ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2702 หล่อมาก แข็งแกร่งที่สุด
“อ๊ากกก!” แต่ถึงพวกเขาจะชักแม่น้ำทั้งห้ามาพูด ก็ยังคงถูกโจมตีจนลอยกระเด็นออกไปอยู่ดี
นี่คือการทรมานอย่างสมบูรณ์ ผู้แข็งแกร่งระดับราชันย์วิญญาณของเมืองเทียนจี๋ที่เคยหยิ่งผยองก่อนหน้านี้ ตอนนี้ได้เปลี่ยนกลายเป็นคนอ่อนแอไปแล้ว
หลังจากที่จิ่วเยี่ยจัดการคนเหล่านั้นเสร็จ เขาก็ร่อนลงมาตรงหน้ามู่เฉียนซีอย่างสง่างาม
มู่เฉียนซีได้ลอยขึ้นไปอยู่เหนือชุดเกราะที่ดูสง่างามนี้ และในที่สุดนางก็ไปอยู่บนไหล่ของจิ่วเยี่ย
ทุกคนต่างตะลึงงันไปทันที นี่มู่เฉียนซีอยากตายอย่างนั้นหรือ คิดไม่ถึงเลยว่าจะกล้าเหยียบขึ้นไปบนร่างกายของนายท่านผู้นี้
มู่เฉียนซีสัมผัสบริเวณผิวของชุดเกราะนั้นพลางกล่าวว่า “ที่แท้รูปแบบในตอนต่อสู้เป็นเช่นนี้นี่เอง จำเป็นต้องบอกว่านักหลอมอาวุธผู้นี้ยอดเยี่ยมจริง ๆ แต่แน่นอนว่า นักหลอมอาวุธที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่ข้าเคยเจอมานั้นก็คือท่านเฮยอิ่ง!”
“อาเล็ก พวกเราลงไปกันเถอะ!”
มู่เฉียนซีรีบพุ่งทะยานลงไปยังทางเข้าใต้ดินแห่งนั้น แน่นอนว่าข้างล่างนั่นมีบันไดขั้นแล้วขั้นเล่า
หากบอกว่าบันไดของหอคอยต้องห้ามให้ผู้อื่นรับแรงกดดันทางพลังวิญญาณเป็นการทดสอบ เช่นนั้นการลงบันไดนี้ก็เป็นการทดสอบที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
นี่เป็นการทดสอบจิตใจของคนที่เข้ามาในสถานที่แห่งนี้ ซึ่งมันจะทำให้ความทรงจำที่เจ็บปวดนับไม่ถ้วนวนกลับมา ทั้งยังมีฉากที่เสียใจภายหลังนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นมาฉากแล้วฉากเล่า สิ่งเหล่านี้ ไม่สามารถหยุดหยั้งการก้าวเดินของนางได้
และนางเองก็คิดว่า อาเล็กก็คงจะเป็นเหมือนนางเช่นกัน
มู่อวู่ซวงในวัยเด็กนั้นต้องประสบกับความสิ้นหวังจากการถูกวางยาพิษจนเกือบตาย ความสับสนหลังจากการหายตัวไปของท่านพ่อและท่านแม่ นอกจากนี้พี่ใหญ่ยังต้องพาพวกเขาหนีอย่างระทึกขวัญ…
ความเจ็บปวดที่ดวงตาของเขาถูกทำลายและถูกทำให้ขยายใหญ่ขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน นอกจากนี้ครั้งหนึ่งเมื่อพลังแห่งภูตวิญญาณตื่นขึ้น เขาก็ถูกขับไล่ออกมาจากดินแดนทั้งสี่ทิศ และต้องจากซีเอ๋อร์ไปโดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย!
สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่กระตุ้นอวู่ซวงได้มากที่สุด สิ่งที่กระตุ้นเขาได้มากที่สุดก็คือตอนที่เขาได้เจอกับซีเอ๋อร์อีกครั้งที่แดนวิญญาณ และประสบการณ์การฝึกฝนต่าง ๆ บนร่างกายของซีเอ๋อร์…
ในขณะที่เดินไปบนบันไดอันมืดมิด มู่อวู่ซวงก็ระเบิดพลังแห่งภูตวิญญาณที่น่าสะพรึงกลัวออกมา ซึ่งมันก็ทำให้เส้นทางที่อยู่ข้างหน้าอันตรายและแปลกประหลาดขึ้นมาทันที และมันก็ทำให้เขาเสี่ยงที่จะเหยียบพลาดได้ทุกเมื่อ
และหากเหยียบพลาด อาจะต้องเผชิญกับความพินาศก็เป็นได้
กึก!
