำให้รั่วของอู๋หยานั้นค่อนข้างน่าขันเล็กน้อย นางรวบรวมวัตถุดิบทั้งหมดมาได้แล้ว ฉะนั้นนางจะไม่ถอนคำสาปให้จิ่วเยี่ยได้อย่างไร?
ซึ่งนี่ก็เป็นข้อตกลงที่พวกเขาทำเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ข้อตกลงนี้ ตั้งแต่แรกจนถึงตอนจบย่อมไม่มีทางเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน และนางก็ยังรอที่จะรับรางวัลอีกด้วย!
อู๋หยากล่าวอย่างจนปัญญาว่า “ฝ่าบาท เหตุใดพระองค์ถึงไม่เชื่อกระหม่อม! อู๋หยาภักดีต่อพระองค์ สิ่งที่อู๋หยาทำไปทั้งหมดก็เพื่ออนาคตของพระองค์ หากพระองค์เชื่อกระหม่อมสักครั้ง…”
“นี่เจ้ากำลังซ่อนอะไรอยู่กันแน่?” มู่เฉียนซีกล่าวอย่างเย็นชา
จิ่วเยี่ยกอดมู่เฉียนซีเอาไว้แน่น “แม้ว่าซีจะอยากฆ่าข้า หรืออยากให้ข้าตาย ข้าก็ยังคงเลือกที่จะเชื่อนางอยู่ดี แต่จะไม่ยอมเชื่อเจ้า! อู๋หยา”
สีหน้าของอู๋หยาแสดงท่าทางที่จนปัญญาออกมา เขากล่าวว่า “ทั้งหมดผิดพลาดไปหมดแล้ว ผิดมากเกินไป…”
เขาเชื่อมาตลอดว่าฝ่าบาทเป็นคนที่โหดเหี้ยมและไม่ต้องการความรู้สึกแบบมนุษย์มาก่อน แต่หลังจากที่ได้เจอกับจิตวิญญาณแห่งโชคชะตาอย่างมู่เฉียนซี ทุกอย่างกลับวุ่นวายไปหมด มันวุ่นวายเสียจนเขาไม่สามารถมองเห็นอนาตคของฝ่าบาทได้เลย
ฝ่าบาทของเขาไม่ควรที่จะมีอารมณ์หวั่นไหว และยิ่งไม่ควรหวั่นไหวกับมู่เฉียนซีด้วย
และสุดท้ายร่างของอู๋หยาก็หายไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งยาของมู่เฉียนซีก็ไม่อาจยื้อร่างกายของเขาเอาไว้ได้อีกต่อไป
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “อู๋หยานี่พูดจาไร้สาระเกินไปแล้ว แม้ว่าข้า…อุ้บ...”
คำพูดของมู่เฉียนซียังไม่ทันจบ นางก็ถูกจิ่วเยี่ยผนึกริมฝีปากเอาไว้ จนคำพูดที่จะพูดหลังจากนี้จึงไม่ได้พูดออกมา
จิ่วเยี่ยรู้ว่ามู่เฉียนซีต้องการที่จะพูดอะไร แค่เขารับรู้ได้ก็พอแล้ว เพราะเขาไม่ชอบที่จะให้ซีพูดเช่นนี้ออกมาเลย
เขาไม่เชื่อในโชคชะตา และเชื่อเพียงแค่ตนเอง และซีเท่านั้น!
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “จิ่วเยี่ย เจ้ายังสามารถควบคุมได้อยู่หรือ?”
“ไม่มีปัญหา!”
“เช่นนั้นก็ดี! ให้เวลาข้าอีกสักหน่อย ข้าจะไปแก้แค้นให้เจ้าก่อน!” แววตาของมู่เฉียนซีในเวลานี้เหลือบมองไปที่ผู้คุมปีศาจแห่งความมืด และผู้คุมปีศาจแห่งความมืดในเวลานี้ก็รู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “ฝูเซิง! ลงมือเสีย จงนำเอาผู้คุมปีศาจแห่งความมืดไปขังไว้ในห้องขังซะ”
นางกล่าวกับจิ่วเยี่ยว่า “ส่วนจิ่วเยี่ยเจ้าไม่ต้องตามไปหรอก เจ้ารออยู่ที่นี่ดีหรือไม่”
จิ่วเยี่ยกล่าวตอบว่า “ไม่ดี! ข้าไม่อยากอยู่ห่างจากซีอีกแล้ว”
มู่เฉียนซีที่กำลังสับสน กล่าวว่า “เอาล่ะ เช่นนั้นก็ไปกับข้าแล้วกัน!”
นางเองก็รู้สึกว่าจิ่วเยี่ยไม่มีทางได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เก่า ๆ เช่นกัน และสำหรับพระราชวังของผู้คุมปีศาจแห่งความมืดนั้น มู่เฉียนซีมีความคุ้นเคยเป็นอย่างมาก
แน่นอนว่าพื้นที่ขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหลังล้วนเป็นห้องขัง ซึ่งมันก็ยังคงเหมือนกับที่มู่เฉียนซีเคยเห็นในอดีตทุกประการ
มู่เฉียนซีเงยหน้าขึ้นไปมองจิ่วเยี่ย ซึ่งเขาก็ยังคงดูไร้อารมณ์ และดูเหมือนว่าสถานที่ตรงหน้านี้ก็เหมือนกับสถานที่อื่น ๆ อีกทั้งยังไม่มีความพิเศษอะไรอีกด้วย
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “จงนำเอาตราประทับของผู้คุมปีศาจแห่งความมืดออกมาให้ข้า!”
“เจ้า…เจ้าอย่าทรมานข้า ข้าถึงจะมอบให้ ข้าไม่เป็นผู้คุมปีศาจแห่งความมืดนี่แล้วก็ได้ เจ้าได้โปรดปล่อยให้ข้าไปสบายเถิด!”
“หากไม่ให้ เช่นนั้นก็คงต้องแย่งชิงมาเอง” มู่เฉียนซีกล่าวอย่างเย็นชา
“ฝูเซิง ลงมือชิงมันมาซะ!” มู่เฉียนซีกล่าวโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
“ขอรับ เจ้านายน้อยของข้า!” และฝูเซิงก็ลงมือแย่งชิงมันมาจริง ๆ ตราประทับนั้นของผู้คุมปีศาจแห่งความมืดถูกชิงเอาไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำมาก
อย่างที่รู้กันว่าผู้คุมปีศาจแห่งความมืดเป็นเจ้าเรือนจำใหญ่มานับหมื่นปีแล้ว ซึ่งตอนนี้ชื่อเขาตอนนี้กลับถูกลบออกไปแล้ว
ฝูเซิงกล่าวว่า “เหตุใดถึงต้องเป็นข้าอีกแล้ว เจ้าเรือนจำของเรือนจำปีศาจแห่งความมืด…”
“แขวนหนึ่งอันก็คือแขวน ถึงจะแขวนสามอันก็เหมือนกัน” มู่เฉียนซีกล่าวว่าตอบ
มู่เฉียนซีหยิบยาน้ำออกมาและลงมืออย่างไม่เกรงใจเลยแม้แต่น้อย นางกล่าวว่า “ผู้คุมปีศาจแห่งความมืด ข้ารอที่จะได้ทำเช่นนี้มานานมากแล้ว”
.