ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2616 จัดการในกระบวนท่าเดียว
มู่เฉียนซีพยักหน้าพลางกล่าวว่า “อื้ม! ข้าเข้าใจแล้วนิรันดร์!”
เมื่อมุ่งหน้าขึ้นไป มู่เฉียนซีก็ได้เผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ทันที และอีกฝ่ายก็เป็นคนที่มาจากเมืองเสียอีกด้วย
หลิวโต่วแห่งเมืองเสียกล่าวว่า “เจ้าน่าจะเป็นหญิงสาวที่ติดตามฝ่าบาทอวู่ซวงคนนั้นสินะ! เหมือนว่าจะงดงามมากเกินไปหน่อย แต่ว่าหญิงสาวที่งดงามเช่นเจ้า ไม่เหมาะที่จะอยู่ที่นี่หรอก ฉะนั้นเจ้ารีบไสหัวไปซะเถอะ!”
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “คนที่ต้องไสหัวไปไม่ใช่ข้า แต่เป็นเจ้าต่างหาก!”
หลิวโต่วจ้องมองไปยังสาวน้อยที่อยู่ตรงหน้าคนนี้ ซึ่งดูเหมือนว่านางจะไม่มีพลังวิญญาณเลยแม้แต่น้อย
แต่ทว่า หากเป็นหญิงสาวที่ไม่มีพลังวิญญาณเลยแม้แต่น้อยจริง ๆ แล้วนางจะกล้าพูดเช่นนี้กับเขาได้อย่างไร
ภายในแววตาของหลิวโต่วฉายแววเย็นยะเยือกขึ้นมาทันที “อย่าคิดว่าข้ามองความสามารถของเจ้าไม่ออก แล้วเจ้าจะทำตัวหยิ่งยโสเช่นนี้ได้เชียวนะ รับการโจมตีซะเถอะ!”
ทันทีที่คำพูดของเขาสิ้นสุดลง เขาก็เหวี่ยงมือเข้ามาในทันที
“ซีเอ๋อร์!” เมื่อมู่อวู่ซวงเห็นว่ามู่เฉียนซีจะต้องจัดการกับศัตรู เขาก็รู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาเล็กน้อย
เขารู้ว่าถึงแม้ซีเอ๋อร์ในตอนนี้จะไม่มีพลังของการบำเพ็ญเลย แต่นางก็มีหนทางที่สามารถตอบโต้ศัตรูได้แน่ แต่เขาก็ไม่ต้องการให้นางต้องมีความเสี่ยงใด ๆ อยู่ดี
ยอดฝีมือระดับจักรพรรดิวิญญาณขั้นสูงสุดระดับเก้าของเมืองซังคนนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า “ฝ่าบาทอวู่ซวง คิดไม่ถึงเลยว่าตอนที่ประลองฝีมือกับข้าท่านยังเสียสมาธิไปสนใจ หญิงสาวผู้นั้นอีก นี่ท่านจะดูถูกข้ามากเกินไปแล้วนะ!”
ตูมม โครมม!
ทันใดนั้นก็มีเสียงระเบิดดังออกมา
หลังจากที่พลังวิญญาณของมู่เฉียนซีหายไป นี่นับเป็นการต่อสู้ครั้งแรกของนาง นอกจากนี้อีกฝ่ายก็ไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก ฉะนั้นนางจึงสามารถลองดูได้!
หลังจากนั้นลำแสงสีเขียวอ่อนก็ได้ห่อหุ้มมู่เฉียนซีเอาไว้ และมันก็ย้อนเวลากลับไปอย่างกะทันหัน!
