ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2678 พวกเจ้าต้องพ่ายแพ้
“ไม่…ไม่นะ…” เดิมทีนางอยากที่จะขอความเมตตา แต่ดูเหมือนว่ามันจะสายเกินไปเสียแล้ว
เพราะหลังจากที่มู่เฉียนซีออกคำสั่งนี้ พลังที่น่าสะพรึงกลัวก็โจมตีนางจนลอยกระเด็นออกไปทันที
คนสุดท้ายของเมืองเสียพ่ายแพ้ไปแล้ว และเมืองอวู่ซวงก็ยังคงรักษาเวทีการประลองอันดับหนึ่งเอาไว้ได้
หลังจากนั้นเจ้าเมืองซางกับเจ้าเมืองจี้ก็ได้ปรึกษากัน ให้ผู้ที่อ่อนแอที่สุดขึ้นไปประลองก่อน ทำให้ความสามารถของเมืองอวู่ซวงอ่อนแอลง และปล่อยให้พวกเขาถูกผลาญพลังไปจนหมดเสียก่อน
แต่พวกเขากลับไม่คิด ว่าก่อนหน้านี้มู่อวู่ซวงต่อสู้เสมอโยวเยี่ยจี๋ได้อย่างไร นั่นมันไม่ได้เป็นผลมาจากการผลาญพลังอย่างนั้นหรือ
ดังนั้นการที่คนเหล่านี้คิดจะผลาญพลังคนของเมืองอวู่ซวง ช่างเป็นวิธีการที่ไร้เดียงสาเป็นอย่างยิ่ง
ในตัวของพวกเขาแต่ละคนได้เตรียมยาลูกกลอนเอาไว้นับไม่ถ้วน ซึ่งยากที่จะผลาญพลังของพวกเขาจนหมดได้
คนเหล่านี้หากต่อสู้ต่อไปไม่เพียงแต่พลังของพวกเขาจะไม่ถูกผลาญไปจนหมดเท่านั้น แต่มันยังกลายเป็นเป้าหมายให้พวกเขาได้ฝึกฝนอีกด้วย
สุดท้ายก็เหลือเพียงสองเมืองที่ยังไม่ได้ลงมือ ซึ่งก็คือเมืองซางและเมืองจี้นั่นเอง
เจ้าเมืองของเมืองจี้กล่าวว่า “น้องซาง เจ้าสู้ก่อน! แม้ว่าจะผลาญพลังของพวกเขาได้ไม่มากนัก แต่อย่างน้อยได้รู้วิธีการโจมตีของพวกเขาก็ยังดี ในบรรดาพวกเขาคนที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือเจ้าหนูชุดดำผู้นั้น ส่วนคนที่จัดการได้ยากที่สุดก็คือมู่เฉียนซีที่มีมหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์เทพป้องกันชิ้นนั้นในครอบครอง”
“สาวน้อยคนนั้นน่าจะแค่เพิ่มเข้ามาเพื่อทำให้ครบจำนวน จึงสามารถเพิกเฉยได้ ทั้งขี้ขลาดและไร้ประโยชน์ ส่วนคนอื่น ๆ ก็มีการร่วมมือกับสัตว์ภูตวิญญาณพันธสัญญา มันยากที่จะสู้แบบหนึ่งต่อหนึ่ง กลยุทธ์ที่ดีที่สุดคือต้องกำจัดมู่เฉียนซีก่อน จากนั้นค่อยจัดการสาวน้อยผู้นั้น เพื่อทำให้เกิดความวุ่นวาย แค่นี้พวกเราก็สามารถจัดการได้แล้ว”
เสียงแหบแห้งของโยวเยี่ยซางดังขึ้นมาว่า “ข้าเองก็คิดเช่นนั้น เสด็จพี่ มู่เฉียนซีไม่มีทางซ่อนอยู่ในโล่นั่นตลอดไปได้ เพราะนางมักจะหาโอกาสลอบโจมตีผู้อื่น หากเผชิญหน้ากับมหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์เทพป้องกันโดยตรงจะต้องเป็นการเปลืองแรงอย่างไม่ต้องสงสัย มีเพียงแต่ต้องหาโอกาสลงมือตอนที่มู่เฉียนซีออกมาจากโล่เท่านั้น”
“ถูกต้อง!”
