ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2615 คิดในแง่ดี
ในตอนที่พวกเขากำลังจะลงมือโจมตีมู่เฉียนซี นิรันดร์เพียงแค่โบกมืออย่างแผ่วเบา ก็มีสายลมกระโชกแรงพัดมากักขังพวกเขาเอาไว้แล้ว
“อ๊ากกก!” ทันใดนั้นก็มีเสียงกรีดร้องดังออกมา และพวกเขาก็ค้นพบว่าตนเองไม่สามารถขยับเขยื้อนได้อย่างคาดไม่ถึง
นัยน์ตาของพวกเขาหดลงอย่างกะทันหัน ชายผู้นี้ คิดไม่ถึงเลยว่าจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ และพวกเขาก็ไม่มีแม้แต่แรงที่จะต่อต้านได้เลยด้วยซ้ำ
บนหน้าผากของพวกเขาแต่ละคนมีเหงื่อเย็นผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง พวกเขาตะโกนออกมาว่า “นายท่านโปรดไว้ชีวิตด้วย! ไว้ชีวิตด้วยเถิด! พวกเราไม่กล้าอีกแล้ว พวกเราก็แค่ทำตามคำสั่งเท่ านั้น!”
นิรันดร์กล่าวว่า “ข้าไม่สามารถฆ่าพวกเจ้าได้หรอก เพราะที่รักของข้าต้องการจัดการพวกเจ้าด้วยตนเองน่ะสิ!”
พวกเขาแต่ละคนจ้องมองไปทางมู่เฉียนซี หลังจากนั้นมู่เฉียนซีก็หยิบผงยาออกมาห่อหนึ่ง “กล้าใช้พิษมาลอบโจมตีพวกข้าต่อหน้าข้าอย่างนั้นหรือ เจ้าคิดว่าแค่พวกเจ้ามีผงยาเลี่ยงอสรพิษ แล้วพวกอสรพิษเหล่านั้นก็จะไม่โจมตีพวกเจ้าอย่างนั้นสินะ”
ทันใดนั้นนางก็เปิดถุงผงยานั้นออก และโรยลงไปบนตัวของพวกเขา
พวกเขาไม่รู้ว่าผงยาเหล่านี้มีไว้ทำอะไรกันแน่ แต่พวกเขากลับมีลางสังหรณ์ที่ไม่ดีบางอย่าง
มู่เฉียนซีกล่าวขึ้นมาว่า “นิรันดร์ ส่งพวกเขาไปที่นั่นซะ! ในเมื่อพวกเขาเป็นคนปล่อยอสรพิษเหล่านั้นออกมา เช่นนั้นก็ให้พวกเขาไปเป็นอาหารของพวกมันก็แล้วกัน!”
“ขอรับ! นายท่านของข้า!” นิรันดร์แสยะยิ้มอย่างชั่วร้ายกับมู่เฉียนซี หลังจากนั้นทันทีที่โบกมือ เขาก็ได้ใช้สายลมควบคุมคนเหล่านั้น และโยนพวกเขาไปยังสถานที่ที่มีอสรพิษรวมตัวกันมา ากที่สุด
ในตอนที่พวกเขาถูกโยนออกไป พวกเขาก็ได้แต่ปลอบใจตนเองอยู่ในใจ
อย่างไรเสียบนร่างกายของพวกเขาก็มีผงยาเลี่ยงอสรพิษอยู่ และผงยาที่แม่สาวน้อยผู้นั้นหยิบออกมาก็ไม่แน่ว่าจะสามารถทำให้ผงยาเลี่ยงอสรพิษของพวกเขาไร้ผลได้ มันต้องเป็นไปไม่ได้ แน่นอนอยู่แล้ว!
แต่ทว่าในตอนที่พวกเขากำลังลอยเข้าไป อสรพิษเหล่านั้นก็สัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดที่รุนแรงบนร่างกายของพวกเขา และพวกมันก็กระโจนเข้าใส่พวกเขาราวกับสายน้ำก็มิปาน
“อ๊ากกก!” ทันใดนั้นก็มีเสียงกรีดร้องดังออกมา พวกเขาหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และสุดท้ายพวกเขาก็ถูกอสรพิษเหล่านั้นกัดในที่สุด
“อ๊ากกก อ๊ากกกก!”
