ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2709 องค์รัชทายาทพระองค์ใหม่
“คนที่ต้องการต้นกำเนิดสามโลกาคือข้า ดังนั้นการดำเนินการทั้งหมดพวกท่านต้องฟังข้า ส่วนวิธีการทำลายดินแดนที่อันตรายอะไรนั่น พวกท่านเก็บไปเสียเถอะ! ได้ยินแล้วใช่หรือไม่” มู่เฉียนซีกล่าวอย่างจริงจัง
นางปรารถนาที่จะหลุดออกมาจากการกักขังของสวรรค์ เพื่อทำให้ตนเองกลับมาฝึกฝนได้อีกครั้ง และยังสามารถอยู่กับคนที่นางรักได้ตามที่ตนเองต้องการ โดยที่ไม่ต้องถูกขัดขวางจากสวรรค์อีก
แต่ทว่าเรื่องการทำลายดินแดนอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้นางไม่ทำออกมาแน่นอน ในทุกดินแดนต่างมีวิญญาณนับหมื่นเติบโตอยู่ หากดินแดนถูกทำลายไป ก็หมายความว่าพวกเขาทั้งหมดจะต้องหายสาบสูญไปด้วยเช่นกัน
เหตุผลที่สำคัญยิ่งกว่าคือนางไม่อยากให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับอาเล็กและจิ่วเยี่ย การทำเรื่องที่เหนือธรรมชาติออกมา จะไม่ต้องชดใช้ในราคาเหมาะสมได้อย่างไร
ดวงตาสีดำสนิทของสาวน้อยที่อยู่ตรงหน้าเขาส่องประกายแวววาวราวกับดวงดาวก็มิปาน ซึ่งมันก็ทำให้จิ่วเยี่ยที่มองเห็นมันไม่สามารถปฏิเสธนางได้เลย
หลังจากนั้นเขาก็พยักหน้าเล็กน้อย และนี่ก็คือการให้คำตอบของเขา
มู่อวู่ซวงกล่าวว่า “ตกลง! อาเชื่อฟังซีเอ๋อร์ อาจะฟังที่เจ้าพูดทั้งหมด ที่แดนวิญญาณแห่งนี้น่าจะยังมีเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นอยู่บ้าง บวกกับทักษะการแพทย์และพลังแห่งชีวิตของซีเอ๋อร์ ฉะนั้นเรื่องที่ไม่สามารถเป็นไปได้ บางทีอาจจะสามารถเป็นไปได้ก็เป็นได้”
“อื้ม!” มู่เฉียนซีพยักหน้ากล่าว
หลังจากที่จื่อโยวและจิ่วเยี่ยจากไป องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณโยวเยี่ยจุนก็มาหาพวกเขาเพื่อพูดคุยด้วยพอดี
โยวเยี่ยจุนกล่าวว่า “พวกท่านถามอะไรจากอวู่ซวงได้บ้างหรือไม่”
จื่อโยวกล่าวว่า “แน่นอนว่าถามจนได้เรื่องแล้ว! แต่พวกเรามีเรื่องหนึ่งจะรบกวนองค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณ พวกเราอยากให้ท่านช่วยหาดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ของแดนวิญญาณ หากหาดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่แห่งแดนวิญญาณไม่เจอ แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่เมล็ดของมันก็ได้”
“ดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์หรือ! นี่มันเกี่ยวกับการค้นหาต้นกำเนิดของแดนวิญญาณอย่างนั้นหรือ” องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณผงะไปเล็กน้อย
“อื้ม! นี่คือเหยื่อล่อที่ใช้ดึงดูดมัน แดนวิญญาณเป็นอาณาเขตขององค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณ หากท่านต้องการที่จะค้นหาดอกไม้หรือเมล็ดพันธุ์ของมันน่าจะไม่ใช่เรื่องยาก ใช่หรือไม่” จื่อโยวกล่าว
องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณเงียบไปทันที ไม่ยากอย่างนั้นหรือ
หากเป็นดอกไม้ชนิดอื่น ไม่ว่าจะมีค่าแค่ไหนก็ตามพวกเขาย่อมสามารถหามาได้อย่างง่ายดายอยู่แล้ว
แต่ดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ไม่เหมือนกัน ในแดนวิญญาณแห่งนี้ดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ได้หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว และมีความเป็นไปได้ว่าจะไม่มีอยู่มานานมากแล้วอีกด้วย
ให้ตามหาของที่ไม่มีอยู่ นี่อ๋องจิ่วเยี่ยแห่งแดนนรกคิดว่าเขาจะทำได้ทุกอย่างเลยหรืออย่างไร
องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณกล่าวว่า “ดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ได้หายสาบสูญไปนานมากแล้ว ไม่ว่าจะเป็นดอกหรือว่าเมล็ด คาดว่าน่าจะค้นหาได้ยากทั้งนั้น แต่ในเมื่ออ๋องจิ่วเยี่ยต้องการ ข้าก็จะหาทางค้นหามันให้ได้!”
