ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2603 ล้อมโจมตีจิ่วเยี่ย
อู๋หยากล่าวตอบว่า “ใช่แล้ว ตอนนี้พลังของฝ่าบาทจิ่วเยี่ยตื่นเป็นครั้งที่สามแล้ว”
ครั้งแรกที่ปลุกพลัง ก็คือเรือนจำปีศาจแห่งความมืด
การปลุกพลังครั้งที่สอง ก็คือที่กรงร้อยศึก
เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า การปลุกพลังครั้งที่สามจะเร็วขนาดนี้ นอกจากนี้คำสาปที่อยู่ในตัวของฝ่าบาทจิ่วเยี่ย ยังถูกถอนออกไปแล้วอีกด้วย
ส่วนมู่เฉียนซีในตอนนี้ ก็คงจะกำลังนึกเสียใจภายหลังอยู่อย่างแน่นอน และคงแทบรอที่จะฆ่าฝ่าบาทจิ่วเยี่ยไม่ไหวแล้วเป็นแน่!
ถึงนางจะช่วยฝ่าบาทจิ่วเยี่ย แต่ก็ทำลายตนเองด้วยในเวลาเดียวกัน
เห็นได้ชัดว่าจิตวิญญาณแห่งโชคชะตานั้นสามารถใช้พลังที่สูงส่งได้ อีกทั้งยังอยู่ในตำแหน่งที่ไม่มีผู้ใดเทียบเคียงได้อีกด้วย แต่ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะความเอาแต่ใจของนาง ที่ดึงดันจะทำลายตนเองตามอำเภอใจเช่นนี้
และความรัก ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรค่าแก่การกล่าวถึงมากที่สุด
“เขาปลุกพลังครั้งสามแล้ว ข้าจะต้องนำทัพไปโจมตีแดนนรกเดี๋ยวนี้ เขาจะต้องตาย! จำเป็นจะต้องตาย!”
“หากตอนนี้ฝ่าบาทนำทัพไปที่แดนนรก คนที่จะต้องตายคงไม่ใช่ฝ่าบาทจิ่วเยี่ย แต่เป็นพระองค์ต่างหาก” อู๋หยากล่าวกับเขา
เขาผงะไปเล็กน้อย “ทำอะไรไม่ได้เลยอย่างนั้นหรือ?”
“พระองค์ทำได้เพียงแค่ปล่อยไปตามโชคชะตาเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่! อู๋หยา เจ้าจะต้องช่วยข้าให้ได้ ต้องทำได้แน่!” เขากล่าวพลางคว้าตัวของอู๋หยาเอาไว้
ยิ่งเขาพยายามไขว่คว้าเอาไว้อย่างสุดชีวิตเท่าไร มันก็ยิ่งจะหลุดลอยออกไปจากปลายนิ้วของเขามากขึ้นเท่านั้น อู๋หยาอยากที่จะบอกเหตุผลกับเขา แต่คาดว่าเขาคงไม่มีทางเข้าใจแน่นอน
อู๋หยาพยักหน้าเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “ตกลง!”
