ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2617 แย่งขิงมรดกสืบทอด
เวลาของมู่เฉียนซีย้อนกลับไปอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งช่วงเวลานี้ก็เป็นเวลานี้นางได้ครอบครองความสามารถระดับผู้บำเพ็ญภูตพลังขั้นปราชญ์แห่งภูตระดับเก้า และเป็นช่วงเวลาเดียวกับ ที่ความแข็งแกร่งทางกายภาพของนางสามารถสกัดกั้นการโจมตีของผู้บำเพ็ญภูตพลังขั้นราชันวิญญาณได้เช่นกัน
เว้นแต่ว่าหลิวกวงจะมีความสามารถระดับมหาจักรพรรดิวิญญาณ มิเช่นนั้นก็ไม่มีทางทำร้ายนางได้หรอก!
“เป็นไปได้อย่างไร? จะ…เจ้า…” พวกเขาแต่ละคนจ้องมองไปที่มู่เฉียนซีราวกับว่ากำลังมองสัตว์ประหลาดอย่างไรอย่างนั้นเลย
การโจมตีที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนั้นยังสามารถสกัดกั้นเอาไว้ได้ มันจะแปลกประหลาดเกินไปแล้ว
พวกเขาไม่รู้ว่ามู่เฉียนซีไม่ได้อาศัยพลังวิญญาณในการสกัดกั้นเลยแม้แต่น้อย เพราะนางใช้แค่เพียงพลังทางกายภาพของตนเองในการสกัดกั้นไว้เท่านั้น และหากพวกเขาได้รู้ คาดว่าน่าจะ ต้องประหลาดใจมากกว่านี้แน่นอน
ซึ่งการที่มู่เฉียนซีไม่เป็นอะไร และไม่ได้รับบาดเจ็บ ก็ทำให้มู่อวู่ซวงวางใจมากทีเดียว
หลังจากนั้นมู่อวู่ซวงก็ทุ่มเทกำลังทั้งหมดต่อสู้กับคู่ต่อสู้ของตนเอง ซึ่งมันก็ทำให้คู่ต่อสู้ของเขาตกอยู่ในสภาพที่น่าสังเวชทันที
เขาจะต้องขึ้นไปบนจุดสุดยอดให้ได้โดยเร็วที่สุด และยึดมรดกสืบทอดมาให้ได้ ที่เขาต้องทำเช่นนี้ก็เพื่อทำให้ซีเอ๋อร์ต่อสู้น้อยลงนั่นเอง
เวลากำลังจะกลับมาแล้ว ซึ่งมู่เฉียนซีก็อดที่จะเสียเวลาต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ดังนั้นนางจึงใส่พลังวิญญาณทั้งหมดเข้าไปในกระบี่มังกรเพลิงพิฆาตวิญญาณทันที
“เพลิงนภาพิฆาต!”
เปลวเพลิงที่น่าสะพรึงกลัวระเบิดออกมา และทำลายล้างทันที!
“อ๊ากกก!” ทันใดนั้นร่างของหลิวกวงก็ถูกปกคลุมอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง ซึ่งมันก็ทำให้เขากรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
ตึงง!
มู่เฉียนซีได้เปลี่ยนเขาให้กลายเป็นลูกบอลเพลิง จากนั้นก็เตะเขาลงไปจากแท่นการประลองทันที
ทันใดนั้นแสงสว่างสีเขียวอ่อนก็หายไป เมื่อเส้นแบ่งของเวลากลับมาเป็นปกติ พลังวิญญาณของนางก็ได้หายไปอีกครั้ง
พวกเขาเหลือบมองไปทางมู่เฉียนซีอย่างแปลกประหลาด นางแสร้งทำเป็นคนอ่อนแอและไม่มีความแข็งแกร่ง แต่ความจริงแล้วนางเป็นคนที่แข็งแกร่งมาก แม่สาวน้อยผู้นี้วิปลาสเกินไปหน่อยแล้ว
และคู่ต่อสู้คนถัดไปของมู่เฉียนซี ก็เป็นนิรันดร์อีกครั้ง!