ถึงพวกเขาจะกำลังปรึกษากันว่าจะใช้กลยุทธ์ใดในการจัดการนาง แต่มู่เฉียนซีก็ยังคงสงบมากอยู่ดี
เว้นแต่คนที่อันตรายมากจากเมืองเทียนจี๋เหล่านั้นแล้ว นางไม่รู้สึกว่าคนจากเมืองหลักอื่น ๆ จะจัดการยากขนาดนั้น
คนของเมืองซางขึ้นมาบนเวที และผู้แข็งแกร่งระดับราชันย์วิญญาณก็นำกองกำลังไปจัดการกับสัตว์ภูตวิญญาณเหล่านั้น
พวกเขาแอบคิดว่า สัตว์ภูตวิญญาณเหล่านี้ค่อนข้างน่ารำคาญ สามารถทำได้แค่โจมตีจนให้มันลอยละลิ่วออกไปทีละตัวเท่านั้น
ขอเพียงไม่มีสัตว์ภูตวิญญาณเหล่านี้ กำลังของเมืองอวู่ซวงก็คงจะอ่อนแอลงแล้ว
และแน่นอนว่ามู่เฉียนซีไม่มีทางปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ นางให้มังกรร้ายโจมตีพวกเขาทันที ตราบใดที่อีกฝ่ายเหลือเพียงราชันย์วิญญาณสองคนนั้น ก็ยากที่จะคิดเอาชนะได้
ซึ่งการล้อมโจมตีแบบเดิม ก็ทำให้คนของเมืองซางต้องอยู่ในสภาพที่รันทดมาก
พลังจิตวิญญาณของมู่เฉียนซีแผ่กระจายออกไป แม้ว่าศัตรูจะจัดการได้ง่าย แต่นางก็ไม่เคยคิดที่จะประมาทเช่นกัน
มู่เฉียนซีได้ฉวยโอกาสลงมือตอนที่พวกเขาตกอยู่ในความวุ่นวาย
แต่ทว่าในตอนที่กำลังจะลงมือ ก็มีการโจมตีพุ่งทะยานเข้ามา
“โดนแล้ว!”
ดูเหมือนทุกคนต่างก็เห็นว่ามู่เฉียนซีโดนการโจมตีเข้าไปเต็ม ๆ แต่เพียงชั่วพริบตาเดียวร่างเงาของคนก็ได้เปลี่ยนกลายเป็นเพียงเงาเลือนรางไปในทันที
เฟี้ยว เฟี้ยว เฟี้ยว!
ทันใดนั้นร่างเงาสีม่วงก็พุ่งทะยานออกมา
มู่เฉียนซีมองไปยังคนผู้นั้นพลางกล่าวว่า “หากเจ้าคิดจะลอบโจมตีแล้วละก็ จะต้องเร็วกว่านี้อีกหน่อย ความเร็วเพียงแค่นี้ทำอะไรข้าไม่ได้หรอก!”
“ในเมื่อลอบโจมตีไม่สำเร็จ เช่นนั้นข้าเอาชนะเจ้าอย่างเปิดเผยไปเลยก็แล้วกัน” และคนผู้นั้นก็พุ่งตรงมาทางมู่เฉียนซีทันที
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “แต่ข้าไม่อยากสู้กับเจ้าน่ะสิ! ความแข็งแกร่งต่างกันขนาดนี้ ข้าเสียเปรียบจะตายไป!”
ปัง!
หลังจากนั้นโล่แห่งความมืดก็ขวางทางเขาเอาไว้ ทำให้เขาไม่สามารถเข้าใกล้มู่เฉียนซีได้เลยแม้แต่น้อย
“เจ้า…ฝ่าบาทน้อยเฉียนซีของเมืองอวู่ซวง หรือเจ้าทำได้เพียงแค่หลบซ่อนเท่านั้น น่ารังเกียจนัก! เจ้ากล้าหน่อยไม่ได้หรืออย่างไร” เขากล่าวด้วยความเดือดดาล
“เจ้าเป็นถึงมหาจักรพรรดิวิญญาณระดับเก้าขั้นสูงสุด ส่วนความแข็งแกร่งของข้าเท่ากับศูนย์ คนปัญญาอ่อนเท่านั้นแหละถึงจะต่อสู้กับเจ้าอย่างเปิดเผยได้!” มู่เฉียนซีกล่าวอย่างเย็นชา
ปังง!