พวกเขาคิดในแง่ดีเกินไปแล้ว ผงยาที่มู่เฉียนซีใส่ให้พวกเขาไม่ได้ให้ผลลัพธ์ง่าย ๆ อย่างการทำให้ผงยาเลี่ยงอสรพิษของพวกเขาไร้ผล แต่มันทำให้พวกเขากลายเป็นอาหารอันโอชะในสายตา าอสรพิษเหล่านั้นต่างหากล่ะ
อสรพิษเหล่านั้นล้วนถูกคนของเมืองเสียเหล่านี้ดึงดูดไปจนหมด และไม่มีเหลือล้อมโจมตีมู่อวู่ซวงเลยแม้แต่ตัวเดียว
มู่เฉียนซีเดินไปตรงหน้าของเขา หลังจากที่มองเขาแล้วจึงกล่าวว่า “อื้ม! อาเล็กไม่ได้รับบาดเจ็บ”
“พวกเราลองไปดูกันดีกว่าว่าสามารถใช้ศิลาสืบทอดนั้นได้หรือไม่? อย่างน้อยพวกเราก็มาถึงที่นี่แล้ว” มู่เฉียนซีกล่าว
“ตกลง!”
ที่แท้ศิลาสืบทอดอันนี้ก็ถูกทำลายไปแล้ว มิแปลกใจเลยที่พวกเขาไม่ใช้ผงยาเลี่ยงอสรพิษเพื่อรับมรดกสืบทอดนี้ แต่กลับใช้มันเพื่อทำลายอาเล็กแทน
“เช่นนั้น พวกเราไปกันเถอะ!”
ในตอนที่พวกของมู่เฉียนซีกำลังจะออกไปจากห้องโถงใหญ่แห่งนี้ กุ่ยเสี้ยวและเหล่าลูกน้องของเขาที่โดนพิษที่ร้ายแรงของอสรพิษในเวลานี้ก็พยายามมุ่งหน้าไปที่ประตูอย่างสุดชีวิตเช ช่นกัน
พวกเขาไม่อยากตาย พวกเขาต้องการที่จะหนีออกไปให้ได้
แต่เนื่องจากว่าพวกเขาถูกกลุ่มอสรพิษล้อมโจมตี ดังนั้นการไปที่ประตูจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย สุดท้ายแล้วมู่เฉียนซีก็ไปถึงประตูก่อนพวกเขาก้าวหนึ่ง และถึงแม้ว่าประตูจะเปิดอยู่แต่พ พวกเขากลับไม่สามารถออกไปได้
และตอนนี้พวกเขาก็ทำได้เพียงตะโกนร้องขอความช่วยเหลือเท่านั้น “ฝ่าบาทอวู่ซวง พวกเราผิดไปแล้ว! ได้โปรดช่วยพวกเราด้วย ขอเพียงท่านช่วยเหลือพวกเรา จากนี้ไปพวกข้าจะภักดีต่อท่าน ฝ่าบาทอวู่ซวง!”
มู่อวู่ซวงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า “แม้แต่เจ้านายที่ติดตามมาหลายร้อยปีพวกเจ้ายังสามารถทรยศได้เลย เหตุใดข้าต้องเชื่อพวกเจ้าด้วยล่ะ บังอาจมาวางแผนร้ายใส่ข้ามู่อวู่ซวง รับผลกรรมที่ตนเองก่อเอาไว้คือจุดจบของพวกเจ้าแล้ว”
ปังง!
หลังจากที่พวกของมู่เฉียนซีออกไปแล้ว ประตูก็ถูกปิดสนิทลงอีกครั้ง
หัวใจของพวกเขาหล่นฮวบไปทันที มันจบสิ้นแล้ว!
