ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2652 ไปคุยกับองค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณ
เมืองหลวงแดนวิญญาณ ถือว่าเป็นสถานที่ที่สำคัญมากที่สุดของแดนวิญญาณ มันไม่ได้รวมอยู่ในเมืองหลักทั้งสิบแปดเมือง เนื่องจากว่ามันคือสถานที่ที่องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณแห่งแดนวิญญาณเป็นผู้ครอบครองอยู่นั่นเอง
เมืองหลวงแดนวิญญาณนั้นมีขนาดที่กว้างใหญ่กว่าเมืองหลักทั้งสิบแปดเป็นอย่างมาก ที่นี่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของพลังวิญญาณที่เข้มข้น อีกทั้งยังมีผู้แข็งแกร่งอยู่นับไม่ถ้วนอีกด้วย
มันเกือบจะเป็นสถานที่ที่รวบรวมผู้ที่แข็งแกร่งจากทั่วทุกสารทิศเอาไว้ และสถานที่แห่งนี้ก็เปรียบเสมือนพระราชวังขององค์จักรพรรดิที่เต็มไปด้วยผู้บำเพ็ญภูตพลังขั้นราชันวิญญาณระดับสูงมากมาย ซึ่งนี่ก็คือที่อยู่อาศัยขององค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณนั่นเอง
โยวเยี่ยจุนหรือองค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณสัมผัสได้ถึงพลังที่ทั้งอันตรายและพิเศษกำลังพุ่งเข้ามา ทันใดนั้นพลังวิญญาณก็ระเบิดออกมา จึงทำให้เมืองหลวงแดนวิญญาณสั่นสะเทือนขึ้นมาทันที ซึ่งสีหน้าของทุกคนพลันเต็มไปด้วยความตื่นกลัว
นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดองค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณถึงได้แผ่กลิ่นอายที่แข็งแกร่งเช่นนี้ออกมา
องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณอยู่ในสภาวะที่ตื่นตัวขั้นสูง เขารู้สึกได้ว่าคนผู้นี้อันตรายมากเกินไป
เมื่อเขามองผ่านไป ก็เห็นว่าคนเบื้องหน้านั้นมีผมสีดำสนิทตกลงมาราวน้ำตก ทั้งยังสวมหน้ากากสีดำปิดบังใบหน้าเอาไว้อีกด้วย
ดวงตาสีฟ้าเย็นยะเยือกคู่นั้นก็ลึกล้ำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งมันก็เย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็งที่ไม่ละลายมานับร้อยล้านปีก็มิปาน
และในที่สุดเขาก็รู้ตัวตนของคนผู้นี้แล้ว!
“อ๋องจิ่วเยี่ยแห่งแดนนรก ในเมื่อท่านจะมาที่แดนวิญญาณเพื่อเป็นแขกของพวกข้า เหตุใดถึงไม่แจ้งล่วงหน้าสักหน่อย ข้าจะได้มาต้อนรับด้วยตัวเอง การบุกเข้ามาในอาณาเขตของข้าเช่นนี้ มันค่อนข้างที่จะล่วงเกินกันเกินไปหน่อย” โยวเยี่ยจุนกล่าว
จิ่วเยี่ยกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ที่ข้ามาในวันนี้ เพราะข้าอยากที่จะถามเจ้าเรื่องหนึ่ง และถือโอกาสบอกเจ้าอีกเรื่องหนึ่งด้วยเท่านั้น”
“คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีเรื่องให้ท่านอ๋องจิ่วเยี่ยแห่งแดนนรกมาหาข้าด้วยตนเองเช่นนี้ ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลยสินะ อ๋องจิ่วเยี่ย พวกเราเข้าไปนั่งคุยกันเถอะ!” และตอนนี้ภายในใจของโยวเยี่ยจุนก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาเล็กน้อย
ขอเพียงเขาไม่ได้มาหาเรื่อง ทุกอย่างก็สามารถพูดคุยกันได้ แน่นอนว่าความสัมพันธ์ระหว่างแดนวิญญาณกับแดนนรกนั้นไม่ได้เป็นศัตรูกัน ดังนั้นย่อมไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งระหว่างทั้งสองดินแดนอยู่แล้ว มิเช่นนั้นได้โดนแดนเทพเอาเปรียบแน่
ถึงจิ่วเยี่ยนั่งลงอย่างเรียบง่าย แต่กลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความสูงส่งและสง่างาม
โยวเยี่ยจุนผงะเล็กน้อย เขาเคยได้ยินข่าวลือมาว่า อ๋องจิ่วเยี่ยแห่งแดนนรก แท้จริงแล้วเป็นท่านผู้นั้นของแดนเทพ…
“ไม่ทราบว่าอ๋องจิ่วเยี่ยมาหาข้าด้วยเรื่องอันใดอย่างนั้นหรือ” โยวเยี่ยจุนกล่าวถาม
“เจ้าคือเจ้าแห่งแดนวิญญาณ เจ้าน่าจะรู้จักต้นกำเนิดสามโลกา เจ้ารู้หรือไม่ว่าต้นกำเนิดของแดนวิญญาณอยู่ที่ใด” หวงจิ่วเยี่ยกล่าวถาม
องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณตกใจเป็นอย่างมาก เขารู้ว่าเรื่องที่ทำให้อ๋องจิ่วเยี่ยออกเดินทางมาด้วยตนเองได้นั้นต้องไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แน่นอน แต่ไม่คิดเลยว่าสิ่งที่อ๋องจิ่วเยี่ยต้องการจะเป็นต้นกำเนิดของแดนวิญญาณ
แม้ว่าจะเอาทุกสิ่งทุกอย่างในแดนวิญญาณมารวมกัน ก็ยังไม่มีอะไรสำคัญเท่าต้นกำเนิดของแดนวิญญาณเลย
คิดไม่ถึงเลยว่าอ๋องจิ่วเยี่ยแห่งแดนนรกผู้นี้ จะช่างมีความทะเยอทะยานมากถึงเพียงนี้
จิ่วเยี่ยกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ข้าไม่ได้มีความสนใจต่อแดนวิญญาณของพวกเจ้าเลยแม้แต่น้อย ข้าต้องการเพียงต้นกำเนิดของแดนวิญญาณ เพื่อเอาไปทำเรื่องอื่นเท่านั้น! หากว่าเจ้ายอมมอบให้ ข้าจะตอบแทนเจ้าอย่างงามแน่นอน”
ด้วยน้ำเสียงที่เหยียดหยามนั้น แสดงให้เห็นว่าเขาดูถูกจริง ๆ แต่องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณก็รู้ว่าเขาไม่ได้พูดโกหก
เขากล่าวว่า “ข้าเองก็ไม่รู้ว่าต้นกำเนิดของแดนวิญญาณอยู่ที่ใด หากข้ารู้ว่ามีต้นกำเนิดของแดนวิญญาณอยู่จริง ๆ เช่นนั้นพวกข้าคงไม่ถูกแดนเทพกดขี่มานานถึงเพียงนี้หรอก ข้าคงจะยืมพลังแห่งต้นกำเนิด ทำให้พลังของแดนวิญญาณของข้าแข็งแกร่งยิ่งขึ้นกว่านี้ไปแล้ว”
“ต้นกำเนิดของแดนวิญญาณหายสาบสูญไปเนิ่นนานมากแล้ว คนที่รู้เรื่องต้นกำเนิดของแดนวิญญาณ มีเพียงเจ้าครองดินแดนคนแรกแห่งแดนวิญญาณของพวกข้าเท่านั้น บางทีองค์จักรพรรดิกุ่ยจวินอาจจะเป็นผู้เดียวที่ทรงทราบเรื่องนี้ ส่วนข้าไม่มีความสามารถพอที่จะรู้ที่อยู่ของต้นกำเนิดของแดนวิญญาณได้”
เมื่อเขาถูกดวงตาสีฟ้าที่เย็นยะเยือกคู่นั้นจ้องมอง เขาก็ไม่สามารถเก็บความลับใด ๆ ได้อีกต่อไป ซึ่งเขาไม่ได้พูดโกหกเลยแม้แต่น้อย
