ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2676 ดูถูกพวกนาง
เป็นที่หนึ่งเหมือนกันอย่างนั้นหรือ คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นที่หนึ่งเหมือนกัน และทุกคนต่างก็ตกอยู่ในความโกลาหล
นี่คือสิ่งที่องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณเป็นคนตัดสินใจ แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมาอยู่แล้ว
องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณกล่าวว่า “การประลองที่เหลือ จะแข่งต่อในวันพรุ่งนี้!”
“พ่ะย่ะค่ะ! ฝ่าบาท!” พวกเขากล่าวตอบ
หลังจากนั้นองค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณก็หายไปต่อหน้าต่อตาของทุกคนภายในชั่วพริบตาเดียว
“อาเล็ก!” มู่เฉียนซีรีบพุ่งขึ้นไปบนเวทีการประลองด้วยความรวดเร็ว
เข็มยาจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งออกมาจากปลายนิ้วของนาง และฝังมันเข้าไปในร่างกายของมู่อวู่ซวง เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บให้กับอาเล็กของตนเอง
“องค์รัชทายาท!” คนของโยวเยี่ยจี๋ก็มีการตอบสนองทันทีเช่นกัน ซึ่งพวกเขาก็รีบพุ่งขึ้นมาด้วยความกระวนกระวายใจเป็นอย่างยิ่ง
วิธีการรักษาของมู่เฉียนซีนั้นรวดเร็วมาก ซึ่งความพิเศษนั้นทำให้นักปรุงยาที่อยู่รอบตัวของโยวเยี่ยจี๋ตื่นตะลึงไปทันที นี่คือวิธีการรักษาของหอหมอปีศาจสินะ
“แค่ก แค่ก แค่ก!” และแล้วดวงตาคู่นั้นของมู่อวู่ซวงก็ลืมขึ้น
ผู้คนต่างรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ฝ่าบาทอวู่ซวงได้รับบาดเจ็บสาหัสกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่เหตุใดคนที่ฟื้นขึ้นมาก่อนกลับเป็นฝ่าบาทอวู่ซวงกันเล่า
นี่คือความแตกต่างทางความสามารถในการรักษาของนักปรุงยาอย่างนั้นสินะ!
หอหมอปีศาจ พวกเขานึกถึงหอหมอปีศาจ
คิดไม่ถึงเลยว่ายาน้ำรักษาของหอหมอปีศาจจะใช้ได้ดีขนาดนี้ คนที่เดิมทีไม่ได้สนใจหอหมอปีศาจเหล่านั้นเตรียมที่จะไปซื้อยาลูกกลอนกับยาน้ำของหอหมอปีศาจมาลองใช้บ้างเช่นกัน
มู่เฉียนซีได้พามู่อวู่ซวงกลับไปเพื่อทำการรักษาต่อ และร่างกายที่ได้รับบาดเจ็บนี้ก็ทำให้มู่เฉียนซีรู้สึกปวดใจมากจริง ๆ
เนื่องจากว่าการต่อสู้ระหว่างมู่อวู่ซวงกับโยวเยี่ยจี๋ใช้เวลานานเกินไป ดังนั้นเวลาของการประลองจึงถูกขยายออกไปอีกหนึ่งวัน
และในวันนี้ก็เป็นการแบ่งอันดับกันระหว่างสิบหกเมืองหลัก ซึ่งมู่อวู่ซวงและโยวเยี่ยจี๋ไม่ได้เข้าร่วมด้วย เพราะกำลังพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ
หลังจากที่ได้เห็นการต่อสู้ระดับสุดยอดของยอดฝีมือทั้งสองคนก่อนหน้านี้ การประลองในวันที่สามสำหรับผู้คนแล้วไม่ถือว่าน่าสนใจเท่าไรนัก และหลังจากนั้นไม่นานอันดับความสามารถของทั้งสิบแปดเมืองหลักก็ได้ถูกประกาศออกมา
หลังจากที่มู่อวู่ซวงฟื้นขึ้นมาแล้ว เขาก็มองไปยังมู่เฉียนซีที่เฝ้าดูแลเขาอยู่ข้างกาย
มู่อวู่ซวงกล่าวว่า “อาทำให้ซีเอ๋อร์ต้องเป็นกังวลแล้วสินะ!”
