ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2689 หุบปากไปซะ
อัจฉริยะส่วนใหญ่เหล่านี้ต่างก็เคยเป็นผู้ชมในงานประชุมศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิบแปดเขตแดนมาก่อน ฉะนั้นจึงเห็นว่ามู่เฉียนซีใช้วิธีการที่สกปรกเพียงใด
หากมีมหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์เทพป้องกันอันนั้นอยู่ พวกเขาทุกคนที่อยู่ที่นี่ไม่มีความสามารถที่จะเอาชนะนางได้แน่ ซึ่งนี่ก็เป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดมากเลยทีเดียว
โยวเยี่ยจี๋ยังไม่ทันได้กล่าวอะไร มู่เฉียนซีก็กล่าวขึ้นมาอย่างเกียจคร้านว่า “วางใจเถอะ! ต่อสู้กับพวกเจ้า ข้าไม่จำเป็นต้องใช้มหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์เทพป้องกันหรอก! เว้นแต่ว่าพวกเจ้าจะมีคนที่มีความสามารถถึงระดับมหาจักรพรรดิวิญญาณละก็นะ”
“ตอนนี้เจ้าก็พูดได้ เมื่อถึงเวลาอยู่บนสนามการแข่งขันอย่ามาเสียใจภายหลังก็แล้วกัน!” พวกเขากล่าวตอบ
อัจฉริยะที่มีอายุไม่ถึงร้อยปีเหล่านี้ มีความสามารถที่สูงที่สุดอยู่ในระดับจักรพรรดิวิญญาณขั้นสูงเท่านั้น
ซึ่งมันก็ยังห่างชั้นกับระดับมหาจักรพรรดิวิญญาณมากมายนัก
เนื่องจากว่าสุดท้ายแล้วสามารถเลือกออกมาได้เพียงร้อยคนเท่านั้น ระบบการคัดเลือกผู้ที่ตกรอบจึงโหดร้ายเป็นอย่างยิ่ง
พวกเขาใช้วิธีจับสลากเพื่อตัดสินคู่ต่อสู้ หากพ่ายแพ้หนึ่งสนามก็จะตกรอบทันที และสุดท้ายก็จะตกรอบจนเหลือแค่ร้อยคนเท่านั้น ซึ่งคนเหล่านั้นก็จะได้รับสิทธิ์ในการเข้าไปในอาณาจักรลับขององค์จักรพรรดิกุ่ยจวิน
คนที่มู่เฉียนซีต้องเผชิญหน้าเป็นคนแรกผู้นั้นทรุดตัวลงไปทันทีที่ขึ้นมาบนสนามการแข่งขัน!
“อ๊ากกกก! ทำไมต้องเป็นลูกพี่ใหญ่มู่ด้วย เพราะอะไรถึงเป็นลูกพี่ใหญ่มู่ได้ล่ะ ดูเหมือนว่าข้ากับอาณาจักรลับขององค์จักรพรรดิกุ่ยจวินจะไร้วาสนาต่อกันสินะ ฮืออออ!” เขาร้องห่มร้องไห้อยู่บนสนามการแข่งขัน
ทุกคนต่างก็มีสีหน้างุนงงเช่นกัน นี่มันคือสถานการณ์อะไรกันแน่
“นั่นไม่ใช่อัจฉริยะของเมืองเสียอย่างนั้นหรือ เมืองเสียกับเมืองอวู่ซวงมักจะเหมือนน้ำกับไฟอยู่เสมอ เหตุใดถึงได้มีสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้กันล่ะ”
“ใช่แล้ว! หากว่ากันตามสถานการณ์ปกติ เมื่ออัจฉริยะของเมืองเสียเผชิญหน้ากับอัจฉริยะของอวู่ซวงก็น่าจะเป็นเหมือนการเผชิญหน้ากันของศัตรูตัวฉกาจมากกว่า พวกเขาจะต้องโกรธจนออกนอกหน้า และสู้กันจนตายไปข้างถึงจะถูก! เหตุใดถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะ”
“……”
สีหน้าของเจ้าเมืองเสียเองก็มืดมนลงไปเช่นกัน และหลังจากที่อีกฝ่ายกล่าวขึ้นมาว่า “ข้ายอมแพ้! ข้ายอมแพ้แล้ว! ไม่สู้แล้ว!” สีหน้าของเขาก็ดำยิ่งกว่าน้ำหมึกเสียอีก เจ้าตัวไร้ประโยชน์นี่!
