ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2671 ปล่อยให้เป็นหน้าที่อาเอง
ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังจะลงมือ ร่างเงาสีม่วงกลับหายไปต่อหน้าต่อตาเขาทันที
ซึ่งเขาก็มองไม่เห็นเลยว่ามู่เฉียนซีลงมืออย่างไร
แกร่ก! แกร่ก!
หลังจากที่ได้ยินเสียงสองสามครั้ง เขาก็ไม่รู้เลยว่ากระดูกในร่างกายของเขาหักไปกี่ท่อนแล้ว
ร่างของเขาถูกโจมตีจนลอยกระเด็นออกไปจากเวทีการประลองราวกับลูกกระสุนปืนใหญ่ก็มิปาน
พรวดดดดด!
การโจมตีในครั้งนี้ ได้โจมตีจนมีดาวขึ้นอยู่เหนือศรีษะของเขาเลยทีเดียว
ทุกคนต่างจ้องมองฉากนี้ด้วยความตกตะลึง องค์ชายผู้นี้ถูกจัดการภายในเสี้ยวอึดใจ! แค่เสี้ยวอึดใจเท่านั้น!
ที่แท้พลังการต่อสู้ทางกายภาพของหลานสาวฝ่าบาทอวู่ซวงนั้นก็แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ จำเป็นต้องบอกเลยว่ารูปร่างหน้าตาภายนอกของนางนั้นช่างหลอกลวงมากจริง ๆ
มู่เฉียนซีที่ยืนอยู่บนเวทีประลองกล่าวอย่างเย็นชาว่า “มีระดับแค่นี้ ยังกล้ามาท้าทายอาเล็กของข้าอีก แค่ข้าพวกเจ้ายังผ่านด่านไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ”
“ยังมีคนต้องการจะสู้อีกหรือไม่” มู่เฉียนซีกล่าวถาม
“แน่นอน!” และทันใดนั้นชายหนุ่มในชุดสีขาวคนหนึ่งก็พุ่งทะยานขึ้นไปบนเวทีการประลอง
เขาไม่แม้แต่จะให้โอกาสมู่เฉียนซีได้ตอบสนอง อย่างไรเสียความพ่ายแพ้ที่น่าสังเวชของชายก่อนหน้านี้ ก็ทำให้พวกเขาได้รับบทเรียนมาบ้างแล้วเช่นกัน
ปัง ปัง ปัง!
และการโจมตีของเขาก็ถูกโล่ปีกทมิฬสกัดกั้นเอาไว้ได้อีกครั้ง
ตูมมม โครมม!
มู่เฉียนซีไม่สนใจต่อการโจมตีของเขาเลยแม้แต่น้อย นางเดินอย่างไร้จุดหมายไปบนเวทีการประลอง ซึ่งความเฉยเมยเช่นนี้ก็ทำให้คนโกรธจนแทบบ้าคลั่งเลยทีเดียว
“แม่สาวน้อย เจ้าจะกำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว เจ้าก็แค่อาศัยการคุ้มครองของมหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์เทพป้องกันเท่านั้น” เขากล่าวด้วยความโกรธเคือง
อาวุธของเขาคือหอกยาวด้ามหนึ่ง มันทั้งแหลมคมและอันตรายเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งมันก็พุ่งเข้าใส่มู่เฉียนซีด้วยพลังอันท่วมท้น
สิ่งนี้ก็คือมหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์เทพเช่นกัน ฉะนั้นบางทีการที่มหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์เทพปะทะกับมหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์เทพ ก็อาจจะทำให้โล่นี่ถูกทำลายลงก็เป็นได้ ซึ่งคนของเมืองอวู่ซวงอดที่จะเป็นกังวลไม่ได้เลยจริง ๆ!
แต่ทว่ามู่เฉียนซีกลับยังคงนิ่งสงบเป็นอย่างมาก เพราะโล่ปีกทมิฬที่เต็มไปด้วยพลังของจิ่วเยี่ย จะถูกหอกยาวจากที่ไหนก็ไม่รู้มาทำลายได้อย่างไรกัน
ตูมมมม!