หวงจิ่วเยี่ยกล่าวว่า “ข้าต้องการให้เจ้าระดมกำลังลูกน้องของเจ้าเพื่อตามหาเบาะแสของต้นกำเนิดแดนวิญญาณ หากมีเบาะแส ข้าจะทำตามความต้องการของเจ้าหนึ่งข้อ”
“คำขอของข้าอย่างนั้นหรือ ข้าคือเจ้าผู้ครองดินแดนแห่งหนึ่ง ซึ่งเจ้าเองก็เป็นแค่นั้นเช่นกัน! ฉะนั้นสิ่งที่ข้าต้องการ อ๋องจิ่วเยี่ยอาจจะไม่มีก็เป็นได้ คำพูดของเจ้าในตอนนี้มันจะไม่มั่นใจในตนเองมากเกินไปหน่อยหรือ” โยวเยี่ยจุนกล่าว
“ยานิพพานหวนคืน! เป็นสิ่งที่เจ้าต้องการมิใช่หรือ” จิ่วเยี่ยจ้องมองไปที่เขาอย่างเย็นชา
หัวใจของโยวเยี่ยจุนสั่นไหวขึ้นมาอย่างกะทันหัน “เป็นอย่างที่คาดไว้จริง ๆ ด้วย เจ้ามีของสิ่งนี้ เจ้า…เจ้าคือ…”
แม้ว่าเขาจะบำเพ็ญพลังมาจนถึงระดับราชันย์วิญญาณ ซึ่งอยู่ในระดับราชันย์วิญญาณระดับเก้าขั้นสุงสุดแล้วก็ตาม แต่เพราะข้อจำกัดของแดนวิญญาณ จึงทำให้อยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่าแดนเทพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเขาก็ไม่มีหนทางที่จะบรรลุไปยังระดับที่สูงกว่านี้ได้อีกด้วย
ในเมื่อไม่มีหนทางบรรลุได้ ชีวิตของเขาก็ต้องเดินมาถึงจุดจบ แม้ว่าเขาจะเป็นถึงเจ้าครองดินแดน แต่มันก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงได้เช่นกัน
เห็นได้ชัดว่าเขายังสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้อีก แต่ทุกอย่างเป็นเพราะการกดขี่ของแดนเทพจึงทำให้เขาต้องตกอยู่ในอันตรายจากการถูกทำลายล้าง ตอนนี้เวลาของเขาเหลือน้อยลงทุกทีแล้ว ซึ่งมันก็ทำให้เขาเกลียดชังแดนเทพมากยิ่งขึ้นไปอีก
พวกเขาสามารถครอบครองพลังที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นได้ สามารถครอบครองเวลาที่นานยิ่งกว่านี้ได้ แล้วเหตุใดผู้แข็งแกร่งจากแดนวิญญาณอย่างพวกเขาถึงทำไม่ได้ล่ะ!
โยวเยี่ยจุนกล่าวว่า “เช่นนั้นข้าคงต้องขอบคุณอ๋องจิ่วเยี่ยเป็นอย่างมาก พวกเรามีศัตรูร่วมกัน บางทีพวกข้าอาจจะสามารถร่วมมือ เพื่อให้บรรลุความปรารถนาของพวกเราได้! ใครว่าไม่สามารถสังหารเทพได้ ข้าเองก็อยากลองสังหารเทพดูเช่นกัน”
เขาต้องการที่จะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น และเขาก็ยังได้กลายเป็นพันธมิตรกับอ๋องจิ่วเยี่ยที่มีความเกลียดชังกับเผ่าเทพอย่างลึกซึ้งอีกด้วย
หลังจากนั้นโยวเยี่ยจุนก็ได้แสดงความจริงใจออกมา เขากล่าวว่า “หลังจากนี้อีกไม่นาน โบราณสถานขององค์จักรพรรดิกุ่ยจวินก็จะเปิดออกแล้ว ข้าจะส่งคนเข้าไปค้นหามัน บางทีอาจจะสามารถได้รับการสืบทอดสิ่งที่องค์จักรพรรดิกุ่ยจวินเคยเหลือทิ้งเอาไว้ในโบราณสถานได้ หากมีคนได้รับสืบทอด อาจจะสามารถรู้ถึงตำแห่งของต้นกำเนิดแดนวิญญาณได้ก็เป็นได้!”
