ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2711 การกลับมาขององค์จักรพรรดิ
ฉู่หลีที่เป็นปรมาจารย์ปีศาจถือกำเนิดขึ้นมาก่อนหน้านี้นานมากแล้ว ซึ่งช้ากว่ามหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
อย่างไรเสียเจ้าหมอนี่ก็หลงใหลในการนอนหลับและเกียจคร้านอยู่แล้ว ซึ่งถือได้ว่าเป็นเจ้าผู้ครองดินแดนที่มีนิสัยแปลกประหลาดเป็นพิเศษ
เขาสามารถนอนหลับตา และทำให้คาดการณ์ว่าจะไม่ตื่นลืมตาขึ้นมาอีกเลยได้
ดังนั้นในตอนที่รู้ว่าหลานสาวเคยเจอเขา นอกจากนี้ยังกลายเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกัน จึงทำให้มู่อวู่ซวงรู้สึกประหลาดใจมากจริง ๆ
แม้ว่าอาเล็กจะมีความทรงจำในฐานะจักรพรรดิวิญญาณอวู่ซวง แต่ความสัมพันธ์ของสองอาหลานก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป
แน่นอนว่าไม่สามารถปล่อยให้องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณรับรู้เรื่องนี้ก็เพียงพอแล้ว
องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณคิดว่ามู่อวู่ซวงได้รับสืบทอดมรดกที่แข็งแกร่งขององค์จักรพรรดิกุ่ยจวินมาเท่านั้น หากรู้ว่าตัวเขาก็คือองค์จักรพรรดิกุ่ยจวิน ที่ความทรงจำตื่นขึ้นมาแล้วละก็ คงได้กลายเป็นเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้เป็นแน่ อย่างไรเสียองค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณจะยอมให้อาเล็กคุกคามสถานะของตนเองได้อย่างไร
โยวเยี่ยจี๋เงียบสงบมากจริง ๆ แม้ว่าเขาจะต้องสูญเสียตำแหน่งรัชทายาทไป แต่ก็ดูราวกับว่าไม่ได้สนใจก็มิปาน
ในเมื่อศัตรูไม่เคลื่อนไหว นางก็ไม่เคลื่อนไหวเช่นกัน อาเล็กกลายเป็นองค์รัชทายาทแห่งแดนวิญญาณแล้ว ฉะนั้นการพัฒนาหอหมอปีศาจจึงไม่ถูกขัดขวางอีกต่อไป ซึ่งมันก็จะสามารถแพร่กระจายไปทั่วทั้งแดนวิญญาณได้สำเร็จ
และนอกจากเรื่องหาเงินแล้ว ก็ยังต้องรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ อีกด้วย
บนสุดอาณาจักรทั้งเล็กใหญ่ ไปจนถึงล่างสุดของวัฒนธรรมเหล่านั้น มู่เฉียนซีไม่มีทางปล่อยไปเด็ดขาด
เนื่องจากว่าเมี่ยเทียนรีบร้อนหลอมชุดเกราะนี้มากเกินไป ดังนั้นเวลาของมันจึงมีจำกัด และเวลาที่จิ่วเยี่ยจะอยู่ข้างกายของมู่เฉียนซีได้นั้นก็มีจำกัดเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ทำให้สองสามวันสุดท้าย จิ่วเยี่ยเอาแต่ตัวติดอยู่กับมู่เฉียนซีทุกวัน ซึ่งมันก็ทำให้มู่อวู่ซวงอยากที่จะใช้พลังสูงสุดขององค์จักรพรรดิกุ่ยจวินต่อสู้กับจิ่วเยี่ยสักหลายร้อยรอบ เพื่อทำให้เขาลอยกระเด็นกลับไปเสีย
มู่เฉียนซีกล่าวกับจิ่วเยี่ยด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้ารีบกลับไปเร่งเมี่ยเทียนต่อเถอะ ให้เขาทำชุดเกราะดี ๆ อีกชุดหนึ่ง พวกเราจะได้มาตามหาดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ของแดนวิญญาณด้วยกัน ดีหรือไม่?”