และหอกยาวด้ามนั้น ก็ถูกโล่ที่เต็มไปด้วยพลังแห่งความมืดสกัดกั้นเอาไว้ได้ และมันก็ไม่สามารถสร้างความเสียหายได้เลยแม้แต่น้อย
หลังจากนั้น ร่างของมู่เฉียนซีก็สว่างวาบขึ้น และเข็มยาจำนวนนับไม่ถ้วนก็พุ่งจู่โจมไปที่เขาราวกับห่าฝนก็มิปาน
เขารีบหลบหลีกอย่างรวดเร็ว หลังจากที่หลบหลีกได้แล้วก็กล่าวว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าต้องการจะทำอะไร เจ้าจะไม่ให้ข้าใช้พลังแห่งภูตวิญญาณ และต้องการให้ข้าสู้กับเจ้าอย่างยุติธรรมสินะ ข้าเห็นด้วย”
เขาสะกดพลังวิญญาณในร่างของเขาเอาไว้ เนื่องจากว่าการโจมตีที่รุนแรงที่สุดของเขาได้ถูกป้องกันเอาไว้อย่างสมบูรณ์ และหากเขาไม่อยากเปลืองแรงอีกต่อไป ก็ไม่สู้ใช้ร่างกายต่อสู้กับหญิงสาวผู้นี้ไปตรง ๆ ไม่ดีกว่าหรือ
ชายคนเมื่อครู่เป็นเพียงคนไร้ประโยชน์ ดังนั้นจึงได้พ่ายแพ้! แต่เขาไม่มีทางแพ้อย่างแน่นอน
มู่เฉียนซีกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ได้สิ!”
เมื่อโล่ปีกทมิฬหายไป มู่เฉียนซีก็เข้าใกล้คู่ต่อสู้ได้ภายในพริบตาเดียวเท่านั้น
ร่างของนางเต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ที่เย็นยะเยือก ซึ่งนางก็พุ่งเข้าจู่โจมคู่ต่อสู้อย่างดุเดือด
ปังง!
ในตอนที่การโจมตีของมู่เฉียนซีมาถึง อีกฝ่ายก็รีบหลบอย่างรวดเร็ว คิดไม่ถึงเลยว่าพลังนั้นจะทำให้แขนของเขาชาไปเลยทีเดียว!
ทันใดนั้น การโจมตีของมู่เฉียนซีก็พุ่งเข้ามาอีกครั้ง ด้วยความเร็วเช่นนี้ หากไม่ได้ใช้พลังวิญญาณเขาก็ไม่สามารถสกัดกั้นเอาไว้ได้เลย
ฉัวะ ฉัวะ ฉัวะ!
ตอนนี้เขาถูกมู่เฉียนซีโจมตีเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งมันอันตรายมากจริง ๆ
หลังจากที่สัมผัสได้ถึงอันตราย เขาก็ไม่สามารถควบคุมพลังวิญญาณของตนเองได้อีกต่อไป
ปังง!
มู่เฉียนซีก้าวถอยหลังไปอย่างรีบร้อน และโล่ปีกทมิฬก็เข้ามาหยุดการโจมตีนี้เอาไว้
และผู้คนก็โกลาหลขึ้นมาทันที “นี่มันหลอกลวงกันนี่ ไหนบอกว่าจะไม่ใช้พลังแห่งภูตวิญญาณอย่างไรเล่า!”
“ใช่แล้ว! เจ้าคนหลอกลวง!”
“……”
เขากล่าวว่า “ศึกไม่หน่ายเล่ห์ ในเมื่อมู่เฉียนซีใช้โล่ที่พวกเรายากที่จะทำลายได้แล้ว หรือจะไม่อนุญาตให้พวกเราใช้กลยุทธ์บ้างหรืออย่างไรกัน”
และเมื่อเทียบพลังในการต่อสู้ทางกายภาพแล้ว เขาก็คิดไม่ถึงเลยว่าจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของแม่นางน้อยที่บอบบางอย่างมู่เฉียนซีเช่นนี้!