มีคนปล่อยหมัดพุ่งเข้ามาโดยตรง
“ออกไปให้ไกลจากฝ่าบาทน้อยเดี๋ยวนี้!”
ปังงง!
หลังจากนั้นเมื่อไรที่มู่เฉียนซีคิดจะใช้เข็มยาลอบโจมตีศัตรูนางก็จะโดนศัตรูลอบโจมตีกลับ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะรู้วิธีการโจมตีของนางแล้ว อีกทั้งยังใช้มันจัดการนางอีกด้วย
แต่ทว่าพวกเขากลับล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกครั้งที่พวกเขาลงมือ คนที่ซ่อนอยู่ของพวกเขาก็จะถูกค้นพบทุกครั้ง
มู่เฉียนซีสามารถหลบหลีกได้เสมอ และพวกเขาก็ทำได้เพียงโจมตีเงาเลือนรางเท่านั้น
สวรรค์รู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใดหญิงสาวที่ไม่มีพลังบำเพ็ญอะไรเลยผู้นี้ ถึงได้มีความเร็วที่รวดเร็วเช่นนี้ นี่มันบ้าไปแล้ว!
ปัง ปัง ปัง!
เพราะความเร็วและการตอบสนองที่รวดเร็วของมู่เฉียนซี ได้ทำให้แผนการครั้งนี้ล้มเหลวเช่นกัน และเมืองซางก็พ่ายแพ้ไปอย่างน่าสมเพชอีกครั้ง
การประลองสนามสุดท้าย คือการโจมตีของยอดฝีมือจากเมืองจี้
แววตาที่เย็นชาของโยวเยี่ยจี้จ้องมองไปยังคนที่อยู่บนเวทีการประลองและโยวเยี่ยอวู่ซวง ที่เขาไม่สามารถคว้าที่สองของการประลองจัดอันดับเจ้าเมืองมาได้ เพราะถูกโยวเยี่ยอวู่ซวงแย่งไป
ดังนั้นการต่อสู้ในครั้งนี้ เขาต้องการที่จะชิงเอาอันดับที่โยวเยี่ยอวู่ซวงแย่งไปกลับคืนมาให้ได้ และพวกเขาต้องชนะการต่อสู้ในครั้งนี้ได้อย่างแน่นอน!
ตูมมม โครมมม!
การต่อสู้เริ่มขึ้นอีกครั้ง และหนึ่งในคนของเมืองจี้ก็พุ่งทะยานเข้ามาราวกับปีศาจร้ายก็มิปาน
เขาคนนั้นต่อสู้กับคนทั้งเจ็ดคนและสัตว์ภูตวิญญาณอีกเจ็ดตัว
ปัง ปัง ปัง!
ถึงจะเป็นการต่อสู้แบบหนึ่งต่อสิบสี่ แต่เขาก็ไม่เสียเปรียบเลยแม้แต่น้อย เพราะเขามีความสามารถที่แข็งแกร่งมากจริง ๆ
“คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นราชันย์วิญญาณขั้นสูง พวกเขามีราชันย์วิญญาณระดับสูงถึงสองคน และระดับทั่วไปอีกคนหนึ่ง เมื่อรวมกันแล้วก็จะมีราชันย์วิญญาณทั้งหมดสามคน แต่ทางเมืองอวู่ซวงมีเพียงแค่สองคนเท่านั้น แม้ว่าจะมีสัตว์ภูตวิญญาณเพิ่มอีกเจ็ดตัวก็ไม่สามารถพลิกสถานการณ์ได้แน่!”
ปัง ปัง ปัง!