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “ใช่แล้ว! ข้ากังวลสุด ๆ ไปเลยเจ้าค่ะ แต่ว่าข้าก็รู้สึกภูมิใจในตัวอาเล็กด้วยเช่นกัน อาเล็กยอดเยี่ยมมากจริง ๆ ท่านคว้าที่หนึ่งมาได้แล้ว! แม้ว่าจะเป็นที่หนึ่งเสมอกันแต่ก็ยังถือว่าเป็นที่หนึ่งอยู่ดี! ข้าเชื่อว่าอาเล็กต้องใช้เวลาอีกไม่นาน แม้ว่าจะไม่ได้ใช้วิธีการผลาญพลัง แต่ท่านก็ต้องเอาชนะโยวเยี่ยจี๋ได้แน่นอน”
ในเมื่อซีเอ๋อร์มีความเชื่อมั่นในตัวเขามากถึงเพียงนี้ มู่อวู่ซวงก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาในใจทันที
เขากล่าวอย่างอ่อนโยนว่า “ข้าไม่มีทางทำให้ซีเอ๋อร์ต้องผิดหวังอย่างแน่นอน”
โยวเยี่ยจี๋ที่อยู่ในระดับราชันย์วิญญาณ เขาจะต้องแข็งแกร่งกว่าให้จงได้ เพราะเป้าหมายของเขาไม่ได้มีเพียงแค่เอาชนะเขาเท่านั้น
งานประชุมใหญ่ในครั้งนี้ ได้เข้ามาถึงขั้นตอนที่สามแล้ว ซึ่งนี่เป็นโอกาสให้ลูกน้องของเหล่าเจ้าเมืองหลักต่าง ๆ ได้แสดงฝีมือ
ลำดับการขึ้นเวทีประลองยึดตามลำดับของเจ้าเมือง แต่ละกลุ่มจะมีทั้งหมดสิบคน พวกเขาจะต้องเลือกผู้แข็งแกร่งที่แข็งแกร่งที่สุดของแต่ละเมือง โดยที่จะต้องยกเว้นเจ้าเมืองให้มาเข้าร่วมการต่อสู้ในครั้งนี้
และในตอนที่การประลองกำลังจะเริ่มขึ้น ทุกคนต่างเห็นองค์รัชทายาทจี๋ปรากฏตัวออกมา
ดูเหมือนว่าพลังของโยวเยี่ยจี๋ได้รับการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์แล้ว และตอนนี้เขาก็ดูทรงพลัง และกลับมามีชีวิตชีวาดังเดิม
หลังจากนั้นไม่นาน มู่อวู่ซวงเองก็ปรากฏตัวออกมาเช่นกัน ซึ่งมันก็มองไม่ออกเลยว่าเมื่อวันก่อนเขาเพิ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสมา
คิดไม่ถึงเลยว่าทั้งสองคนจะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้
ในตอนที่การประลองกำลังจะเริ่มขึ้น บนสนามแรกมีทั้งหมดสองกลุ่ม คือเมืองอวู่ซวงและเมืองเทียนจี๋ แต่ไม่มีใครกล้าท้าทายเมืองเทียนจี๋เลย
อย่างที่รู้กันว่าลูกน้องของฝ่าบาทจี๋แต่ละคนล้วนเป็นผู้แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่งทั้งนั้น หากผู้ใดกล้าท้าทายก็คือการรนหาที่ตายชัด ๆ!
ส่วนเมืองอวู่ซวงที่ได้อันดับหนึ่งเช่นเดียวกันแต่กลับแตกต่างกัน รากฐานของฝ่าบาทอวู่ซวงนั้นตื้นเขินมาก แม้ว่าจะมีพลังของหัวใจแห่งภูตวิญญาณอยู่ในครอบครองจนแข็งแกร่งขึ้นมากแล้ว แต่เขามีลูกน้องที่แข็งแกร่งเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
สิบคนจากเขตแดนใดก็ได้อย่างนั้นหรือ พวกเขาคาดว่าน่าจะสามารถเอาชนะคนของเมืองอวู่ซวงได้ ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มต่อแถวเพื่อท้าทายเมืองอวู่ซวงที่เป็นอันดับหนึ่งทีละคน
เพราะหากพวกเขาชนะ พวกเขาก็จะกลายเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งเหมือนกันกับเมืองเทียนจี๋ แค่คิดก็เป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งแล้ว!