“อ๊ากกกก!” ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องโหยหวนดังออกมา และหลังจากที่พวกของมู่เฉียนซีเดินไปไกลแล้ว พวกเขาก็หายไปอย่างสมบูรณ์
“เมืองเสีย!” เมืองเสียเป็นหนึ่งในเมืองหลักทั้งสิบแปด ซึ่งมันก็ได้ถูกมู่เฉียนซีจดจำเอาไว้แล้ว
คนที่มีรากฐานตื้นเขินเหล่านั้นบังอาจมารังแกอาเล็กที่เพิ่งกลับมาแดนวิญญาณได้ไม่นาน ฉะนั้นนางจะต้องไปคิดบัญชีเจ้าพวกนั้นกับอาเล็กแน่นอน
พวกของมู่เฉียนซียังคงค้นหามรดกสืบทอดในเขตลึกลับของแดนวิญญาณแห่งนี้ต่อไป ในที่สุดพวกเขาก็เจอสถานที่ที่ใหญ่โตมโหฬาร ซึ่งสถานที่แห่งนั้นก็คือห้องโถงที่มืดสนิทแห่งหนึ่ง
มีคนมายังสถานที่แห่งนี้มากมาย และมู่อวู่ซวงก็ได้พบเจอกับคนที่คุ้นหน้าคุ้นตาหลายคนเลยทีเดียว
“ฝ่าบาทอวู่ซวง ในที่สุดพวกเราก็หาท่านเจอแล้ว โชคดีที่ท่านไม่เป็นอะไร!” ในเวลานี้ ก็มีคนกลุ่มหนึ่งพุ่งตรงมาทางเขา
คนกลุ่มนี้ ก็คือคนที่เข้ามาในเขตต้องห้ามของแดนวิญญาณด้วยกันกับมู่อวู่ซวงในตอนแรก หลังจากนั้นเขาก็ได้พลัดหลงกับคนเหล่านี้
เนื่องจากพลัดหลงกับพวกเขา มู่อวู่ซวงจึงต้องตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมของศัตรู และสองหมัดนี้ยากที่จะสู้สี่มือได้ ซึ่งมันก็ทำให้เขาเกือบต้องตายด้วยน้ำมือของศัตรูไปแล้ว
“อืม!” มู่อวู่ซวงกล่าวด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย!
คนเหล่านั้นรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นมู่เฉียนซี พวกเขากล่าวว่า “ฝ่าบาทอวู่ซวง สองท่านนี้คือใครหรือขอรับ”
แต่มู่อวู่ซวงกลับกล่าวขึ้นมาอย่างเย็นชาว่า “สถานการณ์ของที่นี่เป็นอย่างไรบ้าง” เห็นได้ชัดว่ามู่อวู่ซวงไม่คิดจะแนะนำมู่เฉียนซีให้คนเหล่านี้ได้รู้จัก!
พวกเขากล่าวตอบว่า “ฝ่าบาทอวู่ซวง เรื่องมันเป็นเช่นนี้ขอรับ สถานที่แห่งนี้มีมรดกสืบทอดที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของเขตต้องห้ามอยู่ ซึ่งคนของเมืองซังกับเมืองเสียก็ ต้องการสิ่งนี้เช่นกัน แต่พวกเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฝ่าบาทอวู่ซวงของพวกเราอยู่แล้ว และมรดกสืบทอดนี้จะต้องตกมาอยู่ในมือของฝ่าบาทอวู่ซวงของพวกเราอย่างแน่นอน”
ห้องโถงใหญ่ที่อยู่ตรงหน้านี้มีความสูงเสียดเมฆาเลยทีเดียว ฉะนั้นมรดกสืบทอดอันทรงพลังก็น่าจะอยู่ที่นี่จริง ๆ
ทั้งกองกำลังของเมืองเสียและเมืองซังต่างพากันจ้องมองมาที่มู่อวู่ซวงอย่างเย็นชา และเดิมทีมู่อวู่ซวงต้องการให้มู่เฉียนซีรอเขาอยู่ที่นี่ แต่ผลปรากฏว่าทั้งมู่เฉียนซีและนิรันดร ร์ต่างก็ก้าวเข้าไปในห้องโถงใหญ่แห่งนั้นก่อนเขาแล้ว
คนของเมืองอวู่ซวงเหล่านั้นกล่าวกับมู่อวู่ซวงว่า “ฝ่าบาทอวู่ซวง ทั้งสองท่านนี้มาได้อย่างไรหรือขอรับ ท่านต้องระวังพวกเขาสักหน่อย พวกข้าเกรงว่าพวกเขาอาจจะวางแผนร้ายเพื่อทำ ำลายฝ่าบาทอวู่ซวงได้ขอรับ!”