เนื่องจากความสามารถที่แข็งแกร่งมาก ทำให้ทุกคนต้องล่าถอยครั้งแล้วครั้งเล่าจากการโจมตีที่ต่อเนื่อง
ซูเฮ่อกล่าวว่า “ฝ่าบาทน้อยเฉียนซี ทางที่ดีเจ้าเดินออกมาจากอาวุธป้องกันนั้นจะดีกว่า มิเช่นนั้นข้าจะสังหารคนที่อยู่ที่นี่ให้หมด ข้าคิดว่าไม่มีผู้ใดสามารถขวางข้าได้แน่นอน”
การประลองสนามนี้ ไม่ว่าจะเป็นชีวิตหรือความตายล้วนขึ้นอยู่กับชะตาของตน ฉะนั้นแม้ว่าพวกเขาจะฆ่าคน ก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบเช่นกัน
“หรือหากว่าเจ้ากลัวละก็ จะยอมแพ้ก็ได้! เช่นนี้ก็ไม่ต้องมีใครตายแล้ว” เขากล่าวต่อ
พวกเขาค้นพบว่า คนของเมืองอวู่ซวงเหล่านี้ล้วนให้การปกป้องมู่เฉียนซี และเห็นนางเป็นเหมือนกับโยวเยี่ยอวู่ซวงก็มิปาน
นอกจากนี้เมื่อมู่เฉียนซีอยู่ต่อหน้าพวกเขาก็ไม่ได้แบ่งชนชั้น และทำราวกับว่าเป็นสหายกันอย่างไรอย่างนั้น ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาจะดีมากจริง ๆ
ยิ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีมากเท่าไร นางก็จะไม่มีทางยอมให้พวกเขาตายแน่นอน ดังนั้นเขาจึงใช้วิธีนี้บีบบังคับให้นางยอมออกมาจากกระดองเต่านั่นเสีย
พรวด พรวด พรวด!
คนของทางฝ่ายเมืองอวู่ซวงในตอนนี้ได้รับบาดเจ็บสาหัสไปถึงหนึ่งในสามส่วนแล้ว
ทันใดนั้นมู่เฉียนซีก็เก็บโล่ปีกทมิฬทันที จากนั้นซูเฮ่อก็พุ่งทะยานออกไปพลางกล่าวว่า “ช่างเป็นแม่นางน้อยที่มีคุณธรรมจริง ๆ น่าเสียดายที่แม้ว่าเจ้าจะสละตนเอง แต่คนของเมืองอวู่ซวงก็จะต้องพ่ายแพ้อยู่ดี! เพราะความสามารถของพวกเจ้าเมื่อเทียบกับข้าแล้ว มันต่างกันมากเลยอย่างไรล่ะ”
ในตอนที่เขากำลังจะโจมตีมู่เฉียนซี เจ้าผลไม้น้อยก็มาขวางหน้ามู่เฉียนซีเอาไว้ด้วยความโกรธ
นางกล่าวว่า “ไม่ใช่หรอก! เพราะความแข็งแกร่งของเจ้าสู้ข้าไม่ได้ แน่นอนว่าคนที่พ่ายแพ้ต้องเป็นพวกเจ้าอยู่แล้ว”
ผู้คนต่างตะลึงงันไปทันที และอดที่จะหัวเราะเยาะออกมาไม่ได้ แม่นางน้อยผู้นี้พูดอะไรกันน่ะ
ทั้งตัวเล็กและอ่อนแอขนาดนี้ ไหนจะท่าทางโง่เง่านั่นอีก คิดไม่ถึงเลยว่านางจะบอกว่าตนเองแข็งแกร่งกว่าราชันย์วิญญาณขั้นสูง พวกเขาต้องฟังผิดไปแล้วเป็นแน่!
ทันใดนั้น เจ้าผลไม้น้อยก็ลงมืออย่างกะทันหัน ซึ่งผู้คนต่างไม่ทันได้เห็นเลยว่านางเคลื่อนไหวอย่างไร
แต่ทว่าในเวลานี้ยอดฝีมือระดับราชันย์วิญญาณขั้นสูงที่แข็งแกร่งที่สุดของเมืองจี้ผู้นั้นได้ลอยละลิ่วออกไปพร้อมกับกระอักเลือดออกมา
เมื่อเขาถอยมาจนถึงขอบเวทีการประลองก็หยุดลง จากนั้นก็กล่าวพลางมองไปยังสาวน้อยไร้เดียงสาที่ดูไม่มีพิษภัยคนนั้นว่า “นี่เจ้าเป็นตัวอะไรกันแน่”
.