ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2719 คือบุปผาคู่
เมื่อมีพลังที่ไม่สามารถอธิบายได้ถูกผสานเข้าไปในสายเลือด จึงทำให้หญิงสาวที่เคยมีชีวิตชีวาคนนั้นกลายเป็นนิ่งเงียบไปทันที
แต่ทว่าในตอนที่เขากำลังจะลงมือ กลับพบว่านางนั้นกำลังต่อต้านอย่างหนัก!
ต่อต้านแล้วอย่างไร แน่นอนว่าความสามารถของนางสู้เขาไม่ได้ เขาจึงทำสำเร็จในที่สุด หลังจากนั้นผู้หญิงคนนี้ก็มองมาที่เขาด้วยความเกลียดชัง
พวกเขาอยู่ภายใต้การเฝ้ามองของสัตว์ร้ายแห่งความตายวันแล้ววันเล่า จนในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ
มันกล่าวว่า “ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะสมที่จะเลี้ยงเด็ก พวกเจ้าออกไปได้แล้ว! แต่หลังจากที่เด็กทั้งสองคนนั้นเติบโตขึ้น เจ้าก็จงจำเอาไว้ว่าต้องพาพวกเขามาที่นี่ เพราะข้าต้องใช้พวกเขา!”
“ส่วนเจ้า ตอนนี้เป็นลูกชายคนเล็กขององค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณ เจ้าอยากได้พลังหรือไม่ มันเป็นพลังที่แข็งแกร่งกว่าพี่น้องของเจ้า และข้าก็สามารถมอบมันให้เจ้าได้” ทันใดนั้นสัตว์ร้ายก็ได้โยนเหยื่อที่เย้ายวนยิ่งออกมาให้เขา
ในตอนนั้นโยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นกล่าวปฏิเสธ แม้ว่าเขาจะปรารถนาในพลังมากเพียงใด แต่ก็รู้ว่าเจ้านี่คือลูกน้องของเทพมรณะที่เคยโจมตีแดนวิญญาณมาก่อนแน่นอน
การคบค้าสมาคมกับคนเช่นนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการคุยกับคนร้ายที่ยากจะหาผลประโยชน์ให้ตนเองได้ ทั้งยังอันตรายอีกด้วย!
เขาไม่กล้าทำเช่นนั้น และหลังจากที่เขาตัดสินใจได้ เขาก็ออกไปจากสถานที่แห่งนั้นและไม่กลับไปอีกเลย
แต่ทว่าผู้หญิงคนนั้น หลังจากที่ออกมานางก็ได้แสดงท่าทางที่เชื่อฟังเขามากเป็นพิเศษ
ผลปรากฏว่าในระหว่างทางที่กลับไปยังเมืองฉื้ออวิ๋น นางก็ได้ฉวยโอกาสวางแผนร้ายต่อเขา และสามารถหนีไปได้ในที่สุด
คนของเขาปล่อยให้นางหลุดมือ และเขาก็หานางไม่พบอีกเลย
เขาไม่อยากเข้าไปพัวพันใด ๆ กับสัตว์ร้ายแห่งความตายอีก และไม่อยากที่จะกลับไปพบมันอีกครั้ง ดังนั้นเขาจึงปล่อยนางให้หายไป
เขายังคงหมกมุ่นอยู่กับการฝึกฝน และไม่ได้ตามหานางต่อแต่อย่างใด
“อย่างที่รู้ เมื่อไม่นานมานี้ ข้าไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ข้าไม่สามารถหาทางแก้แค้นได้ สุดท้ายภายในสมองของข้าก็นึกถึงเสียงของสัตว์ร้ายแห่งความตายขึ้นมา ทำให้ข้าไปที่ป่าแห่งนั้นเพื่อตามหามัน! มันให้ข้าหาเด็กทั้งสองคนนี้ให้เจอ บอกว่าถึงเวลาที่สุกงอมแล้ว! เดิมทีข้าคิดว่าการหาเด็กทั้งสองคนนี้เหมือนกับการงมเข็มในมหาสมุทร แต่คิดไม่ถึงเลยว่ามันจะหาเจอได้อย่างราบรื่นถึงเพียงนี้” โยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ
และนี่ก็คือต้นสายปลายเหตุทั้งหมด
มู่เฉียนซีกล่าวถามว่า “ดอกไม้ชนิดนั้น มีลักษณะเป็นอย่างไร”
“มันมีสีขาว ดอกหนึ่งอยู่เหนือ หนึ่งก้านมีสองดอก มันเป็นดอกไม้ที่อันตรายมาก สัตว์ร้ายตัวนั้น ไม่ได้บอกข้าว่ามันคือดอกอะไร แต่ว่ามันมีความพิเศษเป็นอย่างยิ่ง” โยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นกล่าว
คำอธิบายนี้ ทำให้มู่เฉียนซีคิดว่ามันอาจจะเป็นบุปผาคู่แห่งแดนวิญญาณก็เป็นได้
แน่นอนว่าในตอนที่อาเล็กเป็นองค์จักรพรรดิกุ่ยจวิน เขาต้องเคยเห็นดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่อยู่แล้ว ฉะนั้นเขาจึงได้วาดดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ออกมา ซึ่งมันก็ทำให้นางรู้ว่าบุปผาคู่แห่งแดนวิญญาณมีลักษณะเป็นอย่างไรกันแน่
หลังจากนั้นมู่เฉียนซีก็ได้หยิบภาพวาดแผ่นหนึ่งออกมาให้โยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นได้ดู นางกล่าวถามว่า “เจ้าดูหน่อยว่าดอกไม้ที่เจ้าเห็นมีลักษณะเช่นนี้หรือไม่”
“ใช่แล้ว!” โยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นพยักหน้ากล่าว
อาเล็กเคยบอกว่า ที่บุปผาคู่กลายมาเป็นสองดอกก็เพื่อให้พวกมันแข่งขันและเข่นฆ่ากันเองมาตั้งแต่แรกแล้ว
แต่สุดท้ายหลังจากที่ดอกหนึ่งหายไป อีกดอกหนึ่งก็ใช้ชีวิตต่อไปได้ไม่นานอยู่ดี
และนางก็ไม่รู้ว่าเจ้าสัตว์ร้ายตัวนั้นใช้วิธีการที่แปลกประหลาดมากมายเพียงใด ถึงทำให้เด็กที่เกิดมามีสายเลือดของบุปผาคู่ได้
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงไม่สามารถควบคุมสัญชาตญาณได้ ดังนั้นพวกเขาจึงเข่นฆ่ากันเองหลังเที่ยงคืนทุกคืน ไม่ว่าในตอนเช้าพวกเขาพี่น้องจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากเพียงใดก็ตาม
หลังจากที่เด็กน้อยทั้งสองรู้เรื่องจริงทั้งหมดแล้ว พวกเขาก็รู้สึกหดหู่เล็กน้อย พวกเขากล่าวว่า “ฝ่าบาทน้อย พวกเราคือสัตว์ประหลาด เป็นสัตว์ประหลาดที่ถูกสัตว์ร้ายแห่งความตายสร้างขึ้นมา!”
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “ในเมื่อรู้ต้นสายปลายเหตุแล้ว บางทีอาจจะยังมีหนทางแก้ไขอยู่ ฉะนั้นพวกเจ้าอย่าได้กังวลเกินไปนักเลย”
ในเมื่อรู้ตำแหน่งของบุปผาคู่แล้ว มู่เฉียนซีก็ไม่อยากล่าช้าอีกต่อไป นางกล่าวว่า “เจ้ารู้ว่าสัตว์ร้ายแห่งความตายตัวนั้นอยู่ที่ใดใช่หรือไม่ นำทางไปสิ”
ฉึก!