หากไม่สู้ก็ต้องพ่ายแพ้ไป!
อัจฉริยะคนอื่น ๆ ในเมืองเสียต่างก็ใช้สายตาที่เห็นอกเห็นใจมองไปยังคนที่โชคร้ายผู้นั้นเช่นกัน ช่างโชคร้ายจริง ๆ ที่ได้เจอลูกพี่มู่ผู้นั้นตั้งแต่สนามแรกเช่นนี้!
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า! เจ้าแค่รอพวกข้าอยู่ข้างนอกเถอะ! พวกข้าได้กอดขาพี่ใหญ่มู่บุกเข้าไปในอาณาจักรลับขององค์จักรพรรดิกุ่ยจวินได้พอดี!”
หากเจ้าเมืองของเมืองเสียรู้ว่าพวกเขามีความคิดเช่นนี้ คาดว่าพวกเขาทั้งหมดได้ถูกโยนออกไปเป็นแน่
ในฐานะที่เป็นคนของเมืองเสีย คิดไม่ถึงเลยว่าจะไปกอดแข้งกอดขามู่เฉียนซีเช่นนี้ มันจะมากเกินไปแล้ว
คราวที่แล้วเจ้าพวกนี้ยังถูกทรมานไม่พออย่างเห็นได้ชัด และอยากที่จะถูกทรมานอีกครั้ง
เป็นเพราะคนของเมืองเสียนั้นโชคไม่ดีเกินไป หรือจะบอกว่ามู่เฉียนซีโชคดีเกินไปกันแน่
เพราะนางเจอคนที่คุ้นหน้าคุ้นตาจากเมืองเสียถึงสามคนติดต่อกัน และพวกเขาก็ยอมแพ้โดยที่ไม่ต้องสู้เลยด้วยซ้ำ
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “ข้าว่านะ! พวกเจ้าไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้! อย่างน้อยก็สู้สักหน่อยเถอะ! เจ้าดูสายตาของทุกคนสิ พวกเขาต่างรู้สึกว่ามันต้องมีเรื่องลับลมคมใน แม้แต่เจ้าเมืองเสียของพวกเจ้าก็คงสงสัยว่าข้าวางยาพิษอะไรบางอย่างเพื่อควบคุมพวกเจ้าเป็นแน่!”
แต่นางไม่ได้ทำอะไรเลยจริง ๆ อย่างนั้นหรือ?
“ไม่! ไม่เอาหรอก! ข้าไม่ได้รังเกียจการมีชีวิตที่ยืนยาวหรอกขอรับ! ก่อนหน้านี้ข้าเคยหัวเราะเยาะสหายมาก่อน สุดท้ายตนเองก็โชคร้ายเช่นกัน! เฮ้อ! ถึงเมืองเสียกับเมืองอวู่ซวงจะเป็นฝ่ายตรงข้ามกัน และองค์ชายแต่ละพระองค์ต้องแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายจนไม่อาจเลี่ยงได้ แต่ก็ไม่สามารถทำไห้พวกเราไม่ติดตามผู้ที่นับถือได้อยู่ดี พวกเราต่างชื่นชมท่านด้วยใจจริง ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย” เขากล่าวกับมู่เฉียนซี
“ข้ายอมแพ้!”
บนใบหน้าของมู่เฉียนซีคลี่ยิ้มบาง ๆ ออกมา ถึงเจ้าโยวเยี่ยเสียผู้นั้นจะไม่ใช่คนดี แต่เหล่าอัจฉริยะของเมืองเสียอย่างพวกเขาถือว่าเป็นคนที่ไม่เลวเลยทีเดียว!
สนามสุดท้าย การแข่งจากสองร้อยเข้ารอบหนึ่งร้อยคน ขอเพียงไม่ตกรอบในสนามนี้ พวกเขาก็จะถือว่าชนะแล้ว!
เมื่อแข่งมาถึงตรงนี้ อัจฉริยะที่เหลืออยู่ล้วนเป็นผู้ที่แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่งทั้งนั้น และในที่สุดมู่เฉียนซีก็ได้เจอกับคู่ต่อสู้ที่ไม่ขอยอมแพ้ไปก่อนเสียที
เขาเป็นคนที่มาจากเมืองจี้ ซึ่งเห้อเหลียนถิงก็ถือได้ว่าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองจี้เลยก็ว่าได้!
