ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2739 การทดลองลับ
“อวู่ซวงรักเจ้ามากขนาดนั้น เขาเคยปฏิเสธคำขอของเจ้าอย่างนั้นหรือ” องค์จักรพรรดินีแห่งแดนวิญญาณกล่าว
“ไม่เคยเพคะ!” มู่เฉียนซีกล่าวตอบ
“เช่นนั้นหากข้าจะออกเดินทาง ข้าจะส่งคนมารับเจ้าก็แล้วกัน!” องค์จักรพรรดินีแห่งแดนวิญญาณกล่าว
เฟิ่งเสี่ยวเยี่ยนไม่กล้าที่จะเชื่อหูของตนเองเลย คิดไม่ถึงเลยว่าองค์จักรพรรดินีแห่งแดนวิญญาณจะพานางปีศาจน้อยอย่างมู่เฉียนซีกลับไปที่ตระกูลเฟิ่งด้วย!
อย่างที่รู้กันว่าพวกเขามีแผนชั่วร้ายต่อตระกูลเฟิ่ง และยังมีความสนใจสิ่งของที่สามารถเปลี่ยนร่างกายของนางได้อีกด้วย
หากว่านางได้ไป ก็ไม่รู้ว่าจะสร้างปัญหาอะไรออกมาบ้าง
เฟิ่งเสี่ยวเยี่ยนรู้สึกกระวนกระวายขึ้นมาทันที นี่เป็นการชักศึกเข้าบ้านชัด ๆ!
“เจ้าคิดเพียงแค่ว่าจะคอยปรนนิบัติอวู่ซวงอย่างไรก็เพียงพอแล้ว ในเมื่อเป็นคนของอวู่ซวงแล้ว ก็อย่ามัวแต่คิดถึงตระกูลเฟิ่งอยู่เลย!” องค์จักรพรรดินีแห่งแดนวิญญาณกล่าวกับเฟิ่งเสี่ยวเยี่ยนก่อนที่จะจากไป
เห็นได้ชัดว่า องค์จักรพรรดินีแห่งแดนวิญญาณกับเฟิ่งเสี่ยวเยี่ยนไม่มีความใจตรงกันเลยแม้แต่น้อย เพราะองค์จักรพรรดินีไม่สามารถคาดเดาความคิดของนางได้ และจากไปทันที ซึ่งนั่นก็ทำให้เฟิ่งเสี่ยวเยี่ยนสิ้นหวังเล็กน้อย
ความจริงแล้วนางไม่ได้คิดว่าสาวน้อยอย่างมู่เฉียนซี จะสามารถสร้างผลกระทบต่อตระกูลเฟิ่งได้มากเท่าไรนัก
แต่พอนึกถึงนางและคนข้างกายของนาง รวมไปถึงมู่อวู่ซวง ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากนางเลยแม้แต่น้อย
ก็ทำให้นางอดเป็นกังวลเกี่ยวกับตระกูลเฟิ่งไม่ได้ เพราะนางสาวน้อยผู้นี้ร้ายกาจมากจริง ๆ
“อะไรนะ ซีเอ๋อร์ เจ้าจะไปตระกูลเฟิ่งอย่างนั้นหรือ?” มีคำว่าไม่เห็นด้วยเขียนอยู่เต็มหน้าของมู่อวู่ซวงไปหมด
นางได้คาดการณ์เอาไว้แล้วว่าอาเล็กคงจะไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรก หลังจากนั้นก็ต้องดูว่านางจะพูดโน้มน้าวเขาได้อย่างไร
“ในเมื่อเบาะแสมาอยู่ตรงหน้าแล้ว แน่นอนว่าพวกเราจะต้องตรวจสอบให้ลึกลงไปอีก นอกจากนี้องค์จักรพรรดินีแห่งแดนวิญญาณยังมามอบโอกาสให้ข้าด้วยตนเองเช่นนี้อีก ฉะนั้นข้าย่อมต้องใช้ประโยชน์จากมันให้ได้อยู่แล้ว!” มู่เฉียนซีกล่าวตอบ
“นางไม่ได้มีเจตนาดีชัดๆ!” มู่อวู่ซวงกล่าว
“มีนิรันดร์และมังกรวารีอยู่ด้วย แม้ว่าตระกูลเฟิ่งจะมีเจตนาร้ายกับข้า แต่ก็ทำอะไรข้าไม่ได้อยู่ดี อาเล็กวางใจเถิดเจ้าค่ะ! แต่ข้าเองก็ไม่สบายใจที่จะให้ท่านอยู่ที่นี่! หากท่านถูกเฟิ่งเสี่ยวเยี่ยนทำให้หลงใหลจะทำเช่นไรล่ะเจ้าคะ”
“เป็นไปไม่ได้หรอก!” มู่อวู่ซวงกล่าวอย่างใจเย็น
หากเป็นเรื่องที่มู่เฉียนซียืนยันว่าจะทำให้ได้ โดยปกติแล้วมู่อวู่ซวงไม่มีทางไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว เพราะเขาไม่ใช่คนแก่ที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น