จากนั้นหลิวโต่วก็ได้ค้นพบว่าคนที่ไม่มีพลังการบำเพ็ญอยู่เลยแม้แต่น้อยก่อนหน้านี้ ตอนนี้กลับมีพลังบำเพ็ญขึ้นมาบ้างแล้ว
แต่ทว่าในสานตาของเขาพลังบำเพ็ญนี้ ไม่ควรค่าที่จะกล่าวถึงเลยแม้แต่น้อย
“ระดับราชาวิญญาณสินะ! ฮ่า ฮ่า ฮ่า! คิดไม่ถึงเลยว่าจะอยู่ในระดับราชาวิญญาณ มีความสามารถเพียงเท่านี้ แต่แม่สาวน้อยอย่างเจ้ายังกล้าหยิ่งผยองได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ! มันช่างน่าขันเ เสียจริง ๆ” หลิวโต่วกล่าวพลางหัวเราะขึ้นมายกใหญ่
ความสามารถของมู่เฉียนซีคือผู้บำเพ็ญภูตพลังขั้นปราชญ์แห่งภูตระดับเก้าขั้นสูงสุด ซึ่งมันก็เทียบเท่าระดับราชาวิญญาณระดับเก้าขั้นสูงสุดนั่นเอง
ตามหลักเหตุผลแล้ว มันเป็นไปไม่ได้เลยที่มู่เฉียนซีจะสามารถจัดการเขาที่อยู่ในระดับจักรพรรดิวิญญาณระดับเก้านั้นได้
ริมฝีปากสีแดงของมู่เฉียนซีเปิดออกมาเล็กน้อย จากนั้นนางก็กล่าวขึ้นมาว่า “มังกรวารีจงบังเกิด!”
ทันใดนั้นก็มีแรงสั่นสะเทือนเกิดขึ้นมากลางอากาศ และพลังธาตุวารีที่น่าสะพรึงกลัวก็ระเบิดออกมา
หลังจากนั้นก็ได้มีมังกรวารีขนาดใหญ่ที่แข็งแกร่งเกินกว่าจะต้านทานได้ตัวหนึ่งปรากฏออกมาอย่างกะทันหัน และการจู่โจมด้วยความเร็วนี้ทำให้หลิวโต่วไม่สามารถหลบหลีกได้เลย
อีกฝ่ายเป็นแค่ระดับราชาวิญญาณเท่านั้น แต่ทว่าพลังในการโจมตีที่แข็งแกร่งนี้กลับข้ามขั้นไปถึงระดับหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งมันก็ทำให้เขาที่อยู่ในระดับจักรพรรดิวิญญาณรู้สึกสั่นสะ ะท้าน หวาดกลัว และไม่อาจต้านทานได้!
ปังงง!
การโจมตีของพลังธาตุวารีที่น่าสะพรึงกลัวได้โจมตีใส่หลิวโต่วโดยตรง!
พรวดดด!
ทันใดนั้นเขาก็กระอักเลือดออกมา และเขาก็กระเด็นออกไปจากแท่นหินลอยฟ้าแผ่นนั้นทันที เขาแพ้แล้ว!
เมื่อมู่เฉียนซีเรียกคืนพลังแห่งกาลเวลา ความสามารถของนางก็หายไปทันที นอกจากนี้ใบหน้าของนางก็ยังซีดเผือดเล็กน้อยอีกด้วย
พลังแห่งกาลเวลาที่เพิ่งจะเรียนจนควบคุมได้ ค่อนข้างผลาญพลังจิตวิญญาณมากเลยทีเดียว
ผู้คนทั้งหมดต่างตะลึงงันไปทันที ความสามารถของสาวน้อยที่ติดตามอยู่ข้างกายฝ่าบาทอวู่ซวงผู้นี้อยู่ในระดับราชาวิญญาณเท่านั้น แต่ทว่าพลังในการโจมตีของนางกลับอยู่เหนือความสาม มารถของนางมากมายนัก ซึ่งถือได้ว่าแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง
ในเมื่อมู่เฉียนซีเอาชนะได้แล้ว มู่อวู่ซวงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่เมื่อเห็นว่าใบหน้าเล็ก ๆ นั่นซีดเซียวเล็กน้อยมันกลับทำให้เขารู้สึกปวดใจเป็นอย่างยิ่ง
ตอนนี้ซีเอ๋อร์ไม่สามารถใช้พลังวิญญาณได้แล้ว ฉะนั้นนางคงจะใช้วิธีพิเศษเพื่อทำให้ตนเองสามารถต่อสู้ได้อย่างแน่นอน และมันก็น่าจะเปลืองแรงไม่น้อยเลยทีเดียว
เมื่อมู่เฉียนซีก้าวขึ้นไปในชั้นที่สูงมากขึ้นอีกชั้นหนึ่ง นางก็เจอคู่ต่อสู้ที่มาจากเมืองซัง
