ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2610 ดินแดนต้องห้ามของแดนวิญญาณ
“ผู้ใดแข็งแกร่งที่สุดก็ให้ฟังคนนั้น?” พิฆาตวิญญาณกล่าว
นิรันดร์กล่าวว่า “ข้าว่านะพิฆาตวิญญาณ แม้ว่านายท่านจะเป็นสมบัติอันล้ำค่า แต่นางในตอนนี้แตกต่างไปจากสมบัติก่อนหน้านี้ที่แย่งมาด้วยกำลังอย่างสิ้นเชิง และไม่สามารถจัดการได้ด้วยการเข่นฆ่าเท่านั้นอีกด้วย”
พิฆาตวิญญาณกล่าวว่า “เจ้ากลัวว่าจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าอย่างนั้นหรือ?”
นิรันดร์กล่าวว่า “อาถิงน้อย สุ่ยจิงอิ๋ง พวกเรามาร่วมมือกัน สั่งสอนพิฆาตวิญญาณว่าการปฏิบัติตัวให้ดีต้องทำอย่างไรดีกว่า”
แม้ว่ามังกรวารีกับนิรันดร์จะร่วมมือกัน พิฆาตวิญญาณก็ไม่กลัว แต่หากมีอาถิงกับสุ่ยจิงอิ๋งเข้ามาร่วมด้วย พิฆาตวิญญาณรู้สึกว่ามันน่าจะรับมือยากเกินไป
ในเวลานี้ สุ่ยจิงอิ๋งจึงเอ่ยปากออกมาว่า “มีข้า มังกรวารี และนิรันดร์ที่เหมาะจะอยู่ข้างนายท่านมากที่สุด แต่ตอนนี้ร่างกายของซีเอ๋อร์ยังไม่ฟื้นตัวมากเท่าไรนัก ซึ่งแน่นอนว่านิรันดร์ที่เป็นนักปรุงยาย่อมเหมาะสมมากที่สุดอยู่แล้ว”
มังกรวารีกล่าวว่า “แต่นิรันดร์เขา…”
เนื่องจากว่าลักษะนิสัยของนิรันดร์นั้นมีปัญหา มันจึงทำให้มังกรวารีไม่พอใจเป็นอย่างมาก เพราะกลัวว่าเขาจะทำผิดพลาด และทำตัวไร้เหตุผลต่อนายท่าน
สุ่ยจิงอิ๋งกล่าวกับมู่เฉียนซีอย่างอ่อนโยนว่า “ซีเอ๋อร์ หากเมื่อถึงเวลานั้นนิรันดร์กล้าหยอกล้อหรือลวนลามเจ้า เจ้าจงมาบอกข้า ข้าจะช่วยเจ้าตอนเขาเอง!”
ถึงน้ำเสียงจะอ่อนโยนแต่มันกลับทำให้นิรันดร์สั่นสะท้านไปด้วยความหวาดกลัว เนื่องจากว่าในเหล่าผู้พิทักษ์นิรันดร์ นางอยู่ในลำดับที่หนึ่งของมหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์ นางเป็นเจ้าแห่งมิติ ผู้ที่สามารถควบคุมพลังแห่งมิติได้ และในบรรดามหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์นางมีสิทธิ์ที่จะพูดมากที่สุดอีกด้วย
อาถิงเองก็ไม่ค่อยพอใจเท่าไรนัก แต่เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีคัดค้านคำแนะนำของพี่สาวของเขาแต่อย่างใด
มังกรวารีก็รู้ว่าสิ่งที่สุ่ยจิงอิ๋งกล่าวมานั้นมีเหตุผล และไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ร่างกายของเจ้านายก็สำคัญที่สุด ฉะนั้นเขาจึงกล่าวว่า “ข้าเห็นด้วยกับสุ่ยจิงอิ๋ง!”
อ้านก็กล่าวว่า “ข้าเองก็เห็นด้วยเช่นกัน!”
หลังจากที่เห็นด้วยไปห้าเสียงแล้ว พิฆาตวิญญาณก็รู้ว่าหากตนเองอยากจะคัดค้านไปก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี ดังนั้นพิฆาตวิญญาณจึงมองไปที่นิรันดร์พลางกล่าว “นิรันดร์ ข้าไม่ได้ประลองฝีมือกับเจ้ามาเป็นเวลานานมากแล้ว อยากจะแข่งขันกันสักหน่อยไหม?”