คำสัญญาของอู๋หยา ทำให้เทพจักรพรรดิถอนหายใจอย่างโล่งอก
จิ่วเยี่ยตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก ไม่ได้มีเพียงร่างกายของซีที่ถูกทำลายอย่างรุนแรงมากเท่านั้น แม้แต่จิตวิญญาณของนางก็อ่อนแอมากเช่นกัน
เมื่อไม่มีทางเลือก สิ่งเดียวที่เขาสามารถทำได้ น่าจะเป็นการทำให้โลกนี้ถูกฝังไปพร้อมกับซีเท่านั้น
ทันใดนั้นลำแสงสีฟ้าก็ปรากฏขึ้น และมันก็ได้พัดมู่เฉียนซีออกไปจากอ้อมกอดของจิ่วเยี่ยราวกับน้ำที่ไหลผ่านก็มิปาน
เมื่อคนที่อยู่ในอ้อมกอดของเขาหายไป มันก็ทำให้จิ่วเนี่ยเปลี่ยนเป็นน่าสะพรึงกลัวมากยิ่งขึ้นไปอีก
ทันใดนั้นชายในชุดสีฟ้าที่ดูนิ่งสงบและหล่อเหลาคนหนึ่งก็ได้อุ้มมู่เฉียนซีเอาไว้ และยืนอยู่เบื้องหน้าของจิ่วเยี่ย
เขามองคนในอ้อมแขนอย่างเจ็บปวด จากนั้นก็มองจิ่วเยี่ยด้วยดวงตาที่มืดมน เขากล่าวด้วยเสียงที่ทุ้มต่ำว่า “ที่แท้ คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะเป็น…”
“มังกรวารี คือซีมาให้ข้า!” จิ่วเยี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
มังกรวารีกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า “ข้าไม่สามารถคืนเจ้านายให้เจ้าได้”
“เจ้ารนหาที่ตายนัก!” พลังของจิ่วเยี่ยในเวลานี้อยู่ในสภาพที่สูญเสียการควบคุม ซึ่งมันก็เป็นอันตรายยิ่งนัก
สายลมได้ก่อตัวเป็นกำแพงเพื่อขวางกั้นอยู่เบื้องหน้าของมังกรวารี จากนั้นร่างที่สง่างามร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น ใบหน้าที่สิ่งมีชีวิตทั้งหลายต่างหลงใหลในเวลานี้ได้เปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาทันที
“หวงจิ่วเยี่ย หากคืนที่รักให้แล้วเจ้าจะทำอะไรได้อย่างนั้นหรือ? ที่รักยิ่งเข้าใกล้เจ้า นางก็ยิ่งเจ็บปวด ทางที่ดีเจ้าถอยออกไปให้ห่างนางหน่อยจะดีกว่า”
และมังกรวารีก็พามู่เฉียนซีถอยออกไปนอกพระราชวังทันที!
ทันใดนั้นเปลวเพลิงอันน่าสะพรึงกลัวก็ปรากฏขึ้น และชายหนุ่มที่ดูหล่อเหลาอย่างชั่วร้ายก็เดินออกมาจากกลางเปลวเพลิงนั้น
ในมือของเขาถือกระบี่ยาวกระหายเลือดเล่มหนึ่งเอาไว้ และดวงตาสีแดงเลือดคู่นั้นก็เต็มไปด้วยเจตนาฆ่าอันน่าสะพรึงกลัวยิ่งอีกด้วย
“หวงจิ่วเยี่ย เจ้าตายซะเถอะ!”
ฆ่าเขา ฆ่าเขาซะ! จิตวิญญาณของข้ากำลังร่ําร้องออกมา
ตูมมมม!
ทันใดนั้นพระราชวังของอ๋องจิ่วเยี่ยก็ตกอยู่ท่ามกลางทะเลเพลิง เมื่อเห็นเจ้านายของตนเองมีสภาพเข่นนั้น นี่จึงเป็นครั้งแรกที่พิฆาตวิญญาณต้องการจะฆ่าคนผู้นี้ถึงขนาดนี้
จิ่วเยี่ยหลบหลีกการโจมตีของพิฆาตวิญญาณ และไม่สนใจการคุกคามนี้ของพิฆาตวิญญาณเลยแม้แต่น้อย เขาจ้องมองไปทางมู่เฉียนซี พลางกล่าวว่า “คืนซีมาให้ข้า!”
ตูมม โครมมม!
นิรันดร์สังเวยร่างจริงของตนเอง และเริ่มกลั่นยาทันที เมื่อเขาเห็นใบหน้าที่ไร้เลือดฝาดนั้นของมู่เฉียนซี เขาก็รู้สึกราวกับว่าหัวใจของเขาถูกมีดกรีดก็มิปาน
ทันใดนั้นลำแสงสีเขียวอ่อนก็ปรากฏขึ้น และศาลาสีเขียวหลังหนึ่งก็ลอยอยู่กลางอากาศ มังกรวารีกล่าวว่า “อาถิง เจ้าตื่นแล้วหรือ เร็วเข้า!”
“เจ้าผู้หญิงโง่นี่!” อาถิงอยากจะตำหนิมู่เฉียนซีอย่างรุนแรง แต่เขาก็ค้นพบว่านางไม่ได้ยินเสียงใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากนี้ด้วยสภาพที่น่าสังเวชของนาง ทำให้อาถิงเองก็อดใจที่จะไม่ตำหนินางไม่ได้เช่นกัน
“ย้อนกาลเวลา!”