นิรันดร์ที่เริ่มต้นใหม่ใช้กระบวนท่าเดียวเพื่อไล่ตามขึ้นมา ซึ่งมันก็สามารถทำให้เขาไล่ตามขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว และครั้งนี้นิรันดร์ก็ยอมแพ้ให้มู่เฉียนซีอีกครั้ง
ตำแหน่งของมู่เฉียนซีในตอนนี้อยู่บนแท่นหินลอยฟ้าอันหนึ่ง ซึ่งมีแท่นหินอันสุดท้ายอีกเพียงอันเเดียวเท่านั้น และหากขึ้นจากแท่นนั้นไป ก็จะสามารถเข้าใกล้ศิลาสืบทอดได้แล้ว
ตอนนี้ มู่เฉียนซีกำลังรอคู่ต่อสู้อีกคนหนึ่ง
บนแท่นประลองชั้นล่างนั่น มู่อวู่ซวงกำลังต่อสู้อยู่กับคู่ต่อสู้ที่รับมือได้ยากมากที่สุดคนหนึ่ง ซึ่งเขาก็คือคนที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มของเมืองเสียครั้งนี้นั่นเอง
จ้านเชวียของเมืองเสียเป็นยอดฝีมือที่กำลังจะบรรลุเป็นมหาจักรพรรดิวิญญาณ ซึ่งรอบตัวเขาเต็มไปด้วยพลังแห่งภูตผีที่ปะทุออกมา “ฝ่าบาทอวู่ซวง ท่านมาที่นี่เพื่อรนหาที่ตายแท้ ๆ! เ เพราะข้าที่อยู่ที่นี่ ย่อมต้องการเอาชีวิตท่านอยู่แล้ว!”
“คนที่เข้ามาก่อนหน้านี้กลุ่มแล้วกลุ่มเล่า ทั้งหมดล้วนเป็นคนที่เจ้าส่งมาอย่างนั้นสินะ” มู่อวู่ซวงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
“การที่พวกเขาไม่มีชีวิตรอดกลับมา ทำให้ข้าประหลาดใจมากจริง ๆ ก่อนหน้านี้ข้าคงดูถูกท่านเกินไปแล้วสินะ แต่ทว่าตอนนี้ข้าจะยอมทุ่มสุดตัว เพื่อฆ่าฝ่าบาทอวู่ซวงให้ได้!” จ้านเชวีย มองไปที่มู่อวู่ซวงอย่างเย็นชา สำหรับเรื่องที่ตนเองเคยทำมาก่อน ไม่มีอะไรที่ต้องปฏิเสธ เพราะอย่างไรเสียฝ่าบาทอวู่ซวงก็จะต้องกลายเป็นศพออกไปอยู่ดี
“ฝ่าบาทเสียของพวกเราและฝ่าบาทอี้เป็นพี่น้องที่มีมารดาคนเดียวกัน ท่านเป็นคนแย่งเมืองอี้ไปจากเขา แน่นอนว่าเขาย่อมต้องแก้แค้นให้กับน้องชายอยู่แล้ว! ฉะนั้นท่านจงยอมรับความต ตายเสียเถอะ ฝ่าบาทอวู่ซวง!”
มู่เฉียนซีตะลึงงันไปทันที “ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง! ดูเหมือนว่าอดีตเจ้าเมืองคนก่อนคือคนที่ต้องกำจัดสินะ นอกจากนี้เจ้าเมืองเสียก็ไม่สามารถปล่อยไปได้เช่นกัน”
ตูมมม!
พลังแห่งภูตผีแผ่กระจายออกมา มิติที่อยู่โดยรอบเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวขึ้นมาเพราะแรงกดดันนี้
มู่อวู่ซวงกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ข้าจะพ่ายแพ้เจ้าได้อย่างไรกัน”
มู่อวู่ซวงก็ระเบิดพลังที่แข็งแกร่งที่สุดออกมาเพื่อต้านทานเช่นกัน ตอนนี้เขาจะตั้งใจแล้ว
ผู้คนสามารถรู้สึกได้ถึงแรงกดของพลังแห่งสายเลือดที่ระเบิดออกมาจากร่างกายของมู่อวู่ซวงได้อย่างชัดเจน พวกเขาทุกคนต่างผงะไปเล็กน้อย พลางกล่าวว่า “นี่คือพลังในข่าวลืออย่างนั้น นหรือ นอกจากท่านราชันย์วิญญาณแล้ว มีคนที่สามารถครอบครองพลังแห่งสายเลือดที่แข็งแกร่งได้อยู่อีกอย่างนั้นหรือ พลังแห่งสายเลือดนี้ช่างแข็งแกร่งจริง ๆ!”