นี่ไม่ใช่คำถามของพิฆาตวิญญาณ เพราะเขาลงมือโดยตรงทันที!
ตูมมม!
เขาเหวี่ยงกระบี่ลงมา จากนั้นเปลวเพลิงอันน่าสะพรึงกลัวก็โจมตีใส่นิรันดร์ ซึ่งนิรันดร์ก็รีบหลบหลีกอย่างรวดเร็ว
พรวด พรวด พรวด!
ในเวลานี้ มวลน้ำก็ได้แตกฉานซ่านเซ็นไปทั้ว
อาถิงกล่าวอย่างโกรธเคืองว่า “เจ้าพวกบ้าทั้งสองนี่ อยากตีกัน ก็ออกไปตีข้างนอกไป!”
“ใช่! ออกไปเลย!” มู่เฉียนซีก็กล่าวอย่างโกรธเคืองเช่นกัน
อย่างที่รู้กันว่าภายในมิติของอาถิงมีเกาะสมุนไพรของนางอยู่มากมาย ฉะนั้นจึงไม่สามารถปล่อยให้พวกมันถูกทำลายเพราะการต่อสู้ระหว่างพิฆาตวิญญาณกับนิรันดร์ได้เป็นอันขาด มิเช่นนั้นนางได้ปวดใจตายแน่นอน
ในเมื่อเจ้าของมิติแห่งนี้กล่าวประท้วง พวกเขาจึงไม่กล้าลงมือกันอย่างง่ายดายอีก มิเช่นนั้นพวกเขาได้ลอยกระเด็นออกไปอย่างแน่นอน
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “อาถิง ตอนนี้เจ้าสามารถปลดผนึกได้หกชั้นแล้ว มิติแห่งนี้ก็ใหญ่ยิ่งขึ้นแล้ว เจ้าช่วยเปิดเกาะสมุนไพรให้ข้าอีกสักสองสามเกาะได้หรือไม่!”
อาถิงไม่ประท้วงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เขากล่าวว่า “เปิดก็เปิดสิ!”
แม้ว่าเขาจะไม่ได้กล่าวปลอบใจ แต่หากสามารถทำเรื่องเล็กน้อยที่ทำให้นางดีใจได้ อาถิงก็มีความสุขเป็นอย่างยิ่งแล้ว
อาถิงได้เปิดเกาะสมุนไพรให้มู่เฉียนซีมากมาย ซึ่งมันก็ทำให้มู่เฉียนซีสงสัยว่าเจ้าหมอนี่กินยาผิดมาหรือไม่ และนางก็กล่าวว่า “พอแล้ว พอแล้ว! เจ้าทำมากเกินไปแล้ว คาดว่าทั้งชีวิตนี้ข้าคงไม่สามารถทำสมุนไพรวิญญาณออกมาได้มากมายขนาดนี้เป็นแน่”
“พูดกันตามความจริง! เจ้าเป็นถึงเจ้านายของข้า จะทำสมุนไพรวิญญาณมากมายเช่นนี้ไม่ได้อย่างนั้นหรือ!” และอาถิงก็ยังคงเปิดต่อไป
นิรันดร์กล่าวว่า “ไม่เป็นไร ข้าสามารถไปทุกหนทุกแห่งเป็นเพื่อนที่รัก และเก็บรวบรวมสมุนไพรวิญญาณที่มีอยู่ทั้งหมดมาให้ได้ เท่านี้ก็สามารถปลูกมันได้แล้ว”
“ก็จริง!” มู่เฉียนซีกล่าวด้วยรอยยิ้ม
หลังจากนั้น มู่เฉียนซีก็ได้ออกมาจากมิติของอาถิง และตอนนี้ก็กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ซึ่งนางรู้สึกว่าตนเองควรจะต้องเรียนรู้วิธีปรับตัวให้เข้ากับตนเองที่ไม่มีพลังวิญญาณให้ได้
พวกของสุ่ยจิงอิ๋งทั้งหมดกลับไปที่มิติพันธสัญญา และข้างกายของมู่เฉียนซีก็เหลือเพียงนิรันดร์ที่อยู่เท่านั้น ดวงตาที่เต็มไปด้วยเสน่ห์เย้ายวนคู่นั้นเปล่งประกาบแวววาวขึ้นมาทันที หลังจากนั้นเขาก็จ้องมองไปที่มู่เฉียนซีพลางกล่าวว่า “ที่รัก เช่นนั้นก็ปล่อยให้ข้าน้อย ไปเที่ยวที่แดนวิญญาณเป็นเพื่อนเจ้าเถอะ!”