นอกจากนี้เขาเป็นถึงจักรพรรดิวิญญาณระดับเก้า ซึ่งในบรรดาอัจฉริยะเหล่านี้ความแข็งแกร่งของเขาถือได้ว่าอยู่ในอันดับต้น ๆ และคนในสนามการแข่งนี้ก็ไม่มีผู้ใดสามารถเอาชนะเขาได้อีกด้วย
“หลังจากนี้ไปคงเป็นโศกนาฏกรรมของมู่เฉียนซีแล้วสินะ! ก่อนหน้านี้นางโชคดีที่คนของเมืองเสียทั้งหมดต่างยอมแพ้ให้นางกันอย่างผิดปกติ จึงทำให้นางเข้ารอบสุดท้ายได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องสู้เลยสักครั้ง! แม้ว่าจะเป็นเช่นนั้น แต่นางที่เผชิญหน้ากับเห้อเหลียนถิงในสนามนี้ คงต้องพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย และคงไม่มีหนทางเข้าไปในรายชื่อร้อยคนแรก รวมถึงได้สิทธิ์เข้าไปในอาณาจักรลับขององค์จักรพรรดิกุ่ยจวินได้แล้วล่ะ”
“ความโชคดีของมู่เฉียนซีได้สิ้นสุดลงแล้วสินะ!”
เห้อเหลียนถิงกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้เจ้าเคยรับปากเอาไว้แล้ว ว่าจะไม่ใช้มหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์เทพป้องกันสินะ หวังว่าเจ้าจะไม่ผิดสัญญา!”
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “ข้าบอกแล้วว่าไม่ใช้ก็คือไม่ใช้ ความสามารถของเจ้ายังไม่แข็งแกร่งพอที่จะทำให้ข้าต้องใช้สิ่งนั้น”
“ดีมาก! เช่นนั้นเจ้ารอรับความพ่ายแพ้ได้เลย! มู่เฉียนซี!” แววตาของเห้อเหลียนถิงจ้องมองไปยังมู่เฉียนซีอย่างไร้ความปรานี
มู่เฉียนซีกล่าวอย่างนิ่งสงบมากว่า “คนที่ต้องพ่ายแพ้คือเจ้าต่างหาก”
ผู้คนต่างคิดว่ามู่เฉียนซีถูกฝ่าบาทอวู่ซวงตามใจจนทำให้ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ คนที่ไม่ได้รับการฝึกฝนใด ๆ อย่างนางทั้งยังไม่ใช้มหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์เทพที่ยอดเยี่ยมเช่นนั้น หากนางสามารถเอาชนะได้ก็คงบ้าไปแล้ว
คนของเมืองเสียอดไม่ได้ที่จะใช้ความตั้งใจมองไปทางเห้อเหลียนถิงเพื่อดูการแสดงให้ดี ในที่สุดลูกพี่มู่ก็ได้มีโอกาสแสดงฝีมือแล้ว
ทำให้คนที่เยาะเย้ยพวกเขาว่ายอมแพ้ได้ดู เพราะพวกเขามั่นใจว่าการตัดสินใจของพวกเขาแม่นยำที่สุดแล้ว คนโง่เง่าอย่างพวกเจ้าไม่รู้หรอกว่าปีศาจตนนี้น่าสะพรึงกลัวมากเพียงใด
ทันทีที่การแข่งขันเริ่มขึ้น เห้อเหลียนถิงก็เข้าประชิดตัวมู่เฉียนซีอย่างรวดเร็ว คิดไม่ถึงเลยว่าจะชิงลงมือก่อนเช่นนี้
เขาจะใช้ความเร็วที่รวดเร็วที่สุดจัดการผู้หญิงคนนี้ ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาจัดการกับผู้หญิงที่ไม่ได้ฝึกฝนคนหนึ่งหรอก
ปลายเท้าของมู่เฉียนซีแตะไปบนพื้นอย่างแผ่วเบา และเมื่อการโจมตีของเห้อเหลียนถิงมาถึง นางก็สามารถหลบหลีกได้อย่างง่ายดาย