“อื้ม! ข้าเข้าใจแล้ว! เป็นกุ่ยจวินอย่างนั้นสินะ” จิ่วเยี่ยกล่าวด้วยเสียงอันทุ้มต่ำ
โยวเยี่ยจุนกล่าวถามว่า “ไม่ทราบว่าอ๋องจิ่วเยี่ยยังมีเรื่องอื่นที่ต้องการจะบอกข้าอีกหรือไม่”
จิ่วเยี่ยกล่าวอย่างเย็นชาว่า “หมอปีศาจผู้เป็นเจ้าหอของหอหมอปีศาจ คือพระชายาของข้า! ข้าคิดว่าเจ้าน่าจะรู้ว่าควรต้องทำเช่นไร”
เมื่อเขาพูดคำนี้จบ เขาก็ได้หายไปต่อหน้าต่อตาโยวเยี่ยจุน
โยวเยี่ยจุนตะลึงงันไปเล็กน้อย “คนผู้นี้ช่างนิสัยเสียจริง ๆ เลย! แต่การมีความสามารถที่แข็งแกร่งเช่นนี้ หากมีนิสัยเสียก็เป็นเรื่องปกติเช่นกัน!”
“การที่มีคนที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้จับตามองอยู่ ไม่รู้เลยว่าคนของเผ่าเทพเหล่านั้นจะต้องอยู่อย่างหวาดระแวงไปทุกวันหรือไม่!” และรอยยิ้มอันแปลกประหลาดก็ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของโยวเยี่ยจุน
“ประโยคสุดท้ายนั้นของเขา เจ้าหอของหอหมอปีศาจเป็นพระชายาของเขา! หอหมอปีศาจ…” โยวเยี่ยจุนพึมพำ
“เด็ก ๆ! จงไปนำข้อมูลที่เกี่ยวกับหอหมอปีศาจที่มีทั้งหมดมาให้ข้า”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท!”
ถึงโยวเยี่ยจุนเป็นผู้ควบคุมแดนวิญญาณทั้งหมด แต่เขาก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องเล็กน้อยมานานมากแล้ว เพราะอย่างไรเสียเขาก็มีลูกชายที่พึ่งพาได้มากมายอยู่แล้ว
หลังจากที่ตรวจสอบเรื่องของหอหมอปีศาจ ผลของมันก็ทำให้องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณประหลาดใจเล็กน้อย คิดไม่ถึงเลยว่าหอหมอปีศาจจะสร้างอำนาจไปในดินแดนต่างๆได้อย่างต่อเนื่องเช่นนี้
เขาได้แต่คิดในใจว่า ดูเหมือนอ๋องจิ่วเยี่ยกำลังวางแผนที่จะแก้แค้นเผ่าเทพจริง ๆ คิดไม่ถึงเลยว่าผู้หญิงของเขาจะเป็นนักปรุงยาที่เก่งกาจเช่นนี้
นี่ก็เท่ากับว่าเขาได้กระจายพลังอันแข็งแกร่งไปยังดินแดนต่าง ๆ แล้ว ซึ่งทั้งเครือข่ายและทรัพยากรเหล่านี้ ไม่อาจดูถูกได้เลย!
เมืองอวู่ซวงก็เปิดหอหมอปีศาจแล้วเช่นกัน คิดไม่ถึงเลยว่าอวู่ซวงจะมีความเกี่ยวข้องกับหอหมอปีศาจด้วย
ความหมายของอ๋องจิ่วเยี่ยคือไม่ต้องการให้พวกไปขัดขวางการพัฒนาของหอหมอปีศาจ และต้องให้ความร่วมมือในช่วงเวลาที่เหมาะสมด้วยอย่างนั้นหรือ
“แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้นเอง เพื่อยานิพพานหวนคืน จะช่วยสักหน่อยจะเป็นไรไป อย่างไรเสียอวู่ซวงก็เป็นลูกชายที่ทำให้ข้าพึงพอใจที่สุดแล้ว!” องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณกล่าว
หลังจากที่จิ่วเยี่ยกลับมาถึงแดนนรกแล้ว จื่อโยวก็ถามขึ้นมาว่า “เยี่ย เจ้าคิดว่าคำพูดของตาแก่โยวเยี่ยจุนผู้นั้นจะมีความจริงอยู่มากแค่ไหน”