หลังจากความพ่ายแพ้อันน่าสังเวชของหลิวโต่ว เขาย่อมไม่กล้าดูถูกว่าแม่สาวน้อยผู้นี้อ่อนแออีกแล้ว
ถึงแม้ว่าจะเขาจะไม่ได้ดูถูกศัตรู แต่ก็ยังถูกมู่เฉียนซีเอาชนะได้ภายในกระบวนท่าเดียวอยู่ดี และกระบวนท่าของมู่เฉียนซีก็ยังคงเป็นท่ามังกรวารีจงบังเกิดอยู่
ในเวลานี้พวกเขาได้มาถึงแท่นหินที่ลอยอยู่ด้านบนแล้ว ยิ่งจำนวนของแท่นหินน้อยลงเท่าไร ระยะห่างจากศิลาสืบทอดก็ยิ่งใกล้มากขึ้นเท่านั้น
ตอนนี้พวกเขารู้อย่างชัดเจนแล้วว่า ความสามารถของทั้งสองคนที่ติดตามฝ่าบาทอวู่ซวงนั้นยากที่จะคาดเดาได้จริง ๆ นอกจากนี้พวกเขายังจัดการศัตรูด้วยการโจมตีเพียงกระบวนท่าเดียวเท่ านั้นอีกด้วย
นิรันดร์ยังคงจัดการคู่ต่อสู้ได้ภายในกระบวนท่าเดียว แต่ครั้งนี้คู่ต่อสู้ที่มู่เฉียนซีต้องเผชิญหน้านั้น คือคู่ต่อสู้ที่อยู่ในระดับจักรพรรดิวิญญาณระดับเก้าขั้นสูงสุดคนหนึ่ง
หลังจากนั้นมู่เฉียนซีก็หยิบเอากระบี่มังกรเพลิงพิฆาตวิญญาณออกมา ซึ่งผลของการย้อนเวลาไม่สามารถคงอยู่ได้นานเท่าไรนัก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องจัดการด้วยความรวดเร็วและฉับไวที่สุด
สีหน้าของคนที่ถูกมู่เฉียนซีเอาชนะได้ก่อนหน้านี้เปลี่ยนเป็นน่าเกลียดมากขึ้นมาทันที คิดไม่ถึงเลยว่าหญิงสาวที่จัดการกับพวกเขาก่อนหน้านี้ไม่แม้แต่จะสนใจหยิบอาวุธออกมา และใช้เพียง งกระบวนท่าเดียวก็สามารถจัดการพวกเขาได้แล้ว
หลิวกวงของเมืองซังกล่าวอย่างเย็นชาว่า “วิธีการโจมตีที่เจ้าเชี่ยวชาญนั้นแข็งแกร่งมาก เรื่องนี้ข้าจำเป็นต้องยอมรับเลยจริง ๆ! แต่การที่เจ้าได้มาเจอข้า นั่นก็ต้องถือว่าเป็นโ โชคร้ายของเจ้าแน่นอนอยู่แล้ว”
พลังวิญญาณบนร่างกายของเขาระเบิดออกมา และพลังวิญญาณที่ยิ่งใหญ่อย่างที่สุดนั้นก็พุ่งเข้าจู่โจมมู่เฉียนซีทันที แต่ทว่ามู่เฉียนซีในเวลานี้กลับเหวี่ยงกระบี่ออกไปโดยตรง!
“เพลิงนภาพิฆาต!”
หลังจากนั้นเปลวเพลิงสีแดงฉานก็ได้ทำลายพลังวิญญาณของหลิวกวงไปอย่างสิ้นเชิง เขาค่อนข้างประหลาดใจเล็กน้อย มีทั้งพลังธาตุวารีและพลังธาตุอัคคี แม่สาวน้อยผู้นี้ไม่ใช่ย่อยเลยทีเดีย ยว!
หลิวกวงแสยะยิ้มออกมาอย่างเย็นชา แล้วกล่าวว่า “พันธนาการหมื่นวิญญาณ!”
ทันใดนั้นก็มีสายลมหนาวพัดผ่านเข้ามา ซึ่งมันก็ให้ผู้คนต่างรู้สึกราวกับว่าร่างถูกพันธนาการด้วยวิญญาณนับหมื่นก็มิปานจริง ๆ
ตูมมม!
เปลวเพลิงอันน่าสะพรึงกลัวที่ปกคลุมอยู่รอบตัวมู่เฉียนซีได้ระเบิดออกมา และเปลวเพลิงสีแดงก่ำนั้นก็ได้ทำลายวิญญาณทั้งหมดนั้นไปทันที
กระบี่มังกรเพลิงพิฆาตวิญญาณเหวี่ยงลงไปในอากาศอีกครั้ง มังกรเพลิงจำนวนนับไม่ถ้วนก็ได้พุ่งเข้าโจมตีอย่างกะทันหัน และพลังวิญญาณที่ล่องลอยอยู่รอบตัวของเขาได้แปลงร่างจนกลายเป็ นเงาดำที่คล้ายกับเขาทุกประการ
และร่างเงานี้ก็ได้กลืนกินการโจมตีอย่างต่อเนื่องของมู่เฉียนซีไปจนหมดสิ้น!