เข็มยาเข็มหนึ่งปักลงไปบนแขนของเขา อย่างน้อยก็ทำให้เจ้าโยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นผู้นี้มีแรงพอที่จะเดินได้
เขากล่าวด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดว่า “จะ…เจ้าจะกล้าหาญมากเกินไปแล้ว คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะกล้าไปหาท่านผู้นั้น นี่เจ้าอยากตายมากอย่างนั้นหรือ?”
“มันก็เป็นเพียงแค่สุนัขรับใช้ตัวหนึ่งของเทพมรณะเท่านั้น เจ้าคิดว่าข้าจะกลัวมันอย่างนั้นหรืออย่างไร” มู่เฉียนซีเลิกคิ้วกล่าว
โยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นรู้ว่าเป็นเพราะข้างกายของนางมีคนที่แข็งแกร่งมากอยู่ด้วย ดังนั้นนางถึงได้รู้สึกมั่นใจมากขนาดนี้
ถึงเขาอยากจะบอกว่านางประเมินสัตว์ร้ายแห่งความตายต่ำเกินไป แต่เขาก็อยากจะให้มู่เฉียนซีตายจนทนไม่ไหวแล้วเช่นกัน
เขากล่าวว่า “ให้พาเจ้าไปก็ได้อยู่หรอก แต่ต้องพาเด็กทั้งสองคนนั้นไปด้วย! เพียงเท่านี้ก็จะถือว่าข้าทำภารกิจสำเร็จเสียที มิเช่นนั้นแล้วละก็ เจ้าสัตวร้ายแห่งความตายนั่นต้องไม่อยากเจอข้าแน่นอน”
“ไม่ได้! ข้าให้เจ้านำทางไป ก็นำไปเถอะ!” มู่เฉียนซีกล่าวปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
เจ้าสัตว์ร้ายแห่งความตายนั่นต้องไม่ใช่คนใจดีแน่นอน ฉะนั้นนางไม่สามารถปล่อยให้เด็กน้อยทั้งสองคนนี้ไปเสี่ยงได้
“หากไม่พาเหยื่อที่มันต้องการไปด้วย มันก็ไม่อยากจะเจอข้า แม้ว่าข้าจะรู้ตำแหน่งของมัน แต่ก็ไม่มีทางหามันเจออยู่ดี เจ้าต้องเชื่อข้าสิ”
“ฝ่าบาทน้อย ให้พวกเราไปด้วยเถิดขอรับ!” เหลียงเยว่เอ่ยปาก
“พวกเราไม่กลัวอันตรายหรอกขอรับ” เยว่เจี้ยนกล่าต่อ
การพาพวกเขาไปด้วยอาจจะดีที่สุดแล้ว เพราะบางทีอาจจะหาหนทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับร่างกายของพวกเขา หรือสามารถแก้ไขได้ทันทีเลยก็เป็นได้
แต่ทว่าอีกฝ่ายก็เป็นถึงสัตว์ร้ายแห่งความตายที่ทรงพลัง ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่อันตรายเป็นอย่างยิ่ง
“พวกเราสัญญา พวกเราจะไม่ถ่วงแข้งถ่วงขาอย่างแน่นอน!” เด็กน้อยทั้งสองคนกล่าว
“ตกลง! ข้าพาพวกเจ้าไปด้วยก็ได้!”