อวู่ซวงกัดที่ปลายลิ้นของตนเอง ซึ่งมันก็ทำให้เขาตื่นขึ้นมาได้ คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะถูกขังอยู่ในเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ดังนั้นเขาจำเป็นที่จะต้องตื่นได้แล้ว
เพราะซีเอ๋อร์ เนื่องจากสิ่งที่ซีเอ๋อร์เผชิญทำให้จิตใจของเขาถูกรบกวน แต่เขาก็สามารถฝ่าฟันอุปสรรคทุกอย่างไปเพื่อซีเอ๋อร์ได้เช่นกัน และไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจขวางเขาไม่ให้รับมรดกสืบทอดขององค์จักรพรรดิกุ่ยจวินได้ทั้งนั้น
เมื่อจิตใจมีความแน่วแน่ เส้นทางที่อยู่ข้างหน้าก็เปลี่ยนเป็นชัดเจนขึ้นมาทันที
เมื่อเห็นเส้นทางข้างหน้าได้อย่างชัดเจน มู่อวู่ซวงก็สูดหายใจเข้าลึก และพุ่งทะยานออกไปด้วยความรวดเร็ว
ประตูที่อยู่ข้างหน้าเปิดออก และเขาก็ก้าวผ่านไป
“อาเล็ก ยินดีด้วย ท่านผ่านด่านการทดสอบแล้ว!” มู่อวู่ซวงเห็นรอยยิ้มของมู่เฉียนซีทันทีที่เดินออกมา
เดิมทีเขาสงสัยว่ามันคือกับดักอีกอย่างหนึ่ง แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มที่แท้จริงนั้น มู่อวู่ซวงจะจำผิดได้อย่างไร
เขากล่าวกับมู่เฉียนซีว่า “เหตุใดซีเอ๋อร์ถึงผ่านได้เร็วขนาดนี้!”
“หากมีจิตใจที่แน่วแน่มั่นคงอย่างไร้ข้อกังขา เช่นนั้นก็จะสามารถผ่านการทดสอบนี้ได้อย่างง่ายดายเองเจ้าค่ะ” มู่เฉียนซีกล่าวตอบ
“เช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ!” มู่อวู่ซวงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ทางเดินที่อยู่ข้างหน้านั้นคือธารดาราที่ไร้จุดสิ้นสุด
หลังจากนั้นพลังจิตวิญญาณของมู่เฉียนซีก็แผ่กระจายออกไป มรดกสืบทอดขององค์จักรพรรดิกุ่ยจวิน อยู่ภายในธารดาราแห่งนี้อย่างนั้นหรือ?