แต่หากมู่อวู่ซวงรู้เป้าหมายหลักที่องค์จักรพรรดินีแห่งแดนวิญญาณพามู่เฉียนซีไปตระกูลเฟิ่งว่าคืออะไรแล้วละก็ คาดว่าคงไม่มีทางปล่อยให้มู่เฉียนซีไปแน่นอน
เพราะองค์จักรพรรดินีแห่งแดนวิญญาณอยากจะพามู่เฉียนซีไปดูตัว และคิดจะแนะนำหนุ่มน้อยจำนวนมากให้มู่เฉียนซีอีกด้วย
แน่นอนว่า คนเหล่านั้นทั้งหมดต้องกลับไปพร้อมกับความล้มเหลวเพราะนิรันดร์
มังกรวารีถอยกลับไปอยู่ในมุมมืด ส่วนนิรันดร์อยู่ช่วยมู่เฉียนซีรับมือกับสถานการณ์เหล่านี้
ไม่ว่าจะเป็นทางด้านไหน นิรันดร์ก็สามารถเอาชนะหนุ่มน้อยที่องค์จักรพรรดินีกล่าวว่ามีความสามารถได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังเป็นการเอาชนะที่ทำให้ไม่สามารถกลับมายืนหยัดได้อีกด้วย
แสงในแววตาขององค์จักรพรรดินีแห่งแดนวิญญาณเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางคิดที่จะแนะนำให้มู่เฉียนซีได้รู้จักชายที่มีความโด่ดเด่นมากที่สุด และทำให้มู่เฉียนซีไม่เกาะติดอยู่แต่กับมู่อวู่ซวงอีก
แต่ใครจะไปคิดเล่าว่าเพราะคนที่อยู่ข้างกายของมู่เฉียนซียอดเยี่ยมมากถึงเพียงนี้ ซึ่งคนของตระกูลเฟิ่งเหล่านี้เทียบไม่ติดเลยทีเดียว
จำเป็นต้องบอกว่า ชายหนุ่มที่สง่างามอย่างหาที่เปรียบมิได้ในชุดขาวผู้นั้น ทำให้ใบหน้าของนางต้องแดงระเรื่อและใจเต้นแรงทันทีเมื่อมองเห็นเขา
แม้ว่าชายหนุ่มในตระกูลเฟิ่งจะไม่สามารถจีบมู่เฉียนซีได้ แต่ก็ต้องทำให้นางอยู่ที่ตระกูลเฟิ่งให้นานที่สุด เพราะไม่สามารถปล่อยให้มู่เฉียนซีทำภารกิจของเฟิ่งเสี่ยวเยี่ยนล่าช้าได้อีกแล้ว
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “เอาล่ะ! ในเมื่อยากที่จะปฏิเสธการเชื้อเชิญของตระกูลเฟิ่งได้ เช่นนั้นข้าจะอยู่ต่อก็แล้วกัน”
มู่เฉียนซีเองก็หวังว่าจะมีเวลาเพิ่มมากขึ้นอีกสักหน่อย เพื่อค้นหาสถานที่ที่ใช้ค้นคว้าความลับของตระกูลเฟิ่งว่าอยู่ที่ใดด้วยเช่นกัน
“มังกรร้าย เจ้าผลไม้น้อย! หา!” ถึงแม้ว่าจะเป็นเวลากลางดึก แต่มู่เฉียนซีกลับยังไม่นอน
เป็นเรื่องที่ง่ายมากที่จะให้เจ้าผลไม้น้อยค้นหาสิ่งของบางอย่าง เพราะนางค้นหาสถานที่ต่าง ๆ ด้วยการฝังรากลึกลงไปโดยตรงนั่นเอง
ภายในช่วงเวลาสั้น ๆ รากของต้นไม้ก็แผ่กระจายอย่างเงียบเชียบไปทั่วทุกมุมของตระกูลเฟิ่งแล้ว
และพวกเขาก็ค้นพบห้องลับอยู่ในชั้นใต้ดินจริง ๆ ซึ่งสถานที่แห่งนั้นก็ถูกซ่อนไว้ในส่วนลับที่สุดของตระกูลเฟิ่ง
ภายในค่ำคืนที่เงียบสงัด พวกของมู่เฉียนซีก็ได้เข้าไปใกล้ห้องลับใต้ดินห้องนั้น
พวกเขารู้เพียงแค่ว่าห้องลับนี้อยู่ใต้ดิน ต่อไปก็ต้องหาทางเข้าอย่างนั้นสินะ
พลังทางจิตวิญญาณของมู่เฉียนซีสัมผัสได้ถึงร่องรอยของการเคลื่อนไหว นางกล่าวว่า “มีคนกำลังจะออกมาแล้ว พวกเราไปซ่อนเพื่อสังเกตการณ์กันก่อนเถอะ!”