เวลาที่อยู่รอบตัวของมู่เฉียนซีถูกเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งมันก็กลับคืนสู่สภาพเดิมเหมือนก่อนหน้านี้ที่นางยังไม่เป็นอะไร
แต่ทว่ามันก็เพียงชั่วครู่เท่านั้น เพราะพลังของอาถิงถูกทำลายในชั่วพริบตา จึงทำให้พลังแห่งกาลเวลาไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง และมันก็กลับคืนสู่ช่วงเวลาก่อนหน้านี้อีกครั้ง
“ให้ตายเถอะ! ตั้งใจต่อต้านข้าอย่างนั้นหรือ?” อาถิงกล่าวอย่างเดือดดาล
เขาดึงพลังของตนเองออกมา และเตรียมที่จะทดลองมันอีกครั้ง
นิรันดร์กล่าวว่า “อาถิง ทำให้เวลาของที่รักหยุดลงก่อน ทำเช่นนี้อย่างน้อยนางก็จะได้ไม่ต้องเจ็บปวดอีก ข้าจะรีบกลั่นยาลูกกลอนออกมาเดี๋ยวนี้”
อาถิงในเวลานี้ก็ไม่ได้ฝืนทำให้เวลาย้อนกลับไปอีกแล้ว เพราะการกลับไปกลับมาเช่นนี้ อาจจะทำให้มู่เฉียนซียิ่งเจ็บปวดมากกว่าเดิมก็เป็นได้ ฉะนั้นเขาจึงเลือกที่จะหยุดเวลาของนางเอาไว้แทน
“ข้าจะไปคิดบัญชีกับหวงจิ่วเยี่ย!”
ก่อนหน้านี้เขาเผชิญหน้าแค่กับการอาละวาดของพิฆาตวิญญาณเท่านั้น แต่ตอนนี้กลับมีศาลานิรันดร์ที่ครอบครองพลังแห่งกาลเวลาเพิ่มเข้ามาอีกด้วย และผู้ผูกสัญญาณของมู่เฉียนซีในตอนนี้ก็ต้องการที่จะฆ่าเขาจริง ๆ ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องตลกอีกต่อไป
ฝูเซิงกล่าวว่า “นี่คือพลังของมหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์หรือ ช่างแข็งแกร่งมากจริง ๆ! จื่อโยว เจ้าไม่เข้าไปช่วยเจ้านายเจ้าหรือ?”
จื่อโยวส่ายศรีษะพลางกล่าวว่า “เยี่ยไม่ยอมให้ข้าช่วยหรอก เขาต้องการที่จะรับมือกับความโกรธเคืองจากผู้ผูกพันธสัญญาของคนงามด้วยตนเอง เพราะเขารู้ดีว่า การที่คนงามต้องเป็นไปเช่นนี้ มันเกี่ยวข้องกับเขาโดยตรง”
หลังจากที่อาถิงเข้าร่วมต่อสู้ อ้านก็ปรากฏตัวออกมา
คราวนี้ เขาได้ปล่อยสัตว์ร้ายที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งออกมาถึงสามตัว
จื่อโยวกล่าวว่า “นี่พวกเขาคิดจะทำลายคุกโลหิตทั้งหมดเลยหรืออย่างไร”
ตูมมม โครมมม!