มู่เฉียนซีพยักหน้าเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “อื้ม! เช่นนั้นคงต้องรบกวนให้นิรันดร์หาท่านอาเล็กเป็นเพื่อนข้า นอกจากนี้ยังต้องค้นหาสมุนไพรวิญญาณฟื้นฟูร่างกาย และต้นกำเนิดของแดนวิญญาณอีกด้วย!”
“ข้ายินดีรับใช้ที่รักเป็นอย่างยิ่ง!” รอยยิ้มของนิรันดร์งดงามดั่งมวลผกาก็มิปาน
ภายในมิติพันธสัญญาของมู่เฉียนซีในเวลานี้ สุ่ยจิงอิ๋งได้ถือกลีบดอกบัวสีฟ้าอ่อนกลีบหนึ่งไว้ในมือของนาง ซึ่งมันก็คือเศษเสี้ยวที่สุ่ยจิงอิ๋งเอากลับมาจากจิ่วเยี่ยชิ้นนั้นนั่นเอง
ตอนนี้ นางไม่คิดที่จะปล่อยให้ซีเอ๋อร์ได้รู้เรื่องนี้ มิเช่นนั้นซีเอ๋อร์จะต้องเป็นห่วงจิ่วเยี่ยมากยิ่งขึ้นเป็นแน่
นิรันดร์กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ข้าไม่ชอบแดนวิญญาณมากที่สุดแล้ว เพราะสาวงามของแดนวิญญาณไม่ใช่แบบที่ข้าชื่นชอบเลย ฉะนั้นข้าจึงไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับแดนวิญญาณมากเท่าไรนัก นอกจากนี้เวลามันก็ผ่านมานานมากแล้ว จึงไม่รู้ว่าแดนวิญญาณในตอนนี้เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง”
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “เช่นนั้นพวกเราก็ค่อย ๆ สอบถาม และค่อย ๆ ทำความเข้าในแดนวิญญาณไปก็แล้วกันเถอะ”
แดนวิญญาณก่อนหน้านี้ถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับแดนเทพ แต่กลับถูกแดนเทพกดขี่ เพราะแดนเทพต้องการรับประกันว่าภายในดินแดนนับหมื่นเหล่านั้นพวกเขาจะต้องอยู่ในจุดสูงสุดและไม่มีคู่แข่งอีก ซึ่งสุดท้ายแล้วช่องว่างระหว่างแดนเทพกับแดนวิญญาณก็มากขึ้นเรื่อย ๆ
แม้ว่าแดนวิญญาณจะมีช่องว่างระหว่างแดนเทพ แต่กลับสามารถเทียบเคียงกับแดนนรกได้ นอกจากนี้ยังมีความแข็งแกร่งเหนือกว่าแดนซวนเทียนอย่างไม่อาจเลี่ยงได้อีกด้วย
และคนในแดนวิญญาณ ก็ฝึกฝนอยู่ได้แต่ในแดนวิญญาณเท่านั้น!
คนของแดนวิญญาณมีทั้งเกิดในแดนวิญญาณ และยังมีคนตายผู้มีจิตวิญญาณอันแข็งแกร่ง ที่ตกลงมาในแดนวิญญาณอีกด้วย ซึ่งเมื่อฝึกฝนพลังวิญญาณ คนผู้นั้นก็จะได้รับชีวิตใหม่อีกครั้ง
สถานที่แห่งนี้มีผู้แข็งแกร่งมากมาย อีกทั้งยังเป็นสถานที่ที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กอย่างโหดร้ายที่สุดอีกด้วย
ก่อนที่จะไปถึงแดนวิญญาณนี่คือสิ่งที่มู่เฉียนซีกับนิรันดร์เข้าใจบางส่วน แต่พวกเขาต้องการที่จะเข้าใจรูปแบบ ผู้แข็งแกร่งและเค้าโครงพลังของแดนวิญญาณอย่างละเอียด ฉะนั้นย่อมต้องหาคนของแดนวิญญาณมาสอบถามถึงจะสามารถรู้ได้
นิรันดร์กล่าวว่า “นี่สุ่ยจิงอิ๋งส่งเรามายังสถานที่แบบใดกันแน่? อย่าว่าแต่คนเลย แม้แต่วิญญาณก็ยังไม่เจอเลยด้วยซ้ำ! หากว่ากันตามเหตุผลแล้ว แม้ว่าจะหาสถานที่รกร้างเพื่อที่จะสามารถเข้าไปในแดนวิญญาณได้โดยที่คนอื่นไม่ทันสังเกตเห็น แต่ก็ไม่น่าถึงขนาดที่ไม่พบกลิ่นอายของคนอื่นเลยแม้แต่คนเดียวเช่นนี้!”