“มีพลังแห่งสายเลือดที่แข็งแกร่งแล้วอย่างไรล่ะ หากไม่เป็นเพราะว่าไปเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอกขนาดนั้น ก็คงไม่พลาดโอกาสที่ดีที่สุดในการฝึกฝนไปหรอก ตอนนี้มีเพียงฝ่าบาทอวู่ซวงเท่านี้ ที่มีความสามารถน้อยนิดเช่นนี้”
จ้านเชวียกล่าวว่า “ไม่ว่าสายเลือดจะแข็งแกร่งเพียงใด ก็ยากที่จะหนีความตายไปได้! จงตายซะเถอะ!”
มีดาบสีดำสนิทขนาดใหญ่เล่มหนึ่ง ตกลงมาจากกลางอากาศ และแสงวาววับของกะบี่ก็ได้ปะทะเข้ากับแสงวาววับของดาบโดยตรง
ตูม ตูมม ตูมม!
บนแท่นหินที่ลอยอยู่กลางอากาศนั้นได้มีเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวออกมาอย่างรุนแรง
ทุกครั้งที่ปะทะกัน แท่นหินนั้นก็จะสั่นสะเทือนขึ้นมา ราวกับว่ามันจะพังทะลายลงก็มิปาน
ร่างเงาของทั้งสองรวดเร็วมากขึ้นเรื่อย ๆ จนในท้ายที่สุด พวกเขาก็มองไม่ออกแล้วว่าพลังแห่งภูตผีที่หนาแน่นนั้นแท้จริงแล้วเป็นร่างเงาของผู้ใดกันแน่ และไม่รู้ด้วยว่าใครกำลังเ เหนือกว่าใคร
หลังจากที่พลังแห่งภูตผีอันน่าสะพรึงกลัวนั้นหายไปแล้ว ผู้คนต่างก็เห็นใบหน้าอันซีดเผือดของจ้านเชวียที่กำลังถอยหลังไปหลายสิบก้าว และบนร่างกายของเขาก็มีบาดแผลที่ร้ายแรงถึงช ชีวิตเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย
พวกเขาตะลึงงันไปทันที นอกจากนี้ยังกล่าวอย่างตกใจว่า “คะ…คิดไม่ถึงเลยว่าจ้านเชวียจะพ่ายแพ้แล้ว”
จ้านเชวียเองก็ประหลาดใจมากเช่นกัน เขารู้ดีว่าตนเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฝ่าบาทอวู่ซวง ในเมื่อเขาไม่สามารถทำภารกิจที่ฝ่าบาทมอบหมายให้สำเร็จได้ เขาจึงจำเป็นต้องหนีไปก่อน!
เขาต้องการที่จะหลบหนีเพื่อเอาชีวิตรอด แต่ทว่ามู่อวู่ซวงจะปล่อยให้เขามีโอกาสหนีได้อย่างไร เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า “ในเมื่อเจ้าอยากจะฆ่าข้าที่นี่ เช่นนั้นเจ้าก็จำเป็ นต้องทิ้งชีวิตเอาไว้ที่นี่เช่นกัน”
พลังของมู่อวู่ซวงดึงรั้งเขาไว้ราวกับน้ำวนก็มิปาน ซึ่งมันก็ทำให้เขาไม่สามารถอกไปจากสนามประลองนี้ได้
เสียงแหวกอากาศจำนวนนับไม่ถ้วนดังขึ้น และร่างกายของจ้านเชวียก็เต็มไปด้วยรูนับหลายรูในทันที!
พรวด พรวด พรวด!
เขาได้คุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้น และไม่กล้าที่จะมองมู่อวู่ซวงอีก จากนั้นเขาก็กล่าวว่า “ท่านไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของฝ่าบาทของพวกเราได้แน่ ไม่มีทางแน่นอน! ข้าจะรอให้ฝ่าบาทม มาฆ่าท่าน เพื่อให้ท่านฝังไปพร้อมกันกับข้า!”
