ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2669 ไม่สละสิทธิ์แน่
การประชุมศักดิ์สิทธิ์ของทั้งสิบแปดเขตแดนได้เริ่มขึ้นแล้ว นี่คือสิ่งที่ในแต่ละเขตแดนของแดนวิญญาณจะต้องจัดขึ้นในทุก ๆ สิบปี
การประชุมศักดิ์สิทธิ์จัดขึ้นที่จัตุรัสลอยฟ้าอันยิ่งใหญ่และงดงามที่สุดของเมืองเทียนจี๋ บรรดาผู้แข็งแกร่งที่ได้รับเชิญมาจากสถานที่ต่าง ๆ ก็ทยอยเข้ามานั่งทีละคน
ด้านหน้าสุดของสถานที่จัดงานถูกแบ่งพื้นที่หลักออกเป็นสิบเก้าแห่ง ซึ่งมันก็คือตำแหน่งของเจ้าเมืองหลักทั้งสิบแปดและลูกน้องของพวกเขา
เจ้าเมืองแต่ละแห่งทยอยเข้ามานั่งในตำแหน่งของตนเอง ส่วนตำแหน่งขององค์รัชทายาทก็อยู่ตรงกลางสุด ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่เหมือนกับหมู่ดาราร่วมสรรเสริญดวงเดือนก็มิปาน
นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ขนาดใหญ่อีกแห่งที่เป็นของลูกหลานองค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณผู้ไม่มีสิทธิ์กลายเป็นเจ้าเมืองหลัก แต่เป็นเหล่าองค์หญิงองค์ชายที่มีสายเลือดของราชวงศ์แห่งแดนวิญญาณไหลเวียนอยู่
โยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นไม่อยากจะมาเลยสักนิดเดียว ตอนนี้เขาแทบรอที่จะไปเก็บตัว เพื่อไม่ให้มีผู้ใดพบเห็นเขาไม่ไหวอยู่แล้ว
แต่เขาก็ไม่สามารถขาดการประชุมศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิบแปดเขตแดนได้เช่นกัน เพราะหากไม่มาเข้าร่วมก็จะถือว่าสละตำแหน่งของเจ้าเมืองไปนั่นเอง
ถึงแม้ว่าจะได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือถุกโจมตีอย่างหนัก โยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นก็ยังคงไม่ยอมสละตำแหน่งเจ้าผู้ครองเขตแดนอยู่ดี
ทันทีที่โยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นปรากฏตัว เขาก็ได้รับสายตาที่ดูถูกเหยียดหยามจากเหล่าพี่น้องของเขา ในวันนั้นมีคนเห็นมากมาย ฉะนั้นมันจะซ่อนจากสายตาของพวกเขาได้อย่างไร
หมัดของโยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นกำแน่น จนกระดูกของเขามีเสียงเอี๊ยดอ๊าดดังออกมาเลยทีเดียว
ยอดฝีมือที่เขานำมาด้วยส่วนใหญ่ได้ถูกเขาฆ่าตายไปหมดแล้ว ซึ่งทางด้านของฝั่งเมืองฉื้ออวิ๋นในตอนนี้ นอกจากเขาแล้วก็เหลือเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
มีคนกล่าวเยาะเย้ยว่า “โยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นยังจะกล้ามาอีกหรือนี่”
“หากเป็นข้า คงตายเพื่อไถ่โทษไปนานแล้ว คิดไม่ถึงว่าเขาจะไม่ยอมสละแม้แต่ตำแหน่งเจ้าครองเขตแดนด้วยซ้ำ”
“ผู้ใดจะยอมปล่อยให้คนเช่นนี้มาเป็นเจ้าเมืองกัน”
เมื่อเวลาผ่านไป การประชุมศักดิ์สิทธิ์ของทั้งสิบแปดเขตแดนก็กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว แต่ทว่าเขตแดนหนึ่งของทั้งสิบแปดเขตแดนหลักกลับยังไม่มา