“สุ่ยจิงอิ๋งไม่มีทางทำผิดพลาดด้วยการส่งพวกเรามายังที่นี่อย่างแน่นอน” นิรันดร์กล่าวอย่างสับสนเป็นอย่างมาก
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “ไปกันเถอะ! แม้ว่าที่นี่จะเป็นโลกวิญญาณ แต่ก็น่าจะหาคนเจอบ้างถึงจะถูก”
“แต่ว่าที่รักเหนื่อยมากแล้วนะ! หรืออยากให้ข้ากอดดีหรือไม่ แต่หากไม่ชอบให้ข้ากอดแล้วละก็ ให้ข้าแบกเจ้าก็ได้นะ!” นิรันดร์กล่าวด้วยรอยยิ้ม
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “แม้ว่าร่างกายของข้าจะไม่ได้ฟื้นตัวจนอยู่ในสภาวะที่สูงที่สุด แต่ก็ไม่ได้อ่อนแอจนรู้สึกเหนื่อยล้าเพียงเพราะเดินแค่เล็กน้อยหรอกนะ นิรันดร์หากว่าเจ้าไม่จริงจังขนาดนั้นละก็ หรือว่าเจ้าลืมคำเตือนของสุ่ยจิงอิ๋งไปแล้วอย่างนั้นหรือ!”
ด้านล่างของนิรันดร์รู้สึกเย็นวาบขึ้นมาทันที ซึ่งเขารู้ดีว่า สุ่ยจิงอิ๋งจะต้องพูดจริงทำจริงอย่างแน่นอน
“ข้าไม่จริงจังตรงไหนกัน นี่เป็นเพราะข้าอยากจะปรนนิบัติเจ้านายอย่างจริงจังต่างหาก!” นิรันดร์กล่าวอย่างไร้เดียงสา
แต่เขากลับเห็นว่าบนสีหน้าของเจ้านายของเขา ไม่เชื่อเลยแม้แต่น้อย
หลังจากที่มู่เฉียนซีเดินอยู่ในแดนวิญญาณที่รกร้างนี้ไปสักระยะ ในที่สุดนางก็สัมผัสได้ว่ามีกลิ่นอายของคนอยู่เบื้องหน้า
มีกลิ่นคาวเลือดกระจายไปทั่ว และหลังจากนั้นก็มีเสียงหัวเราะที่เย็นยะเยือกดังขึ้นมา “ฝ่าบาท ท่านยังไม่ยอมแพ้อีกอย่างนั้นหรือ? ยอมแพ้เสียเถอะ! เพราะอย่างไรเสียวันนี้ท่านจะต้องตายอยู่ในดินแดนต้องห้ามแห่งนี้!”
“เจ้าฝันไปเถอะ!” ริมฝีปากที่สมบูรณ์แบบพ่นคำพูดนี้ออกมา ซึ่งเขาก็ตอบโต้อย่างสุดกำลัง เพื่อที่จะจัดการศัตรูที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้
ตูมมม โครมมม!
มีเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวออกมา นิรันดร์ได้ประคองมู่เฉียนซีและยืนอยู่ข้างหน้าของนางพลางกล่าวว่า “ที่รัก แม้ว่าข้างหน้านี้จะมีคน แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ใจดีมากเท่าไรนัก พวกเราต้องเข้าไปอย่างนั้นหรือ? หรือว่าจะรอให้พวกเขาสู้กันเสร็จ แล้วพวกเราค่อยเข้าไปดี?”