“วิญญาณปากกัดกิน!” การโจมตีของมู่เฉียนซีนั้นถูกกลืนกินไปอย่างไร้ร่องรอย และในเวลานี้หลิวกวงก็เข้ามาใกล้มู่เฉียนซีอย่างกะทันหัน
“แม่สาวน้อย หากการโจมตีของเจ้าสิ้นสุดลงแล้ว เช่นนั้นก็ถึงตาข้าแล้วสินะ! ฝ่าบาทอวู่ซวงใส่ใจเจ้าถึงเพียงนี้ ฉะนั้นขอเพียงทำลายเจ้าได้ จิตใจของเขาจะต้องสับสนมากแน่นอน แค่นี้คน นอื่น ๆ ในเมืองซังของพวกข้าก็จะมีความหวังมากขึ้นแล้ว”
หลิวกวงเองก็ไม่ได้ดูถูกศัตรูเช่นกัน เพราะกระบวนท่าในครั้งนี้ เขาได้ใช้กระบวนท่าสังหารที่แข็งแกร่งและเหี้ยมโหดมากที่สุดของเขา
มีคนกล่าวอย่างตกใจว่า “จุดจบของแม่สาวน้อยผู้นั้นจะต้องน่าสังเวชมากเป็นแน่ แม้ว่าจะไม่ตายแต่ก็ต้องพิการไปครึ่งร่างแน่นอน! เป็นการโจมตีที่น่ากลัวอะไรเช่นนี้!”
ตูมมมม!
หลิวกวงปลดปล่อยการโจมตีด้วยพลังทั้งหมดของเขา ซึ่งมันก็ทำให้แท่นหินทั้งหมดสั่นสะเทือนกันเลยทีเดียว
“ซีเอ๋อร์!” มู่อวู่ซวงตะโกนอย่างร้อนรน
หลังจากที่พลังวิญญาณนั้นได้กลืนกินไปแล้วบางส่วน ก็มีคนถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “น่าเสียดาย หญิงสาวที่งดงามผู้นั้น หลิวกวงนั่นไม่รู้จักรักหยกถนอมบุปผาบ้างเลยหรืออย่างไรนะ”
“ฝ่าบาทอวู่ซวง ท่านกำลังมองอะไรอยู่น่ะ ก็แค่สาวน้อยคนหนึ่งตายไปเท่านั้น ด้วยสถานะของฝ่าบาทอวู่ซวง ไม่มีทางขาดสาวงามได้อยู่แล้ว” และคู่ต่อสู้ของมู่อวู่ซวงก็ฉวยโอกาสโจมตี เขาทันที
แววตาของมู่อวู่ซวงเย็นชาขึ้นมาอย่างฉับพลัน เขากล่าวอย่างดุดันว่า “เข้าหุบปากไปเดี๋ยวนี้! ซีเอ๋อร์ไม่มีทางเป็นอะไรแน่นอน”
ในเวลานี้ ทุกคนได้เห็นว่ามีคนเดินออกมาจากกลางพลังวิญญาณที่ทำให้คนหายใจไม่ออกนั้น และมันก็คือร่างเงาสีม่วงที่งดงามร่างหนึ่ง ซึ่งพวกเขาต่างก็กล่าวขึ้นมาอย่างเหลือเชื่อว่า า “อะไรน่ะ นางยังมีชีวิตอยู่อย่างนั้นหรือ?”
“คิดไม่ถึงเลยว่านางจะไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่น้อย อันที่จริงแล้วนางสกัดกั้นมันได้อย่างไรกัน”
ดวงตาของทุกคนต่างเบิกกว้าง และนัยน์ตาของหลิวกวงก็หดตัวลงอย่างกะทันหัน เขาไม่คิดมาก่อนเลยว่าการโจมตีอย่างสุดความสามารถของเขา จะถูกสาวน้อยที่มีระดับเพียงราชาวิญญาณคนหนึ่ง งสกัดกั้นเอาไว้ได้