“ฝันไปเถอะ!” มู่อวู่ซวงกล่าวอย่างเย็นชา
หลังจากที่จัดการจ้านเชวียได้แล้ว คนที่เขาต้องเผชิญหน้าต่อไปก็คือมู่เฉียนซี
ทุกคนต่างก็รู้ว่ามู่เฉียนซีนั้นมาที่นี่พร้อมกับมู่อวู่ซวง แม้ว่าทั้งสองจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้ามรดกสืบทอดที่แข็งแกร่งเช่นนั้น ก็น่าจะต้องแย่งชิงกันถึ งจะถูก
พวกเขาต่างก็เฝ้ารอให้ทั้งสองต่อสู้กัน คนหนึ่งคือผู้มีสายเลือดอันแข็งแกร่ง คือฝ่าบาทอวู่ซวงผู้ไร้เทียมทาน ที่แม้ว่าจะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ามหาจักรพรรดิวิญญาณก็ตาม
อีกคนหนึ่งก็สุดแสนประหลาด เป็นสัตว์ประหลาดที่สามารถต่อสู้ข้ามขั้นได้โดยไม่มีความกดดันเลยแม้แต่น้อย
แต่ทว่าสุดท้ายแล้วพวกเขาก็ต้องผิดหวัง เพราะอย่างไรเสียมู่เฉียนซีก็ไม่สามารถต่อสู้กับอาเล็กของนางได้อย่างไรล่ะ และมรดกสืบทอดของแดนวิญญาณก็ไม่มีประโยชน์สำหรับนางด้วย
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นเพราะนางไม่ใช่คนของแดนวิญญาณนั่นเอง แต่ถึงแม้ว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น แต่ตอนนี้นางก็ไม่สามารถบำเพ็ญได้แม้แต่น้อยอยู่ดี
มู่เฉียนซีสละสิทธิ์โดยตรง เมื่อเห็นว่านางสละสิทธิ์เช่นนี้ ทุกคนต่างก็รู้สึกยากที่จะเชื่อได้ นั่นคือมรดกสืบทอดที่ทรงพลังยิ่งเชียวนะ! คิดไม่ถึงว่าหญิงสาวผู้นั้นจะปฏิเสธโดยไม ม่กระพริบตาเลยด้วยซ้ำ
มู่เฉียนซีร่อนลงมาจากกลางอากาศ จากนั้นก็ยืนเฝ้าอยู่ข้างหน้า พลางกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ข้ารู้ว่าพวกเจ้ากำลังวางแผนอะไรกันอยู่ ในตอนที่อาเล็กของข้ากำลังรับการสืบทอด ไม่ว่า ผู้ใดก็ไม่อาจเข้าไปขัดขวางได้ มิเช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจก็แล้วกัน”
หลังจากที่เห็นถึงความแข็งแกร่งของมู่เฉียนซีและนิรันดร์แล้ว หากใครกล้าพุ่งเข้าไปแล้วละก็ คงจะต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัยแน่นอน
ในเวลานี้ มู่อวู่ซวงได้เหยียบขึ้นไปบนแท่นหินอันสุดท้ายแท่นนั้น จากนั้นก็พุ่งทะยานไปยังศิลาสืบทอดนั้นทันที
ในตอนที่เขาสัมผัสลงบนศิลาสืบทอดชิ้นนั้น มู่เฉียนซีก็กล่าวถามว่า “อาเล็ก มรดกสืบทอดเป็นอย่างไรบ้าง หากไม่ได้ละก็ พวกเราจะได้ไปหากันต่อ!”
มุมปากของผู้คนต่างพากันกระตุกขึ้นมาเล็กน้อย หากแม้แต่มรดกสืบทอดเช่นนี้ก็ไม่ได้แล้วละก็ เช่นนั้นฝ่าบาทอวู่ซวงต้องการมรดกสืบทอดระดับไหนกันแน่ล่ะ
ในเวลานี้นิรันดร์ได้กล่าวกับมู่เฉียนซีว่า “ก่อนตายคนผู้นี้ไปถึงระดับราชันย์วิญญาณแล้ว ความสามารถของเขาถือว่ายังได้อยู่ ฉะนั้นปล่อยให้เขาดูดซับมันตามที่เขาต้องการเถอะ!”