ด้วยความแข็งแกร่งนี้ของนาง คาดว่าคนในกลุ่มของพวกเขาไม่น่าจะมีใครสามารถสู้นางได้แน่นอน เช่นนั้นก็มีแต่ต้องเปลี่ยนกลยุทธ์เท่านั้น
จะต้องผลาญพลังป้องกันของโล่นั่น หากคนเดียวไม่สามารถผลาญได้หมด พวกเขาก็ยังมีคนอีกมากมาย พวกเขาไม่เชื่อหรอกว่ามันจะผลาญไม่หมด
เขาไม่เชื่อหรอกว่าแค่ใช้มหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์เทพป้องกันที่ไม่จำเป็นต้องใช้พลังวิญญาณนี้ จะสามารถทำให้นางยืนหยัดต่อไปจนจบได้
ตูมมมม โครมม!
เสียงระเบิดของการโจมตีอันบ้าคลั่งที่คุ้นเคยดังออกมาจากสนามประลอง
ในเวลานี้ ร่างเงาสีขาวร่างหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศ และทันใดนั้นก็มาปรากฏตัวอยู่บนเวทีการประลองอย่างกะทันหัน
ชายผู้นั้นงดงามราวกับหยกอย่างไม่มีที่ติ ความสุภาพอ่อนโยนและความสูงส่งสง่างามนั้นก็ดุจหยกอันล้ำค่า แต่ทว่าดวงตาที่อ่อนโยนคู่นั้นในเวลานี้กลับแผ่กระจายความเย็นยะเยือกออกมา
“พวกเจ้านี่ช่างใจกล้าจริง ๆ ฉวยโอกาสตอนที่ข้าไม่อยู่ มารังแกซีเอ๋อร์ของข้า! คิดว่าข้าจะไม่มาจริง ๆ หรือ คิดว่าข้าจะปล่อยให้พวกเจ้ามายึดครองเมืองอวู่ซวงของข้าได้หรืออย่างไรกัน”
ทันใดนั้นแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวก็ระเบิดออกมา ซึ่งทุกคนที่อยู่ในสถานที่แห่งนี้ล้วนประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง
“พระเจ้า! มหาจักรพรรดิวิญญาณระดับเก้า ภายในพริบตาเดียวความสามารถของฝ่าบาทอวู่ซวงก็พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดขนาดนี้เลยหรือ”
“ได้ยินมาว่าฝ่าบาทเฉียนซีได้รับหัวใจแห่งภูตวิญญาณมาจากตำหนักพั่วจูเม็ดหนึ่ง และวันนี้ฝ่าบาทอวู่ซวงก็สามารถผสานเข้ากับหัวใจแห่งภูตวิญญาณได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ดังนั้นความสามารถถึงได้ยกระดับมาถึงขนาดนี้ได้”
“จากนี้ไปมาดูกันว่าใครยังจะกล้าปฏิบัติเหมือนฝ่าบาทอวู่ซวงเป็นคนอ่อนแออีก!”
มู่อวู่ซวงร่อนลงมาบนเวทีการประลอง และพลังวิญญาณที่สะสมอยู่ในร่างกายของเขาก็ถูกปลดปล่อยออกมา ซึ่งมันก็ทำให้ชายที่อยู่ตรงหน้านี้รู้สึกสั่นสะท้านไปด้วยความหวาดกลัว ซึ่งมันก็ทำให้เขาอยากที่จะเผ่นแน่บไปเลยจริง ๆ
มู่อวู่ซวงในตอนนี้ ไม่เหมือนกับคนที่เพิ่งจะบรรลุมหาจักรพรรดิวิญญาณระดับเก้าสำเร็จเลย เพราะพลังของเขาเหมือนว่าจะเหนือกว่าคนที่บรรลุมหาจักรพรรดิวิญญาณระดับเก้ามานานแล้วเหล่านั้นเสียอีก