ถึงมู่เฉียนซีจะค้นหาทุกซอกทุกมุม แต่ก็ยังไม่พบสิ่งใดอยู่ในธารดาราแห่งนี้อยู่ดี
ทันใดนั้น พลังแห่งภูตวิญญาณของมู่อวู่ซวงก็ระเบิดออก จากนั้นเขาก็พุ่งทะยานไปข้างหน้าทันที
“อาเล็ก!” มู่เฉียนซีกล่าวพลางมองไปทางเขา
“ซีเอ๋อร์ อารู้สึกว่าข้างหน้านั้นมีสิ่งของอะไรบางอย่างที่กำลังดึงดูดอาอยู่!” ทันทีที่คำพูดของมู่อวู่ซวงจบลง เขาก็พุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่รวดเร็วมากที่สุด
และกลางอากาศที่อยู่เบื้องหน้านั้น ก็มีกระบี่สีดำสนิทเล่มหนึ่งลอยอยู่
“นี่คือกระบี่ที่องค์จักรพรรดิกุ่ยจวินเคยใช้มาก่อน หรือก็คือกระบี่สะท้านนภา ขอเพียงสามารถเอามันไปได้ เช่นนั้นก็ถือว่าเจ้าคือผู้สืบทอดขององค์จักรพรรดิกุ่ยจวินได้แล้ว น้องอวู่ซวงเจ้านี่ช่างโชคดีเสียจริง ๆ” หลังจากนั้นก็มีน้ำเสียงที่นุ่มลึกดังออกมา คิดไม่ถึงว่าโยวเยี่ยจี๋จะมาถึงแล้วเช่นกัน
เขาค้นพบสถานที่แห่งนี้ก่อนมู่อวู่ซวงเพียงก้าวเดียวเท่านั้น แต่เขากลับต้องมาถูกการทดสอบทางสภาพจิตใจหยุดเอาไว้ชั้นแล้วชั้นเล่า
เขาไม่เร็วเท่ามู่เฉียนซี และก็ไม่อาจสู้มู่อวู่ซวงได้
การที่โยวเยี่ยอวู่ซวงอยู่ที่นี่ถือว่าอยู่ในการคาดการณ์ของเขาแล้ว แต่ทว่าการปรากฏตัวของมู่เฉียนซีทำให้เขาประหลาดใจเล็กน้อย
เขากล่าวว่า “มู่เฉียนซี คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะอยู่ที่นี่ได้ แต่ก็เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าเจ้าไม่ใช่คนของแดนวิญญาณอยู่ดี”
“ข้าเองก็ไม่รู้ แต่ข้าก็มาถึงที่นี่แล้ว! เจ้าดูสิกระบี่สะท้านนภามีความสนใจต่ออาเล็กของข้า เจ้ามาช้าเกินไป มรดกสืบทอดขององค์จักรพรรดิกุ่ยจวิน เกรงว่าจะไม่มีทางเป็นของเจ้าได้แล้วล่ะ” มู่เฉียนซีกล่าวตอบ
“สามารถเดินมาจนถึงที่นี่ได้ ก็เพื่อดูว่าจิตใจและร่างกายเหมาะที่จะได้รับมรดกสืบทอดหรือไม่ การหากระบี่สะท้านนภาพบ นั่นก็เพื่อดูว่ามีโชคชะตากับมรดกสืบทอดขององค์จักรพรรดิกุ่ยจวินหรือไม่ แต่ทว่าสุดท้ายแล้วผู้ใดจะสามารถครอบครองมันได้นั้น ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชคเพียงเท่านั้น แต่เป็นความสามารถด้วย”
ทันใดนั้น พลังแห่งภูตวิญญาณที่แข็งแกร่งก็ระเบิดออกมาจากร่างกายของโยวเยี่ยจี๋
เขาเตรียมที่จะต่อสู้กับโยวเยี่ยอวู่ซวง เพื่อแย่งชิงมรดกสืบทอด
ซึ่งนั่นก็ทำให้สีหน้าของมู่เฉียนซีมืดมนลงทันที การที่จะเข้ามาในที่แห่งนี้ได้นั้น ก็ย่อมต้องมีเงื่อนไขเช่นกัน
แน่นอนว่าสภาพจิตใจของจิ่วเยี่ย น่าจะผ่านการทดสอบของที่นี่ได้ง่ายดายกว่านางมากนัก
แต่การที่เขาไม่ได้มาที่นี่ คงไม่ใช่เพราะสภาพจิตใจไม่เพียงพอ แต่เป็นเพราะฐานะของอ๋องแห่งแดนนรกของเขา ซึ่งเกรงว่าเขาจะไม่ได้อยู่ในรายชื่อผู้สืบทอดมรดกมาตั้งแต่แรกแล้ว
สถานการณ์ของจื่อโยว และพวกของมังกรวารีก็เช่นกัน
ส่วนนาง! คาดว่าตัวตนของนางคงจะเป็นเหมือนบั๊ก แม้ว่าจะไม่ใช่คนของแดนวิญญาณ ก็สามารถมาถึงที่นี่ได้อย่างราบรื่นเช่นกัน
แม้ว่าทางด้านอาเล็กจะมีนางเพิ่มมาอีกคน แต่สถานการณ์ก็ยังแย่มากอยู่ดี เพราะคู่ต่อสู้ของพวกเขาคือโยวเยี่ยจี๋ และโยวเยี่ยจี๋ก็อยู่ในสภาวะที่พยายามอย่างเต็มที่อีกด้วย
โยวเยี่ยจี๋กล่าวว่า “น้องอวู่ซวง การประลองในงานการประชุมศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิบแปดเขตแดน ความจริงแล้วไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไรนัก เจ้ากล้ามาต่อสู้แบบเอาเป็นเอาตายกับข้าสักตั้งหรือไม่! มรดกสืบทอดนี้จะเป็นของผู้ชนะ และผู้ที่พ่ายแพ้ก็ต้องตายเท่านั้น!”