ในที่สุดมู่เฉียนซีก็เห็นด้วย ดังนั้นสีหน้าของโยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นจึงเต็มไปด้วยความยินดีขึ้นมาทันที นี่ช่างเป็นเรื่องที่ดีเหลือเกิน
ตราบใดที่มู่เฉียนซีไปด้วย เขาไม่เพียงแต่ทำภารกิจสำเร็จเท่านั้นแต่ยังสามารถสังหารมู่เฉียนซีได้อีกด้วย นี่ถือว่ายิงธนูครั้งเดียวได้นกถึงสองตัวเลยทีเดียว
“ตอนนี้เจ้าคงจะดีใจมากเลยสินะ คิดว่ายิงธนูครั้งเดียวได้นกสองตัวอย่างนั้นหรือ โยวเยี่ยฉื้ออวิ๋น ข้าแนะนำว่าเจ้าอย่าฝันกลางวันไปเลยจะดีกว่า หากข้าเป็นอะไรไป เจ้าที่โดนพิษของข้าไปแล้วก็อย่าคิดว่าจะมีชีวิตอยู่ได้นานเลย” มู่เฉียนซีกล่าวอย่างเย็นชา
เขาถูกมองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง และอดไม่ได้ที่จะตัวสั่นเทาเพราะสายตาที่เย็นชาของมู่เฉียนซี หลังจากนั้นเขาก็กล่าวว่า “ข้าไม่กล้าคิดเช่นนั้นแน่นอน จริง ๆ…”
โดนวางยาพิษแล้วอย่างไรล่ะ ฝีมือของท่านผู้นั้นเหนือเมฆจะตายไป แม้แต่คนที่ตายยังกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง ฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงเรื่องการถอนพิษเลย
แม้ว่าโยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นจะไม่แสดงออกบนสีหน้า แต่เขากลับมีความมั่นใจเป็นอย่างมาก
“ออกเดินทางกันเถอะ!” มู่เฉียนซีพาคนไปด้วยแค่สองสามคนและออกเดินทางทันที นอกจากนี้ยังเป็นเพียงคนของโยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นเท่านั้นอีกด้วย ซึ่งพวกเขาทำหน้าที่ในการประคองโยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นและดูแลเด็กทั้งสองคนเท่านั้น
ในตอนที่เดินเข้าไปในป่า มู่เฉียนซีก็ต้องขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อยทันที
มังกรร้ายและกั๋วเอ๋อร์น้อยออกมานานมากขนาดนี้แล้ว แต่คิดไม่ถึงเลยว่าพวกเขาจะไม่กลับมาเสียที คงไม่เกิดเรื่องอะไรกับพวกเขาทั้งสองคนใช่หรือไม่
เมื่อมู่เฉียนซีรู้สึกเป็นกังวลเกี่ยวกับเรื่องของพวกเขา นางก็ได้ให้พวกเขาเหล่านี้เร่งความเร็วมากยิ่งขึ้นไปอีก
ทำให้โยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นที่เดิมทีก็อ่อนแอมากอยู่แล้ว ยิ่งทรมานจนหน้าซีดเผือดมากขึ้นไปอีก
เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงจุดหมายมากขึ้นเรื่อย ๆ ทันใดนั้นก็มีเสียงที่มืดมนดังออกมา “โอ้! ในที่สุดเจ้าก็มาแล้ว ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของบุปผาคู่ ดูเหมือนว่าเจ้าจะพาคนที่ข้าต้องการมาแล้วสินะ! มาเถิด! ที่นี่ยังมีของเล่นที่น่าสนใจมากอยู่อีกสองคนด้วย!”
ทันใดนั้น ป่าที่มีชีวิตชีวาก็ได้เปลี่ยนกลายเป็นป่าแห่งความตายอันมืดมิดไปในทันที ซึ่งเบื้องหน้าก็มีพลังแห่งความตายที่รูปร่างเหมือนหลุมดำอยู่อีกด้วย
โยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นไม่ได้โกหก หากสัตว์ร้ายแห่งความตายไม่อยากเจอเขาแล้วละก็ เขาก็ยากที่จะหาตำแหน่งของเจ้าหมอนี่เจอ เพราะเจ้าหมอนี่ก็ค่อนข้างที่จะระมัดระวังตัวมากทีเดียว
“เข้าไปข้างในนั้นนั่นแหละ!” ทันทีที่โยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นกล่าวจบ ก็สาวเท้าเข้าไปข้างในทางเข้าของหลุมดำนั้นทันที
“พวกเราก็เข้าไปกันเถอะ!” มู่เฉียนซีกล่าว
พลังแห่งความตายไหลทะลักเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และทันทีที่โยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นเข้าไปก็เกือบถูกพลังนี้พัดจนลอยกระเด็นออกไปเลยทีเดียว!
.
.