“โยวเยี่ยอวู่ซวงยิ่งใหญมากหรืออย่างไร เหตุใดถึงยังไม่มาอีก นี่คิดจะให้พวกเรามากมายขนาดนี้รอเขาเพียงคนเดียวอย่างนั้นหรือ”
และในตอนนี้ คนของเมืองอวู่ซวงก็ได้มาถึงแล้ว
คนที่เป็นผู้นำไม่ใช่คนที่พวกเขาต้องการเจอ แต่เป็นสาวน้อยที่ดูสูงศักดิ์ในชุดสีม่วงคนหนึ่ง แล้วโยวเยี่ยอวู่ซวงล่ะ
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “ฝ่าบาทจี๋ อาเล็กของข้ายังมีเรื่องที่ต้องจัดการอีกเล็กน้อย ดังนั้นจึงอาจจะมาสายไปสักหน่อย แต่เขตแดนอวู่ซวงของข้ายังไม่ได้สละสิทธิ์นะเจ้าคะ”
โยวเยี่ยเสียกล่าวว่า “หากตัวคนไม่มาก็จะถือว่าสละสิทธิ์”
“ดูเหมือนว่าจะไม่มีกฏนี้นะเจ้าคะ! เว้นแต่ว่าคนของเมืองอวู่ซวงจะไม่มาเลยสักคนเดียว เช่นนั้นถึงจะถือว่าสละสิทธิ์มิใช่หรือเจ้าคะ”
มู่เฉียนซีและพรรคพวกได้เดินมาถึงตำแหน่งที่เป็นของเมืองอวู่ซวง หลังจากนั้นมู่เฉียนซีก็นั่งลงบนเก้าอี้อันงดงามที่ตั้งอยู่ด้านหน้าสุดอย่างสงบ
นี่คือตำแหน่งของเจ้าเมืองอวู่ซวง คิดไม่ถึงว่าสาวน้อยที่ไม่ได้เป็นคนของแดนวิญญาณจะกล้ามานั่งตำแหน่งนี้ได้ ซึ่งนี่ก็ทำให้ทุกคนต่างพากันตะลึงงันไปทันที
“มู่เฉียนซี เจ้าอวดดีเกินไปแล้ว! นั่นมันไม่ใช่ที่ที่เจ้าจะสามารถนั่งได้” มีคนกล่าวตำหนิ
มู่เฉียนซีกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ที่นั่งนี้เป็นของอาเล็กของข้า ส่วนผู้ที่มีสิทธิ์ตัดสินใจว่าให้ใครนั่งได้หรือไม่นั้น ก็มีเพียงอาเล็กของข้าเท่านั้นที่สามารถทำได้ พวกเจ้าคิดว่าตนเองเป็นใครมิทราบ”
“นางเด็กจอมอวดดีคนนี้นี่!” พวกเขาจ้องไปที่นางด้วยสายตาที่โกรธเคือง
ในเวลานี้ เสียงระฆังที่ทุ้มต่ำก็ดังก้องกังวานออกมา และโยวเยี่ยจี๋ก็ลุกยืนขึ้น
ความกดดันที่แข็งแกร่งได้สร้างระลอกคลื่นบนท้องฟ้าเหนือจตุรัสแห่งนี้ ซึ่งนั่นก็ทำให้ผู้คนในสถานที่แห่งนี้ไม่กล้าส่งเสียงดังอีกต่อไป
หลังจากนั้นเสียงของโยวเยี่ยจี๋ก็ดังกึกก้องไปทั่วทุกหนทุกแห่ง เขากล่าวว่า “งานประชุมศักดิ์สิทธิ์ของสิบแปดเขตแดนในครั้งนี้ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว”
งานประชุมของทั้งสิบแปดเขตแดนหลักนั้นเรียบง่ายเป็นอย่างมาก และสิ่งแรกที่เริ่มต้นขึ้นก็คือการแข่งขันระหว่างองค์ชายแต่ละคน
ปีนี้พวกเขามีโอกาสในการท้าทายเจ้าเมืองหนึ่งครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าโยวเยี่ยอวู่ซวงนั้นเป็นคู่ต่อสู้ที่น่าท้าทายมากที่สุดแล้ว
แต่ทว่าเขากลับไม่อยู่ ดังนั้นสีหน้าของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความผิดหวัง
มีคนเอ่ยปากกล่าวว่า “ในเมื่อโยวเยี่ยอวู่ซวงไม่มา พวกเราก็ไม่มีคู่ต่อสู้ที่เหมาะจะท้าทายได้อีกแล้วน่ะสิ!”
“หากโยวเยี่ยอวู่ซวงสละสิทธิ์แล้วละก็ ตำแหน่งนั้นก็จะต้องว่างมิใช่หรือ!”