จิ่วเยี่ยพยักหน้าเล็กน้อย และหลังจากที่เขารอให้มู่เฉียนซีหลับไปในยามค่ำคืนแล้ว เขาจึงจากไป
เมื่อกลับไปยังความว่างเปล่าที่อยู่ห่างไกลจากมู่เฉียนซีมากแล้ว จิ่วเยี่ยก็ถอดชุดเกราะของเขาออก
ผมสีดำขลับของเขาปลิวไสว ดวงตาสีฟ้าเย็นยะเยือกคู่นั้นของจิ่วเยี่ยลึกล้ำราวกับเหวลึกก็มิปาน
ทันใดนั้นเขาก็หายไปจากสถานที่แห่งนั้นทันที
จู่ ๆ กลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัวอันคุ้นเคยก็เข้ามาใกล้อีกครั้ง องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณจ้องมองไปยังใบหน้าของชายหนุ่มผู้หล่อเหลาอย่างไม่มีผู้ใดในโลกนี้เปรียบได้ผู้นั้น ซึ่งเขาก็คืออ๋องของคุกโลหิตแห่งแดนนรกนั่นเอง
“อ๋องจิ่วเยี่ย เหตุใดท่านจึงมาที่นี่เล่า” โยวเยี่ยจุนกล่าว
“ครั้งนี้เจ้าทำได้ไม่เลวเลย แต่เราจำเป็นจะต้องตามหาดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ให้เจอโดยเร็วที่สุด ต้องเร็วมาก ๆ!” จิ่วเยี่ยกล่าวอย่างเย็นชา
“เรื่องนี้ท่านวางใจเถิด สิ่งของที่อ๋องจิ่วเยี่ยต้องการ ข้าจะต้องตามหาให้เจอโดยเร็วที่สุด” โยวเยี่ยจุนกล่าวตอบ
ดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ นอกจากจะรู้ว่าเมล็ดพันธุ์ของพลับพลึงแดงอยู่ที่ไหนแล้ว ก็ยังคงไม่มีร่องรอยของดอกอื่น ๆ เลย
มู่เฉียนซีเตรียมเดินทางไปทั่วแดนวิญญาณ โดยที่พามังกรร้ายและเจ้าผลไม้น้อยไปด้วย
แต่มู่อวู่ซวงนั้นเป็นห่วงเล็กน้อย และไม่อยากให้นางออกห่างจากเขามากเกินไป แต่มังกรวารีก็ช่วยพูดแทนมู่เฉียนซีว่า
“คุณชายอวู่ซวงวางใจเถิดขอรับ มีมังกรวารีอยู่ด้วย จะต้องดูแลนายท่านได้อย่างแน่นอน ข้าไม่มีทางปล่อยให้นายท่านเจอเรื่องที่ไม่ดี หรือมีอันตรายใด ๆ แน่นอน” มังกรวารีรับประกันกับมู่อวู่ซวง
มู่อวู่ซวงกล่าวว่า “อื้ม! แต่ว่าซีเอ๋อร์เจ้าต้องรีบกลับมานะ”
หากไม่ใช่ว่ามีเรื่องที่สำคัญต้องจัดการ และต้องการฟื้นฟูความสามารถโดยเร็ว เพื่อให้ได้สิทธิ์ในการควบคุมแดนวิญญาณมาละก็ เขาก็อยากจะออกไปหาประสบการณ์เป็นเพื่อนซีเอ๋อร์เช่นกัน
ผู้คนต่างรู้สึกว่า นับตั้งแต่ฝ่าบาทน้อยจากไป ฝ่าบาทอวู่ซวงของพวกเขาก็เปลี่ยนเป็นน่าเกรงขามมากขึ้นเรื่อย ๆ และไม่ได้เป็นคนอ่อนโยนเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว
แต่ละเขตแดนทั้งสิบแปดของแดนวิญญาณล้วนแตกต่างกัน และมู่เฉียนซีในตอนนี้ก็กำลังอยู่ในเมืองที่ห่างไกลอย่างเมืองฉื้ออวิ๋น
เมืองแห่งนี้เป็นเมืองรองที่เงียบสงบเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังมีอาหารที่อร่อยมากอีกด้วย