และการทำลายล้างคุกโลหิตก็ได้เริ่มขึ้น ซึ่งพวกเขาได้ทำลายพระราชวังของคุกโลหิตไปแล้ว
แม้ว่าร่างกายของจิ่วเยี่ยจะบาดเจ็บสาหัส แต่เขาก็ทนรับการโจมตีจากผู้พิทักษ์ทั้งสามของมู่เฉียนซีได้ครั้งแล้วครั้งเล่า
หลังจากที่นิรันดร์กลั่นยาลูกกลอนออกมา ยาลูกกลอนนั้นก็ถูกใส่เข้าไปในปากของมู่เฉียนซี และมันก็ละลายเข้าไปในปากของนางอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้นก็มีสายลมพัดผ่านร่างกายของมู่เฉียนซี ซึ่งมันก็ทำให้นางรู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย
นิรันดร์กำหมัดแน่น “ข้าคือนิรันดร์นักปรุงยาที่แข็งแกร่งและภาคภูมิใจในตนเองมากที่สุด แต่เมื่อคนสำคัญที่สุดของตนเองได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้ ข้ากลับสามารถทำได้เพียงแค่นี้เท่านั้น”
“คนผู้นั้น! ข้าควรที่จะค้นพบมันตั้งแต่แรกถึงจะถูก คิดไม่ถึงเลยว่าจะมาเข้าใจเอาป่านนี้” นิรันดร์จ้องมองไปยังจิ่วเยี่ยอย่างโกรธเคือง เขาเกลียดชังจิ่วเยี่ย แต่เขาก็เกลียดชังตนเองมากกว่า
ลมที่ล่องลอยอยู่กลางอากาศเต็มไปด้วยเจตนาฆ่าอันเย็นยะเยือก และนิรันดร์ก็ได้เข้ารวมกลุ่มล้อมโจมตีจิ่วเยี่ยด้วยอีกคนหนึ่ง
เขารู้ว่าบนร่างกายของจิ่วเยี่ยในตอนนี้ไม่มีส่วนไหนที่สมบูรณ์อีกแล้ว ดังนั้นนิรันดร์จึงได้พุ่งไปที่ใบหน้าของเขา
เขาอิจฉาใบหน้านี้มาก ใครใช้ให้มันมีหน้าตาที่ดึงดูดใจที่รักกันล่ะ
ส่วนมังกรวารีกำลังดูแลมู่เฉียนซี เขาคอยเฝ้าดูแลนางอย่างระมัดระวัง ด้วยดวงตาสีฟ้าคู่นั้นที่เต็มไปด้วยความปวดใจอย่างยิ่ง
นี่คือเจ้านายที่เขายอมรับใช้ทุกอย่างด้วยความเต็มใจ แต่เขากลับละเลยหน้าที่ จนทำให้เจ้านายได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้
มังกรวารีกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า “สุ่ยจิงอิ๋ง!”
หญิงสาวผู้อ่อนโยนที่สวมชุดคลุมสีฟ้าอ่อนคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมา สุ่ยจิงอิ๋งกล่าวว่า “มังกรวารี เจ้าอยากจะลงมือจนทนไม่ไหวแล้วอย่างนั้นหรือ?”
มังกรวารีพยักหน้ากล่าวว่า “นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว! ช่วยดูแลนายท่านแทนข้าที”
สุ่ยจิงอิ๋งรับมู่เฉียนซีเอาไว้ ดวงตาคู่นั้นนิ่งสงบราวกับสายน้ำก็มิปาน จากนั้นนางก็กล่าวขึ้นมาว่า “ข้าน่ะนะ! อยากที่จะฆ่าจิ่วเยี่ยเสียตั้งแต่ตอนนี้เลยด้วยซ้ำ แต่ก็ทำไม่ได้! หากทำเช่นนั้นจริง ๆ แล้วล่ะก็ พวกเราก็ไม่ได้ต่างอะไรกับอู๋หยาเลยมิใช่หรือ?”
ในบรรดาผู้ผูกพันธสัญญาณทั้งหมดของมู่เฉียนซี สุ่ยจิงอิ๋งเป็นคนที่คุ้นเคยกับจิ่วเยี่ยมากที่สุดคนหนึ่ง แต่ทว่าในฐานะของผู้พิทักษ์นิรันดร์สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการปกป้องเจ้านายของตนเอง
และในตอนที่เจ้านายได้รับบาดเจ็บ นางในตอนนี้ก็อยากที่จะกำจัดหายนะนั้นมากกว่าผู้ใดเสียอีก
แต่ทว่าไม่ได้! พวกเขาไม่เหมือนกับอู๋หยา
ดังนั้นนางจึงเลือกที่จะคอยอยู่ที่นี่เพื่อดูแลซีเอ๋อร์ของนาง และไม่กล้าที่จะลงมือแต่อย่างใด
เพราะหากว่านางลงมือ นางก็กลัวว่าตนเองจะสูญเสียการควบคุม และลงมือฆ่าหวงจิ่วเยี่ยเข้าจริง ๆ
ด้วยสภาพของจิ่วเยี่ยในตอนนี้ ขอเพียงนางยอมจ่ายอย่างสมน้ำสมเนื้อ การฆ่าเขาก็เป็นเรื่องที่นางสามารถทำได้อยู่แล้ว