“……”
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “เจ้าพวกคนกลุ่มนี้ คิดว่าอาเล็กของข้าจัดการได้ง่ายดายขนาดนั้นจริง ๆ หรือ ที่นี่มีคนที่จัดการได้ง่ายกว่าเสียอีก พวกเจ้าไม่รู้หรืออย่างไร”
“ใครกัน ใครที่จัดการได้ง่ายกว่า” ผู้คนต่างรู้ดีว่า เจ้าเมืองของเมืองอวู่ซวงเพิ่งจะกลับมายังแดนวิญญาณ ฉะนั้นจึงมีความสามารถที่อ่อนแอยิ่ง
และการที่เขาสามารถบรรลุระดับมหาจักรพรรดิวิญญาณได้นั้น เป็นเพราะตอนที่ไปยังเขตต้องห้ามของแดนวิญญาณครั้งที่แล้ว เขาโชคดีได้รับสืบทอดมรดกจึงสามารถบรรลุได้
แม้ว่าจะบรรลุระดับมหาจักรพรรดิวิญญาณแล้ว แต่ก็เป็นมหาจักรพรรดิวิญญาณขั้นต่ำอยู่ดี ซึ่งมันก็ถือว่าอ่อนแอกว่าเจ้าเมืองคนอื่น ๆ และยังอ่อนแอกว่าพวกเขาหลายคนที่อยู่ที่นี่อีกด้วย หากไม่ท้าทายเขาแล้วจะท้าทายใครได้อีก
“แน่นอนว่าต้องเป็นโยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นอยู่แล้ว เมื่อไม่กี่วันก่อนมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นกับโยวเยี่ยฉื้ออวิ๋น ทำให้ร่างกายของเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ห่างไกลจากสภาพที่สมบูรณ์มากทีเดียว และยังถือได้ว่าเป็นคนที่จัดการได้ง่ายที่สุดแล้ว หากพวกเจ้าไม่เชื่อข้าแล้วละก็ สามารถส่งใครสักคนไปลองดูก่อนก็ได้นะ” ตอนนี้มู่เฉียนซีวางแผนที่จะชักนำภัยพิบัติไปสู่โยวเยี่ยฉื้ออวิ๋น และทำให้เขาต้องตกหลุมพรางนั้นอีกครั้ง
ผู้คนต่างตะลึงงันไปทันที ตอนนี้เกิดปัญหาขึ้นกับโยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นจริงๆอย่างนั้นหรือ
ถึงจะเล่นอย่างบ้าคลั่งเกินไปหน่อยก็ช่างมันเถอะ แต่นี่ถึงขนาดเอาความแข็งแกร่งของตนเองลงไปเล่นจนหมดเลยหรือ
พวกเขาต่างก็รู้เรื่องที่น่าอับอายของโยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นอยู่แก่ใจ ดังนั้นจึงมีคนกล่าวขึ้นมาว่า “เช่นนั้นข้าจะไปลองดู! ทางที่ดีเจ้าอย่าหลอกข้าจะดีกว่า!”
“ข้าต้องการท้าทายโยวเยี่ยฉื้ออวิ๋น!”
โยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นกำหมัดเอาไว้แน่น สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นคล้ำยิ่งกว่าก้นหม้อเสียอีก
เขาจ้องมองไปที่มู่เฉียนซีด้วยแววตาที่ลุกเป็นไฟ คิดไม่ถึงเลยว่าผู้หญิงคนนี้จะจงใจหาเรื่องเขาเช่นนี้ นางจะปล่อยเขาให้ผ่านงานประชุมเขตแดนทั้งสิบแปดไปอย่างสงบไม่ได้เลยหรืออย่างไรกัน
บัดซบเอ้ย!
ทำให้โยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นโกรธแล้วจะทำไมล่ะ อย่างไรเสียเขาในตอนนี้ก็ไม่สามารถพุ่งเข้ามาโจมตีมู่เฉียนซีได้อยู่แล้ว และทำได้เพียงรับการต่อสู้อย่างจำใจเท่านั้น!
ความสามารถของโยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก คนที่มาท้าทายเขาไม่ใช่องค์ชายที่มีความสามารถโดดเด่นเท่าไรนัก แต่เขาต่อสู้เพื่อลองดูสภาพของโยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นเท่านั้น และการต่อสู้ในครั้งนี้ก็ทำให้เห็นว่าความสามารถของโยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นลดลงมากจริง ๆ
หลังจากนั้นแววตาของผู้คนต่างก็เปล่งประกายขึ้นมาทันที ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีโอกาสมากขึ้นแล้วสินะ!