ผู้ใดกันที่จะวางแผนร้ายกับเขา ซีเอ๋อร์ไม่มีทางทำเช่นนั้นแน่
มู่อวู่ซวงส่งสายตาเพื่อเป็นการเตือนพวกเขา จากนั้นก็กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า “พวกเจ้าหุบปากไปเลย!”
ร่างสีขาวสว่างวาบขึ้นทันที และมู่อวู่ซวงก็ไล่ตามมู่เฉียนซีไป เขากล่าวขึ้นมาอย่างจนปัญญาว่า “ซีเอ๋อร์!”
มู่เฉียนซีกล่าวขึ้นมาว่า “อาเล็ก แม้ว่าข้าจะไม่สามารถใช้พลังวิญญาณได้ แต่ข้าก็ไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นเสียหน่อย เชื่อข้าเถอะ ข้าสามารถต่อสู้เคียงข้าอาเล็กได้จริง ๆ”
มู่อวู่ซวงกล่าวว่า “เช่นนั้นเจ้าต้องรักษาคำพูดนะ!”
มู่เฉียนซีกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว!”
พื้นที่ในห้องโถงใหญ่นั้นมีขนาดกว้างขวางเป็นอย่างมาก คิดไม่ถึงเลยว่าพื้นที่ที่อยู่ใจกลางจะเปิดโล่งเช่นนี้ และศิลาสืบทอดอันนั้น ก็ลอยอยู่กลางอากาศจริง ๆ
หากต้องการไปให้ถึงจุดที่สูงที่สุดนั้น ก็จะต้องไต่ขึ้นไปโดยเหยียบบนแท่นหินที่ลอยอยู่นับไม่ถ้วนเหล่านั้น และคนของเมืองหลักทั้งสองก็เหยียบขึ้นไปบนแท่นหินนั้นอย่างรวดเร็ว ส่วนมู่เฉียนซีและนิรันดร์ก็เหยียบขึ้นไปเช่นกัน
ยิ่งขึ้นไปสูงมากเท่าไร แท่นหินก็ยิ่งเล็กลงเท่านั้น นอกจากนี้แท่นหินแต่ละอันจะให้คนเหยียบได้แค่สองคนเท่านั้น และหากมีคนที่สามเหยียบขึ้นไป ก็จะถูกโจมตีจนตกลงมาทันที
เมื่อมาถึงตำแหน่งที่อยู่ตรงจุดกึ่งกลางมากที่สุด คนสองคนที่ยืนอยู่บนแท่นหินแผ่นหนึ่ง ก็จะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถขึ้นไปต่อได้
มีเพียงหนึ่งในสองคนที่ต้องถูกทิ้งเอาไว้!
แรกเริ่มก็เป็นคนของตนเอง แน่นอนว่าต้องเป็นการยอมแพ้ด้วยตนเองอยู่แล้ว เมื่อมาถึงช่วงหลังก็ต้องเผชิญหน้ากับคนที่ไม่ใช่คนของตนเอง ฉะนั้นต้องมีการต่อสู้กันอย่างเลี่ยงได้ยากอ อยู่แล้ว
ตูมมม!
เดิมทีมู่เฉียนซีเดินหน้าไปพร้อมกับมู่อวู่ซวงและนิรันดร์ แต่เมื่อค้นพบกฎนี้พวกเขาจึงจำเป็นต้องแยกจากกัน
มู่เฉียนซีกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “อาเล็ก ท่านขึ้นไปเถอะ! ข้าสามารถตามท่านขึ้นไปได้แน่ วางใจเถอะเจ้าค่ะ!”
นิรันดร์กล่าวว่า “เช่นนั้นข้ายอมถูกที่รักทำให้ตกรอบก็แล้วกัน แต่ถึงข้าจะเริ่มต้นใหม่ก็สามารถไล่ตามเจ้าได้อยู่ดี หากที่รักเจอกับศัตรูที่แข็งแกร่ง เจ้าห้ามฝืนตัวเองโดยเด็ดขาด ด”