มีรอยยิ้มเยาะปรากฏขึ้นที่มุมปากของมู่เฉียนซี นางกล่าวว่า “พวกเขาแต่ละคนคงคิดว่าเมืองอวู่ซวงของพวกเรารังแกได้ง่าย ๆ สินะ นี่ไม่ได้รับบทเรียนจากการต่อสู้ก่อนหน้านี้เลยอย่างนั้นหรือ ดูเหมือนว่าต่อไปนี้เมืองอวู่ซวงของพวกเราคงจะต้องแสดงให้พวกเขาได้เห็นและสั่งสอนบทเรียนให้พวกเขาสักหน่อยแล้ว!”
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “เจ้าสัตว์เลี้ยงตัวน้อย ต่อไปก็ลงมือจัดการพวกเขาอย่างไม่ต้องเกรงใจได้เลย!”
มังกรร้ายกล่าวว่า “ได้สิ! ดูการประลองมาหลายวันแล้ว ข้าเองก็คันไม้คันมือเช่นกัน ในที่สุดก็ถึงเวลาให้ข้าได้แสดงฝีมือแล้วสินะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
ร่างของมังกรร้ายเต็มไปด้วยความดุร้าย การต่อสู้อันดุเดือดของเจ้าเมืองเมื่อช่วงที่ผ่านมานี้ได้กระตุ้นความดุร้ายของมันอย่างเต็มที่ หากไม่ใช่เพราะมีมู่เฉียนซีและกั๋วเอ๋อร์อยู่ด้วย คาดว่ามันน่าจะไปทั่วทุกพื้นที่เพื่อหาคนมาต่อสู้ด้วยเป็นแน่
คนของเมืองอวู่ซวงขึ้นไปบนเวทีการประลองอย่างพร้อมเพียงกัน มีคนกล่าวอย่างเหลือเชื่อว่า “ผู้อาวุโสในชุดสีเทานั่นค่อนข้างคุ้นตาเลยทีเดียว เขาเป็นคนระดับราชันย์วิญญาณ! แต่ว่าเป็นราชันย์วิญญาณที่ไม่ได้แข็งแกร่งเท่าไรนัก!”
“คนอื่น ๆ ล้วนเป็นแค่ระดับมหาจักรพรรดิวิญญาณเท่านั้น! นั่นช่างมันเถอะ แต่เหตุใดถึงได้มีเจ้าหนูน้อยกับเด็กสาวตัวน้อยน่ารักอยู่ด้วยล่ะ! นี่เมืองอวู่ซวงไม่มีคนแล้วอย่างนั้นหรือ?”
รูปลักษณ์ของมังกรร้ายยังดูเด็กมากนัก ส่วนเจ้าผลไม้น้อยก็ดูยังไม่โตเลยจริง ๆ
ดวงตาของนางบริสุทธิ์ อีกทั้งยังดูไม่ค่อยมีความกล้าหาญอีกด้วย ซึ่งสาวน้อยน่ารักผู้นี้ก็ทำให้รู้สึกว่านางเป็นเพียงแค่คนอ่อนแอที่ต้องได้รับการปกป้องดูแล และไม่เหมาะกับการต่อสู้อะไรเทือกนี้เลยแม้แต่น้อย
“เก้าคน คนของเมืองอวู่ซวงขาดไปหนึ่งคน! หรือว่าแค่สิบคนก็ยังมีไม่พออย่างนั้นหรือ ฝ่าบาทอวู่ซวงมีพรสวรรค์มากมายเช่นนั้น เหตุใดถึงได้มีลูกน้องที่ไม่สามารถสู้ได้กันล่ะ ช่างน่าเสียดายจริง ๆ!”