พลังของหัวใจแห่งภูตวิญญาณช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน ซึ่งนี่ก็ทำให้ทุกคนต่างจ้องมองไปที่มู่อวู่ซวงด้วยดวงตาที่ลุกเป็นไฟ
น่าเสียดายที่หัวใจแห่งภูตวิญญาณที่ค้นพบในช่วงนี้มีเพียงเม็ดนี้เท่านั้น ซึ่งตอนนี้มันก็ถูกฝ่าบาทอวู่ซวงดูดซับไปแล้ว
และถึงแม้ว่าพวกเขาจะฆ่าฝ่าบาทอวู่ซวง แต่ก็ไม่สามารถแย่งชิงหัวใจแห่งภูตวิญญาณที่ถูกผสานไปแล้วได้อยู่ดี
โยวเยี่ยเสียจ้องมองไปที่โยวเยี่ยอวู่ซวงด้วยสีหน้าที่มืดมนเป็นอย่างยิ่ง คิดไม่ถึงว่าหัวใจแห่งภูตวิญญาณเพียงเม็ดเดียวจะทำให้เขาพัฒนามาถึงขนาดนี้ได้ ซึ่งมันก็เพียงพอที่จะคุกคามพวกเขาได้แล้ว
ต้องโทษที่โยวเยี่ยจี๋หยุดพวกเขาไว้ ตอนนี้พอมาเห็นความสามารถของโยวเยี่ยอวู่ซวง ก็ไม่รู้ว่าเขาจะเสียใจภายหลังหรือไม่
ด้วยเหตุนี้ดวงตาของโยวเยี่ยเสียจึงเหลือบมองไปที่โยวเยี่ยจี๋ที่อยู่อีกด้านหนึ่ง แต่สีหน้าของโยวเยี่ยจี๋นั้นกลับนิ่งสงบเป็นอย่างมาก
ซึ่งดูเหมือนว่าความสามารถของมู่อวู่ซวงในตอนนี้ จะไม่ส่งผลกระทบอะไรกับเขาเลย
เมื่อเทียบมู่อวู่ซวงในตอนนี้กับองค์ชายที่อยู่บนเวทีประลองคนนั้นแล้ว แน่นอนว่าองค์ชายผู้นั้นไม่มีทางเอาชนะได้เลย
เขาอยากจะยอมแพ้ อยากจะล่าถอย แต่ทว่าโยวเยี่ยอวู่ซวงกลับไม่ให้โอกาสนั้นกับเขาเลย
“ซีเอ๋อร์ เจ้าไปพักผ่อนก่อนเถอะ! ตรงนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่อาเอง” มู่อวู่ซวงกล่าวกับมู่เฉียนซี
หลังจากนั้นมู่เฉียนซีก็ลงจากเวทีการประลอง และมู่อวู่ซวงก็อยู่บนเวทีการประลองเพื่อจัดการคนผู้นั้นแทน
ฉวยโอกาสตอนที่เขาไม่อยู่รังแกซีเอ๋อร์ ช่างบังอาจจริง ๆ!
“อ๊ากกกก!” ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องโหยหวนดังออกมา
เมื่อเผชิญกับมู่อวู่ซวงที่แข็งแกร่งกว่าเขามาก จึงทำให้เขาไม่สามารถตอบโต้ได้เลยแม้แต่น้อย
เขาไม่ได้มีมหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์เทพป้องกันเหมือนมู่เฉียนซี แน่นอนว่าเขาย่อมต้องพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย
และสำหรับเขาก็มีคำเดียวเท่านั้น คือน่าอนาถ!
ตึงง!
หลังจากที่คนผู้นั้นกลิ้งตกลงไปจากเวทีการประลอง มู่อวู่ซวงที่ยืนอยู่บนเวทีการประลองก็กล่าวถามขึ้นมาว่า “มีใครต้องการจะท้าทายข้ามู่อวู่ซวงอีกหรือไม่”
คนที่ร้องอยากจะท้าทายกับมู่อวู่ซวงก่อนหน้านี้ ต่างไม่มีใครกล้าเอ่ยปากเลยแม้แต่คนเดียว
ความสามารถของมู่อวู่ซวงในตอนนี้ สามารถเทียบเคียงกับเจ้าเมืองที่อยู่ด้านบนสุดของพีระมิดได้แล้ว
หากพวกเขาท้าทายมู่อวู่ซวง แน่นอนว่านั่นต้องเป็นการรนหาที่ตายอย่างสิ้นเชิง
.