มังกรร้ายลากกั๋วเอ๋อร์น้อยไปหาของกินและเดินทั่วทุกตรอกซอกซอย ส่วนมังกรวารีก็จัดหาอาหารที่เหมาะสมกับมู่เฉียนซีมาวางอยู่เบื้องหน้าเจ้านายของตนเอง พลางป้อนอย่างอ่อนโยน
“โฮกกก!” ในระหว่างที่กำลังเพลิดเพลินอยู่กับวันพักผ่อนอันสงบสุข กลับคิดไม่ถึงเลยว่าเหนือท้องฟ้าในเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้จะเปลี่ยนเป็นดำมืดขึ้นมาอย่างกะทันหัน นอกจากนี้ยังมีเสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังออกมาจากป่าที่อยู่ไม่ไกลเท่าไรนักอีกด้วย
มู่เฉียนซีทะยานขึ้นไปกลางอากาศเพื่อสังเกตการณ์ จากนั้นก็ค้นพบว่า มีสัตว์ร้ายจำนวนมากรวมตัวกันอย่างหนาทึบราวกับคลื่นยักษ์ก็มิปาน กำลังพุ่งตรงมายังเมืองแห่งนี้
“สัตว์ร้ายก่อจลาจล! คิดไม่ถึงเลยว่าสัตว์ร้ายก่อจลาจล!”
พลังจิตวิญญาณของมู่เฉียนซีแพร่กระจายออกมา นางจ้องมองไปยังป่าลึกแห่งนั้น และสัมผัสได้ถึงพลังแห่งความตายที่รุนแรงมาก ซึ่งสัตว์ร้ายที่อยู่อย่างสงบสุขในวันธรรมดาต้องก่อการจลาจลขึ้นเพราะการมีอยู่ของมัน
เนื่องจากว่าเมืองแห่งนี้เป็นเมืองที่สงบสุข จึงทำให้ความสามารถของผู้คนไม่ได้สูงมากนัก
หากว่ามีสัตว์ร้ายนับพันพุ่งทะยานมาถึงที่นี่ เช่นนั้นเมืองแห่งนี้จะต้องกลายเป็นซากปรักหักพัง และเต็มไปด้วยซากศพทั่วทุกหนแห่งเป็นแน่!
“ข้ายังกินไม่พอเลยนะ” เจ้าผลไม้น้อยกล่าว
“นายท่าน ไม่สามารถปล่อยให้พลังแห่งความตายทำตามอำเภอใจเช่นนี้ได้ พวกเราลงมือกันเถอะ!” มังกรร้ายกล่าวอย่างยึดมั่นในความชอบธรรม
“อย่าคิดว่าข้าไม่รู้จักเจ้าดีพอ เจ้าก็แค่อยากทำให้กั๋วเอ๋อร์น้อยพึงพอใจเท่านั้นแหละ ตอนนี้เจ้าจงกลายเป็นร่างเดิม จากนั้นก็ทะยานไปในอากาศ และทำลายล้างก่อนสัตว์ร้ายหนึ่งก้าว แค่ทำให้คนในเมืองที่กำลังตกใจวิ่งหนีไปอีกทางของป่านั้นก็เพียงพอแล้ว” มู่เฉียนซีกล่าว
สัตว์ร้ายนับหมื่นนับพับกำลังใกล้เข้ามา จึงจำเป็นต้องอพยพคนในเมืองทั้งหมดออกไป มิเช่นนั้นได้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากแน่นอน
มังกรร้ายปรากฏตัวขึ้นมากลางอากาศ จากนั้นก็ปกคลุมท้องฟ้าเอาไว้ และกลิ่นอายที่อันตรายของมันก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งเมืองแห่งนี้
คนในเมืองไม่ทันค้นพบการก่อจลาจลของสัตว์ร้ายที่อยู่ในระยะไกล แต่พวกเขาสามารถสัมผัสได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของมังกรร้ายที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมนี้ได้
“แย่แล้ว! ช่างเป็นสัตว์ร้ายที่น่าสะพรึงกลัวจริง ๆ พวกเรารีบหนีกันเถอะ!”