“ยังขาดอยู่อีกคน ใครจะสู้”
มู่เฉียนซีกล่าวกับมู่อวู่ซวงว่า “อาเล็ก ข้าขอขึ้นไปยืดเส้นยืดสายหน่อยนะเจ้าคะ อย่างไรเสียพวกเราก็รักษาที่หนึ่งเอาไว้ได้แน่นอน”
มู่อวู่ซวงพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “แน่นอน อาเชื่อว่าพวกซีเอ๋อร์ต้องทำได้แน่นอน”
ทันทีที่มู่เฉียนซีขึ้นไปบนเวที ทุกคนก็กล่าวอย่างประหลาดใจว่า “คิดไม่ถึงเลยว่าฝ่าบาทน้อยเฉียนซีจะขึ้นมาบนเวทีการประลองด้วยตนเอง”
“พลังในการป้องกันของฝ่าบาทน้อยไม่มีผู้ใดสามารถทำลายได้ แต่หากมีเพียงพลังในการป้องกันที่แข็งแกร่งก็ไม่สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้เช่นกัน!”
“ดูเหมือนว่าเมืองอวู่ซวงคงจะจนมุมแล้วจริง ๆ สินะ”
คนกลุ่มแรกที่ท้าทายพวกเขาก็คือคนของเมืองเสีย และเมื่อพวกเขาไม่เห็นว่ามนุษย์เหล็กประหลาดผู้นั้นขึ้นมาบนเวทีด้วย ก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
ในเมื่อไม่มีเจ้าหมอนั่น เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรที่น่ากลัวแล้ว คนของเมืองอวู่ซวงต้องพ่ายแพ้แน่นอน
หลังจากนั้นไม่นานการประลองก็เริ่มต้นขึ้น ซึ่งคนของเมืองเสียก็เลือกคนที่ดูอ่อนแอมากที่สุดก่อน และแน่นอนว่าคนที่ดูอ่อนแอที่สุดก็ต้องเป็นสาวน้อยน่ารักทั้งสองคนนั้นอยู่แล้ว
คิดไม่ถึงเลยว่าพวกเขาจะกล้าโจมตีฝ่าบาทน้อย ซึ่งนี่เป็นการยั่วยุให้คนของเมืองอวู่ซวงคนอื่น ๆ โกรธเคืองอย่างสิ้นเชิง
ความสามารถของพวกเขาต่ำกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งทำให้ยากมากที่จะขวางพวกเขาเอาไว้ได้ แต่มันก็ไม่เป็นไรหรอก!
“จงออกมา!”
ตูมมมม!
ทันใดนั้น บนเวทีการประลองก็มีสัตว์ภูตวิญญาณเจ็ดตัวปรากฏออกมา
ความสามารถของสัตว์ภูตวิญญาณแต่ละตัวนี้แข็งแกร่งมาก ซึ่งมันก็ทำให้ผู้คนทั้งหมดตื่นตกใจทันทีที่พวกมันปรากฏตัวออกมา
“พระเจ้า! สัตว์ภูตวิญญาณพันธสัญญานี่”
“เกิดอะไรขึ้นกับเมืองอวู่ซวงกันแน่ นอกจากจะมีเจ้าเด็กน้อยทั้งสามคนนั้นแล้ว คิดไม่ถึงเลยว่าคนอื่น ๆ จะมีสัตว์ภูตวิญญาณพันธสัญญาด้วย คนของเมืองอวู่ซวงหาผู้ฝึกสัตว์ที่มากความสามารถเช่นนั้นมาจากที่ใดกัน”
“……”
พวกเขาต่างรู้สึกเหลือเชื่อเป็นอย่างมาก!
การต่อสู้ระหว่างยอดฝีมือของเมืองต่าง ๆ ขอเพียงสามารถเอาชนะได้ จะใช้ความสามารถใดก็ได้ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการใช้สัตว์ภูตวิญญาณพันธสัญญาหรือวางยาพิษ ต่างก็ไม่ถือว่าละเมิดกฎเลย
เมืองอวู่ซวงมีสัตว์ภูตวิญญาณเพิ่มมาอีกเจ็ดตัว ซึ่งเท่ากับว่าพวกเขามีพลังในการต่อสู้เพิ่มขึ้นมาอีกเท่าหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้คนของเมืองเสียเหล่านั้นจึงมีสีหน้าที่บูดบึ้งขึ้นมาทันที พวกเขาจะไปสู้ได้อย่างไรกัน
มุมปากของมู่เฉียนซียกยิ้มขึ้นเล็กน้อย บังอาจมาดูถูกคนของเมืองอวู่ซวง เช่นนั้นพวกเจ้าก็จะต้องชดใช้ให้สาสมสิ!
.
.