“เช่นนั้นก็ดี นี่คือค่าตอบแทนของท่าน” หลังจากนั้นจื่อโยวก็หยิบกล่องใบหนึ่งออกมา
เมื่อเห็นของที่อยู่ข้างในกล่อง องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณก็ต้องตกตะลึงในทันที จำเป็นต้องบอกว่าอ๋องจิ่วเยี่ยแห่งแดนนรกนั้นช่างใจกว้างมากจริง ๆ
มุมปากของจื่อโยวกระตุกขึ้นมาเล็กน้อย สิ่งที่องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณโยวเยี่ยจุนแสวงหามากที่สุดก็คือการกลายเป็นผู้แข็งแกร่ง หลังจากนั้นจึงไปแก้แค้น
ด้วยเหตุนี้สิ่งของที่เขามอบให้จะต้องตรงกับความชอบของเขาอย่างแน่นอน ซึ่งของที่ส่งให้นั้นก็เป็นของล้ำค่าที่ช่วยให้เขาสามารถยกระดับขึ้นได้นั่นเอง
เพื่อที่จะให้เจ้าแห่งดินแดนทำงานให้พวกเขา จึงจำเป็นจะต้องมอบความหอมหวานให้เขาได้ลิ้มลองเสียหน่อย
มิเช่นนั้นด้วยนิสัยที่เห็นแก่ตัวและไร้ความเมตตาขององค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณ คาดว่าน่าจะรับปากต่อหน้า แต่สุดท้ายก็จะไม่ทำอะไรเลย
ตอนนี้เขายังคงเป็นเจ้าผู้ครองแดนวิญญาณ ฉะนั้นจึงมีบางอย่างที่สามารถใช้งานได้
“อ๋องจิ่วเยี่ยเกรงใจเกินไปแล้ว ก็แค่หาสิ่งของเท่านั้นเอง” โยวเยี่ยจุนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
แม้ว่าจะได้รับข้อมูลที่ต้องการแล้ว อีกทั้งยังเข้าไปในอาณาจักรลับขององค์จักรพรรดิกุ่ยจวินแล้ว แต่องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณกลับค้นพบว่าใต้เท้าจื่อโยวและคนที่ซ่อนอยู่ในชุดเกราะผู้นั้น ดูเหมือนว่าจะไม่มีความคิดที่จะออกไปจากแดนวิญญาณเลย
แน่นอนว่าจิ่วเยี่ยไม่อยากที่จะจากไปเลยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งมันก็เป็นเพราะว่าซีอยู่ที่นี่นั่นเอง
หลังจากนั้นองค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณก็ได้ประกาศไปทั่วทั้งโลกของแดนวิญญาณ ว่าเจ้าเมืองของเมืองอวู่ซวงอย่างโยวเยี่ยอวู่ซวง ที่เข้าไปในอาณาจักรลับขององค์จักรพรรดิกุ่ยจวินได้รับมรดกสืบทอดขององค์จักรพรรดิกุ่ยจวิน และเขาก็ได้ถูกกำหนดให้เป็นเจ้าผู้ครองแดนวิญญาณในอนาคต
ดังนั้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผู้ที่จะเป็นองค์รัชทายาทของแดนวิญญาณก็คือโยวเยี่ยอวู่ซวง และไม่ใช่โยวเยี่ยจี๋อีกต่อไป