“เร็วเข้า!”
ตูมม โครมมม!
มังกรร้ายเริ่มการโจมตี และบีบบังคับให้พวกเขาต้องออกไปให้ไกลเมืองมากที่สุด
คนที่อยู่ภายในเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ไม่มีผู้ใดสามารถเอาชนะสัตว์ร้ายระดับมังกรร้ายนี้ได้ ดังนั้นจึงไม่มีคนที่ไม่กลัวตายต่อสู้กับมังกรร้าย แต่ไปขอกำลังเสริมแทน
แน่นอนว่านี่ทำให้พวกเขามีโอกาสที่จะหลบหนีมากมาย และในตอนที่กำลังเสริมมาถึง พวกเขากลับค้นพบว่ามังกรร้ายที่เคยคุกคามคนในเมืองก่อนหน้านี้ ในเวลานี้กำลังต่อสู้อยู่กับสัตว์ร้ายจำนวนมาก!
พวกเขากล่าวอย่างตื่นตะลึงว่า “พระเจ้า! มีสัตว์ร้ายจำนวนมากขนาดนี้ตรงมาที่นี่อย่างนั้นหรือ สัตว์ร้ายที่อยู่ในป่าทั้งหมดบ้าคลั่งไปแล้วหรืออย่างไร”
“สัตว์ร้ายมากมายขนาดนี้ หากคนในเมืองไม่รีบหนีออกไป เกรงว่าคงไม่พอให้สัตว์ร้ายเหล่านี้ได้ฝังเขี้ยวเล่นเป็นแน่!”
“ท่านแม่ทัพ พวกเราควรจะทำเช่นไรดีขอรับ”
“รอดูสถานการณ์ไปก่อนก็แล้วกัน การที่มังกรร้ายต่อสู้กับสัตว์ร้ายเหล่านั้นก็เป็นเรื่องที่ดีเช่นกัน อย่างไรเสียพวกเราก็ไม่มีวิธีจัดการกับสัตว์ร้ายจำนวนมากมายเช่นนี้ได้อยู่แล้ว หากเข้าไปก็รนหาที่ตายเปล่า ๆ!”
“มีคน!” ทันใดนั้นก็มีคนกล่าวอย่างตื่นตกใจ
แน่นอนว่าต้องมีคนอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังเป็นสาวน้อยถึงสองคนอีกด้วย
คนหนึ่งคือหญิงสาวในชุดสีม่วงที่เคลื่อนไหวอย่างงดงามอย่างหาที่เปรียบมิได้
ส่วนอีกคนหนึ่ง ก็คือสาวน้อยน่ารักที่สวมชุดกระโปรงฟูฟ่องสีทอง
พวกเขาจ้องมองด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง “แม่นางทั้งสองคนนั้นอยากตายอย่างนั้นหรือ คิกไม่ถึงเลยว่าจะพุ่งตรงเข้าไปในสถานที่ที่อันตรายเช่นนี้ นี่มัน…”
ตูมมม โครมมม!
หลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็ต้องตกตะลึงทันที
เนื่องจากพวกเขาได้เห็นสาวน้อยทั้งสองที่ดูเปราะบางเป็นอย่างยิ่ง แต่กลับสามารถระเบิดพลังในการต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดออกมาได้ อีกทั้งยังโจมตีสัตว์ร้ายทั้งหมดจนกระเด็นลอยออกไปได้อีกด้วย
นอกจากนี้ดูเหมือนว่าพวกนางจะร่วมมือกับมังกรร้ายตัวนั้น ใช่แล้ว พวกเขาร่วมมือกัน! และดูเหมือนว่ามังกรร้ายตัวนั้นจะทำตามคำสั่งสาวน้อยทั้งสอง
เมื่อเห็นสิ่งนี้ พวกเขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก พลางกล่าวว่า “ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะดีกว่าที่พวกเราจินตนาการเอาไว้มากเลยสินะ”
.
.