“ข้าคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพียงแต่มันไม่ใช่การต่อสู้แบบตัวต่อตัว เพราะข้าจะร่วมมือกับอาเล็กของข้า เพื่อจัดการเจ้า!” กระบี่มังกรเพลิงพิฆาตวิญญาณอยู่ภายในมือ มู่เฉียนซีในเวลานี้ได้ทำการย้อนกาลเวลาของตนเอง และทำให้ตนเองมีพลังวิญญาณขึ้นมาแล้ว
โยวเยี่ยจี๋กล่าวว่า “โอ้ พวกเจ้าอาหลานจะร่วมมือกันอย่างนั้นหรือ แม้ว่าจะร่วมมือกัน หรือเพิ่มมาอีกคน ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ได้อยู่ดี!”
ทันใดนั้น พลังแห่งภูตวิญญาณที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งของโยวเยี่ยจี๋ก็ระเบิดออกมา ซึ่งมันก็ได้พัดโหมกระหน่ำไปทั่วทั้งท้องฟ้าเลยทีเดียว
สีหน้าของมู่เฉียนซีเผยท่าทางที่เคร่งขรึมขึ้นมาทันที ในงานประชุมศักดิ์สิทธิ์ของทั้งสิบแปดเขตแดน เจ้าหมอนี่ได้สงวนความแข็งแกร่งของตนเองเอาไว้จริง ๆ ซึ่งมันก็ทำให้อาเล็กใช้วิธีการต่อสู้ด้วยการผลาญพลังสำเร็จจนเสมอกันได้ แต่ทว่าโยวเยี่ยจี๋ในตอนนี้จัดการได้ไม่ง่ายขนาดนั้นอีกแล้ว
และการที่โยวเยี่ยอวู่ซวงสามารถทนต่อการต่อสู้เช่นนั้นในงานประชุมศักดิ์สิทธิ์ของทั้งสิบแปดเขตแดนได้ ก็แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นคนที่มีความอดทนยิ่งคนหนึ่งเช่นกัน
มู่เฉียนซีไม่เคยเข้าใจเลยว่า เป้าหมายของเขาที่ทำเช่นนี้คืออะไรกันแน่
มู่อวู่ซวงกล่าวว่า “โยวเยี่ยจี๋ เจ้าอย่าอวดดีเกินไปหน่อยเลย! เจ้าอย่าลืม ตอนนี้ข้าไม่ได้อยู่ในระดับมหาจักรพรรดิวิญญาณอีกแล้ว ซึ่งข้าก็อยู่ในระดับราชันย์วิญญาณเช่นเดียวกันกับเจ้า”
“แน่นอนว่าข้าไม่ได้ลืมอยู่แล้ว ว่าน้องชายอวู่ซวงของข้าบรรลุระดับราชันย์วิญญาณได้แล้ว ซึ่งการบรรลุของเจ้ายังทำให้พื้นที่ต่าง ๆ ในแดนวิญญาณต้องสั่นสะเทือนอีกด้วย และมีเจ้าเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ทำถึงขั้นนี้ได้” โยวเยี่ยจี๋กล่าวอย่างเรียบเฉย
“แต่ หากเจ้าคิดว่าเพียงเท่านี้ก็สามารถเอาชนะข้าได้แล้วละก็ เกรงว่าเจ้าจะมั่นใจในตนเองมากเกินไปหน่อยนะ!”
ตูมมม!
ภายในมิติที่เป็นราวกับธารดาราก็มิปานแห่งนี้ การต่อสู้อันดุเดือดระหว่างโยวเยี่ยจี๋และมู่อวู่ซวงก็ได้เริ่มขึ้น
.