ถึงจะเจอกับอุปสรรคแต่ก็ยังเหนือกว่าคนอื่น และแม้ว่าโยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นจะโดนยาพิษของมู่เฉียนซี จนความสามารถอ่อนแอลง แต่ใช่ว่าตัวละครธรรมดาจะสามารถเอาชนะเขาได้อยู่ดี
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตามมากลับยิ่งยุ่งยากมากขึ้นไปอีก
เมื่อคนเหล่านี้รู้ว่าความสามารถของเขาย่ำแย่ลง ก็เริ่มท้าทายเขาทีละคน ซึ่งมันก็ทำให้โยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นโกรธจนแทบกระอักเลือดออกมาเลยทีเดียว
เดิมทีแล้วนี่จะต้องเป็นจุดจบของโยวเยี่ยอวู่ซวง เหตุใดถึงกลายมาเป็นเขาไปเสียได้ เพราะอะไรกัน
โยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นในตอนนี้กำลังเสียใจอย่างสุดซึ้ง หากเขามีโอกาสอีกครั้ง วันนั้นเขาไม่มีทางไปที่ตำหนักพั่วจูอย่างแน่นอน และเขาก็จะไม่แข่งขันกับมู่เฉียนซีด้วย
แน่นอนว่าเขาจะไม่มีความคิดเช่นนั้นกับแม่สาวน้อยผู้นั้นเลย และไม่มีทางไม่เจียมตัวคิดจะไปแย่งหัวใจแห่งภูตวิญญาณกับนางอีกด้วย บางทีตอนนี้เขาอาจจะไม่ต้องมีสภาพที่น่าสังเวชเช่นนี้ก็เป็นได้
ตูมมม โครมมม!
การต่อสู้อันดุเดือดบนเวทีแข่งขันกลางจัตุรัส ก็ยังคงดำเนินต่อไป
ถึงผู้ท้าชิงจะเปลี่ยนไปหลายคนแล้ว แต่ทว่าโยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นกลับยังคงยืนอยู่ตรงนั้นได้อยู่ดี
ในตอนที่เขากำลังจะถึงขีดจำกัด ก็มีชายหนุ่มที่มีกลิ่นอายอันแข็งแกร่งขึ้นมาต่อสู้กับโยวเยี่ยฉื้ออวิ๋น จนในที่สุดโยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นก็ล้มลงไปในที่สุด
พรวดด!
สีหน้าของเขาซีดเผือดไปทันที นี่เขากำลังจะเปลี่ยนจากเจ้าเมืองผู้มากความสามารถกลายไปเป็นเพียงองค์ชายธรรมดาอย่างนั้นหรือ ให้ตายเถอะ!
บนใบหน้าของชายหนุ่มผู้นั้นเผยรอยยิ้มบาง ๆ ออกมา เขากล่าวว่า “เสด็จพี่ฉื้ออวิ๋น ยอมแพ้แล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ”
เนื่องจากว่าองค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณมีลูกชายมากมาย ฉะนั้นการจัดอันดับอายุจึงเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก ดังนั้นโดยทั่วไปแล้วผู้ที่มีความสามารถแข็งแกร่งจะถูกเรียกว่าเสด็จพี่ ส่วนความสามารถที่อ่อนแอกว่าจะเป็นน้อง
ด้วยเหตุนี้การที่ตอนนี้ชายหนุ่มผู้นั้นเรียกโยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นว่าเสด็จพี่ จึงเป็นเรื่องที่ทำให้เขาอับอายอย่างไม่ต้องสงสัยเลย!
โยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นพาคนออกไปจากสถานที่จัดงานด้วยความเดือดดาล โดยไม่มีความคิดที่จะชิงเอาชัยชนะกลับมาอีก
ความสามารถของเขาในตอนนี้ย่ำแย่มาก และมีแต่จะทำให้ตนเองต้องพบกับความอับอายเท่านั้น
ก่อนที่จะเดินจากไปเขาทำได้เพียงเหลือบมองมู่เฉียนซีด้วยสายตาที่เดือดดาล เขากล้าแค่จ้องมองนางเท่านั้น แต่ไม่กล้าแม้แต่จะคิดแก้แค้นเลยด้วยซ้ำ เพราะชายที่ทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวอย่างสุดซึ้งนั้นเป็นคนที่เขาไม่สามารถรุกรานได้
เมื่อเจ้าเมืองคนใหม่ถือกำเนิดขึ้น และเข้าแทนที่เจ้าเมืองคนเก่า มันจึงทำให้ทั่วทั้งงานเดือดพล่านอยู่ระยะหนึ่ง
มีคนท้าทายเจ้าเมืองคนใหม่ แต่ทว่าคนผู้นี้แข็งแกร่งมาก ซึ่งมันก็ทำให้ทุกคนต่างยอมแพ้ไปอย่างรวดเร็ว และพวกเขาก็ยังคงคิดที่อยากจะท้าทายมู่อวู่ซวงอยู่
“ข้าว่าฝ่าบาทอวู่ซวงคงไม่ได้กลัวหรอกกระมัง ตอนนี้ก็ยังไม่เห็นว่าเขาจะมาเลย งานประชุมศักดิ์สิทธิ์เริ่มมานานขนาดนี้แล้ว หากเขาหลีกเลี่ยงการปรากฏตัวเช่นนี้ ไม่สู้สละสิทธิ์ไปเลยไม่ดีกว่าหรือ”