“ขอรับ/เจ้าค่ะ!”
พวกเขาเห็นคนสองคนแบกกระสอบใบหนึ่งออกมา หนึ่งในนั้นกล่าวขึ้นมาว่า “ตายไปอีกสองคนแล้ว!”
“ช่วงนี้ตระกูลเฟิ่งของพวกเราเพื่อที่จะเพาะเลี้ยงหญิงสาวที่มีความโดดเด่นเหล่านั้นออกมา ทำให้ไม่รู้ว่าต้องเสียสละสายเลือดไปมากมายแค่ไหน และตอนนี้ก็ต้องไปตามหาหญิงสาวที่เหมาะสมมาจากที่อื่นแทน! เพราะหญิงสาวมีจำนวนน้อยลงเรื่อย ๆ ทำให้ข้าต้องโสดมาจนถึงตอนนี้”
“เจ้าก็รู้จักพอบ้างเถอะ! หากไม่ใช่เพราะตระกูลเฟิ่งของพวกเขาสร้างหญิงสาวที่สามารถใช้งานได้เหล่านั้นออกมา ตระกูลเฟิ่งจะสามารถแข็งแกร่ง จนทำให้คนปลายแถวอย่างเจ้าและข้าอยู่ดีกินดีอย่างนี้ได้อย่างไร”
“ก็จริง! ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
“ลงมือจัดการพวกเขาเถอะ!” มู่เฉียนซีกล่าว
“ขอรับ!” มังกรร้ายรับคำสั่ง และทำให้คนเหล่านั้นหมดสติไปอย่างรวดเร็ว
จากคำพูดคุยของพวกเขาก่อนหน้านี้ก็ทำให้รู้ว่า คนเหล่านี้ต้องการทำลายหลักฐานเพื่อกำจัดร่องรอย
เป็นไปตามที่คาดไว้ว่าในกระสอบมีศพอยู่สองร่าง ซึ่งดูเหมือนว่าจะมีอายุแค่สิบกว่าปีเท่านั้น ซึ่งทั่วทั้งร่างของเขาได้เปลี่ยนเป็นสีเขียวและตายไป
“ฮืออออ...” เจ้าผลไม้น้อยปิดปากของตนเองไว้ เด็กสาวเหล่านี้ตายได้อย่างน่าเวทนายิ่งนัก ซึ่งนี่ก็ทำให้นางรู้สึกปวดใจมากจริง ๆ
ตระกูลนี้เป็นรองเพียงราชวงศ์เท่านั้น แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะทำเรื่องที่โหดร้ายเช่นนี้ออกมาได้
พวกเขาเลือกที่จะใช้วิธีการที่ส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างร้ายแรงเช่นนี้ เพื่อรักษาความเจริญรุ่งเรืองของตระกูลเอาไว้สินะ
หลังจากนั้นมู่เฉียนซีและมังกรร้ายก็ปลอมตัวโดยใช้รูปร่างของทั้งสองคน ส่วนกั๋วเอ๋อร์น้อยก็ถูกโยนกลับไปอยู่ในมิติ
เพื่อเลี่ยงไม่ให้หลังจากที่นางเข้าไป ต้องเห็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านี้จนทำให้เจ้าเด็กน้อยผู้นี้ยากที่จะรับได้มากขึ้นไปอีก
เมื่อเปลี่ยนตัวตนแล้ว พวกเขาก็เดินกลับเข้าไปในห้องลับใต้ดินอีกครั้ง
หลังจากนั้นก็มีผู้คุมกล่าวขึ้นมาว่า “ทำไมกลับมาไวนักล่ะ ทางนั้นมีคนตายไปอีกคนแล้ว รีบเอาออกไปจัดการเร็ว ๆ เข้าเถอะ”
ดูเหมือนว่าตัวตนที่พวกเขาปลอมตัวมาทั้งสองคนนี้ จะเป็นคนที่อยู่ในระดับที่ต่ำที่สุดในนี้แล้ว