ด้วยเหตุนี้โยวเยี่ยจี๋จึงถูกปลดออกจากตำแหน่งองค์รัชทายาท อย่างที่รู้กันว่าเขานั่งอยู่ในตำแหน่งองค์รัชทายาทมาเกือบพันปี มีความขยันหมั่นเพียรมาโดยตลอด ทั้งยังมีความสามารถที่น่าทึ่งอีกด้วย ซึ่งเขาก็เป็นองค์รัชทายาทที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
แต่องค์รัชทายาทเช่นนี้กลับถูกแทนที่ด้วยโยวเยี่ยอวู่ซวงที่ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน ซึ่งมีบางคนที่ดีใจในความโชคร้ายของคนอื่น และมีบางคนที่เสียใจต่อโยวเยี่ยจี๋
นับตั้งแต่ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสออกมาจากอาณาจักรลับขององค์จักรพรรดิกุ่ยจวิน โยวเยี่ยจี๋ก็ได้กลายเป็นคนที่ต่ำต้อยเป็นพิเศษไปแล้ว
ไม่ว่าภายนอกจะพูดว่าการที่โยวเยี่ยอวู่ซวงได้รับมรดกสืบทอดขององค์จักรพรรดิกุ่ยจวินนั้นน่าทึ่งเพียงใด แต่เขากลับนิ่งเงียบราวกับมนุษย์ล่องหนก็มิปาน
แม้ว่าจะมีคนไม่พอใจ แต่ก็ไม่กล้าต่อต้านการตัดสินใจขององค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณอยู่ดี
และในระหว่างพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาทพระองค์ใหม่ของแดนวิญญาณ โยวเยี่ยจี๋ที่กลายเป็นคนไร้ตัวตนมาโดยตลอด ในที่สุดก็มาปรากฏตัวขึ้นในสถานที่จัดงาน
ในตอนที่ทุกคนต่างคิดว่าน่าจะมีข้อพิพาทเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น โยวเยี่ยจี๋ก็กล่าวขึ้นมาว่า “ข้ารู้สึกว่าน้องอวู่ซวงเหมาะสมที่จะกลายเป็นองค์รัชทายาทแห่งแดนวิญญาณมากที่สุดแล้ว ข้าขออวยพรให้น้องอวู่ซวงด้วยใจจริง เจ้าคือคนที่องค์จักรพรรดิกุ่ยจวินเลือก แน่นอนว่าย่อมต้องมีคุณสมบัติในการกลายเป็นองค์รัชทายาท หรือแม้กระทั่งกลายเป็นเจ้าผู้ครองแดนวิญญาณในอนาคต”
คำพูดนี้ของโยวเยี่ยจี๋ดูเหมือนว่าจะมาจากก้นบึ้งของหัวใจก็มิปาน ซึ่งมันก็ทำให้มีผู้คนรู้สึกชื่นชมในตัวโยวเยี่ยจี๋มากเป็นพิเศษ เขาถูกคนอื่นเข้ามาแทนที่ ทั้งยังถูกแย่งชิงตำแหน่งที่สูงส่งเช่นนี้ไป แต่กลับไม่มีการร้องเรียนใด ๆ เลย
คนที่เป็นเดือดเป็นร้อนแทนโยวเยี่ยจี๋ก่อนหน้านี้ต่างก็ตะลึงงันไปทันที และรู้สึกว่าที่พวกเขาไม่พอใจมานานขนาดนั้นกลับกลายเป็นเรื่องสูญเปล่าไปแล้วอย่างนั้นหรือ? องค์รัชทายาทจี๋ช่างเป็นผู้สูงส่งที่ใจกว้างเป็นอย่างยิ่งคนหนึ่งจริง ๆ
มู่เฉียนซีจ้องมองไปยังโยวเยี่ยจี๋ที่กำลังแสดงอยู่อย่างตกตะลึง ใช่แล้ว เขากำลังแสดงอยู่จริง ๆ!