คิดไม่ถึงว่าคนที่ไม่ได้ฝึกฝนคนหนึ่งจะมีความรวดเร็วเช่นนี้ได้ ทุกคนต่างรู้สึกเหลือเชื่อมากจริง ๆ
เห้อเหลียนถิงกล่าวว่า “เมื่อครู่ข้าใช้พลังไปเพียงแค่ส่วนเดียวเท่านั้น ถึงตอนนี้เจ้าจะหลบได้ มาคอยดูกันเถอะว่าหลังจากนี้เจ้าจะสามารถหลบได้หรือไม่”
ด้วยเหตุนี้เห้อเหลียนถิงจึงเพิ่มความเร็วขึ้นมาอย่างกะทันหัน และการจู่โจมที่รุนแรงมากยิ่งก็พุ่งทะยานมาทางมู่เฉียนซี หลังจากนี้ไปก็ถึงโศกนาฏกรรมของมู่เฉียนซีแล้ว
แต่ความจริงกลับไม่ราบรื่นเหมือนดั่งที่เห้อเหลียนถิงคิดเอาไว้ ร่างเรียวบางในชุดสีม่วงหลบหลีกไปมาอยู่ท่ามกลางการโจมตีของเขา และเหลือไว้แค่เพียงเงารางๆเท่านั้น
นางหลบหลีกได้อย่างสง่างาม และไม่ทุลักทุเลเลยแม้แต่น้อยอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังงดงามเป็นอย่างยิ่งอีกด้วย
สีหน้าของเห้อเหลียนถิงแข็งทื่อไปเล็กน้อย และร่างของเขาก็พุ่งทะยานออกไปราวกับลูกธนูก็มิปาน ตอนนี้เขาเริ่มจริงจังขึ้นมาแล้ว
เจ้าเมืองของเมืองจี้ที่อยู่ด้านข้างของมู่อวู่ซวงในเวลานี้ กล่าวขึ้นมาว่า “อวู่ซวงเจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ ถึงเจ้าหนูเห้อเหลียนถิงจะดูโหดร้ายไปสักหน่อย ทว่าก็เป็นคนที่ลงมือแต่พอดี อย่างไรเสียมู่เฉียนซีก็เป็นคนพิการคนหนึ่ง แน่นอนว่าเขาไม่มีทางลงมือกับแม่นางน้อยที่งดงามผู้นั้นจนพิการมากไปกว่านี้หรอก!”
ดวงตาที่อบอุ่นคู่นั้นของมู่อวู่ซวงเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกขึ้นมาทันที “โยวเยี่ยจี้ เจ้าอยากจะรับคำท้าดวลถึงตายกับข้าหรือไม่ หากเจ้าไม่อยาก ก็จงหุบปากไปซะ!”
เขาเองก็ไม่คิดเลยว่าโยวเยี่ยอวู่ซวงจะเดือดดาลขึ้นมาทันที และไม่เกรงใจเลยเช่นนี้ เขากล้าแม้แต่หยิบยกเรื่องเป็นตายออกมาเลยทีเดียว
หากว่าโยวเยี่ยอวู่ซวงไม่ได้บรรลุมาก่อนหน้านี้แล้วละก็ แน่นอนว่าเขาคงดีใจมากที่โยวเยี่ยอวู่ซวงเริ่มหยิบเรื่องท้าดวลเป็นตายออกมา
แต่ตอนนี้ หากเขาตอบรับเรื่องการท้าดวลแบบเป็นตาย เขาคงเหมือนรนหาที่ตายเป็นแน่!
ทันใดนั้นก็มีความเย็นยะเยือกจู่โจมเข้ามาจนทำให้ขนลุกขนพอง เขารู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังตกเป็นเป้าสายตาของสัตว์ร้ายก็มิปาน
เขาอยากจะค้นหาว่าสายตานั้นมาจากที่ใด แต่กลับไม่สามารถสัมผัสมันได้เลย ซึ่งมันก็มีเพียงความหวาดกลัวที่แทรกซึมลึกเข้าไปในกระดูกเท่านั้น
เป็นใครกัน
ซึ่งตอนนี้โยวเยี่ยจี้ก็ตระหนักได้ถึงผลที่ตามมาของปากพาซวยของเขาแล้ว เขากล่าวว่า “เมื่อครู่นี้ข้าไม่ดีเอง น้องอวู่ซวงอย่าโกรธไปเลย แม่สาวน้อยมู่เฉียนซีผู้นั้นต้องเอาชนะได้อย่างแน่นอน”
.