นอกจากจะทำงานเบ็ดเตล็ดเหล่านั้นโดยเฉพาะแล้ว งานหลักที่สำคัญที่สุดก็คือการจัดการศพ
หลังจากที่เข้าไปข้างใน พลังจิตวิญญาณของมู่เฉียนซีก็ได้แผ่กระจายไปทั่วทั้งห้องลับแห่งนี้ ซึ่งมันก็ทำให้นางรู้ทุกสิ่งอย่างทะลุปรุโปร่ง และยังสามารถค้นหาสถานที่ที่ผู้คุ้มเฝ้ากันอย่างแน่นหนามากที่สุดเจออีกด้วย
“ทางนี้ ตามข้ามา”
ในสถานที่แห่งนั้นมีราชันย์วิญญาณระดับเก้าสามคนซ่อนอยู่ ดูท่าแล้วน่าจะมีความลับที่ยิ่งใหญ่มาก
มู่เฉียนซีส่งกระแสจิตบอกกับนิรันดร์ว่า “นิรันดร์ ยอดฝีมือทางด้านนั้นมอบให้เป็นหน้าที่เจ้าแล้วกัน ส่วนราชันย์วิญญาณธรรมดามอบให้เป็นหน้าที่ของมังกรร้ายจัดการ พวกเราดำเนินการให้เร็วที่สุด”
“ขอรับ!”
ตึง ตึง ตึง!
ห้องลับใต้ดินที่มีผู้คุมคุ้มกันอย่างแน่นหนา ยอดฝีมือล้มลงไปอย่างเงียบ ๆ ทีละคน และภายใต้การลงมือของนิรันดร์ พวกเขาเหล่านั้นจะมีกำลังพอตอบโต้ได้อย่างไร
ฟิ้ววว!
หลังจากนั้นเข็มยาของมู่เฉียนซีก็บินออกมา และคนที่โดนโจมตีก็โดนพิษจนล้มลงไปกับพื้น
หลังจากที่จัดการอันตรายเหล่านี้เรียบร้อยแล้ว มู่เฉียนซีและพวกของนิรันดร์ก็เดินเข้าไปข้างใน สถานที่ที่ผู้คุมคุ้มกันแน่นหนาที่สุดแห่งนี้ก็คือห้องกลั่นยานั่นเอง
ภายในห้องกลั่นยาแห่งนี้ มีกลิ่นของม่านถัวหลัวลอยคละคลุ้งเต็มไปหมด และนักปรุงยาเหล่านั้นก็กำลังยุ่งอยู่กับการกลั่นยาลูกกลอน
เพียงแค่ได้ดมกลิ่น ทั้งมู่เฉียนซีและนิรันดร์ก็สามารถวิเคราะห์ส่วนผสมของยาลูกกลอนเหล่านี้ออกมาได้อย่างรวดเร็ว
เพราะใช้เมล็ดของม่านถัวหลัวเป็นวัตถุดิบ จึงทำให้ยาลูกกลอนที่กลั่นออกมาสามารถสร้างร่างกายที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ และยังมีพลังในการสร้างภาพลวงตาอีกด้วย
ระดับของนักปรุงยาแต่ละคนเหล่านี้ล้วนเป็นขยะทั้งสิ้น พวกเขาไม่สามารถกลั่นยาระดับสูงออกมาได้ด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงทำให้มีคนมากมายต้องตายด้วยน้ำมือของพวกเขา
พวกเขาไม่สมควรที่จะถูกเรียกว่านักปรุงยา แต่เป็นเหมือนกับเพชฌฆาตเสียมากกว่า
เมื่อเผชิญหน้ากับคนนอกที่บุกเข้ามาอย่างกะทันหัน นักปรุงยาเหล่านั้นก็สีหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ “พวกเจ้าเป็นใครกันแน่ พวกเจ้าปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
.