ถึงคำพูดเหล่านี้ของเขาเหมือนว่าจะมาจากใจจริง แต่กลับไม่มีความน่าเชื่อถือเลยแม้แต่ประโยคเดียว แม้แต่วรรคเดียวก็ไม่น่าเชื่อถือ
มู่เฉียนซีบ่นพึมพำว่า “โยวเยี่ยจี๋ผู้นี้กำลังคิดแผนการอะไรในใจอยู่กันแน่ จะไม่แข่งไม่แย่งชิง ใครจะไปเชื่อกัน”
ก่อนหน้านี้ในมิติสืบทอดขององค์จักรพรรดิกุ่ยจวิน โยวเยี่ยจี๋มุ่งมั่นที่จะรับมรดกมาให้ได้โดยไม่สนวิธีการเลยด้วยซ้ำ ทั้งยังคิดที่จะฆ่านางและอาเล็กอีกด้วย แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นพี่ชายที่รักและปกป้องน้องชายไปแล้วเสียอย่างนั้น
แต่มู่เฉียนซีก็ไม่เชื่อว่า คนส่วนใหญ่จะได้รับอิทธิพลจากความหน้าซื่อใจคดนี้ของโยวเยี่ยจี๋
เมื่อพิธีอันยิ่งใหญ่นี้สิ้นสุดลง แดนวิญญาณก็ได้ต้อนรับโยวเยี่ยอวู่ซวงผู้เป็นองค์รัชทายาทคนใหม่ผู้นี้
องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณกล่าวว่า “เมืองเทียนจี๋เป็นเมืองที่ร่ำรวยมากที่สุด และเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดอีกด้วย เดิมทีควรเป็นเมืองที่ควบคุมโดยองค์รัชทายาทแห่งแดนวิญญาณ เพียงแต่ความสัมพันธ์อันซับซ้อน และจี๋เอ๋อร์ก็ควบคุมดูแลมานานนับพันปีแล้ว ฉะนั้นหากมอบให้กับเจ้า น่าจะเป็นเรื่องยากที่จะรับมือได้ นอกจากนี้เรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับเจ้าคือการพยายามผสานพลังให้เข้ากับมรดกสืบทอดขององค์จักรพรรดิกุ่ยจวิน ดังนั้น…”
“ดังนั้นเมืองเทียนจี๋แห่งนี้ ยังคงเป็นของโยวเยี่ยจี๋ ใช่หรือไม่?” แววตาของมู่อวู่ซวงยังคงนิ่งสงบไร้การเคลื่อนไหวใด ๆ และกล่าวขึ้นมาอย่างอ่อนโยน
“ถูกต้องแล้ว! หากว่าเจ้ามีความคิดเห็นใดแล้วละก็ พวกเราสามารถพูดคุยกันได้”
“ข้าเองก็รู้สึกว่าเมืองอวู่ซวงของข้าก็ไม่เลวเช่นกัน ฉะนั้นจึงไม่ได้ต้องการเมืองเทียนจี๋! แม้ว่าเมืองเทียนจี๋จะดี แต่ข้าเชื่อว่าเมื่อเมืองอวู่ซวงพัฒนาขึ้นจะต้องไม่ด้อยไปกว่าเมืองเทียนจี๋อย่างแน่นอน!” มู่อวู่ซวงกล่าวอย่างแน่วแน่
โยวเยี่ยจี๋ไม่คิดที่แย่งชิงตำแหน่งกับเขาด้วยความใจกว้างขนาดนั้น อีกทั้งยังไม่ก่อปัญหา ซึ่งนั่นก็มีจุดประสงค์เพื่อปกป้องเมืองเทียนจี๋ที่เป็นเมืองเดิมของเขาเอาไว้
อย่างไรเสียในเมื่อเขาเชื่อฟัง ฉะนั้นไม่ว่าโยวเยี่ยจุนจะโหดเหี้ยมและไร้ความเมตตาเพียงใดก็ยังคงรู้สึกผิดต่อเขาอยู่ดี ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลยที่เขาจะเห็นด้วยกับเรื่องนี้
เขาเองก็ไม่อยากไปที่เมืองเทียนจี๋เช่นกัน เพราะสถานที่แห่งนั้นเป็นสถานที่ที่โยวเยี่ยจี๋ฝังรากลึกมาเป็นเวลานานมากแล้วนั่นเอง
แม้ว่าเขาจะยึดมาได้ แต่ก็ไม่อาจกลืนกินมันได้ และมีความเป็นไปได้มากว่าจะถูกสะท้อนกลับ และอาจจะต้องถูกโยวเยี่ยจี๋จูงจมูกอีกด้วย
ดังนั้นแม้ว่าจะเป็นสถานที่ที่ดีแค่ไหนเขาก็ไม่อยากได้! เพราะมันไม่ปลอดภัย และไม่เหมาะกับซีเอ๋อร์ที่ต้องอยู่ด้วยกันกับเขา