ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2742 มีคนหนุนหลัง
“ข้ายังต้องระวังอะไรอีก” ผู้นำตระกูลเฟิ่งรู้สึกว่าตาแก่เหล่านี้เป็นตาแก่หงำเหงือกไปหมดแล้ว ตอนนี้ตระกูลเฟิ่งของพวกเขาได้เปรียบมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
“ระวังอย่าทำลายแม่สาวน้อยผู้นั้น!” เนื่องจากพวกเขาถูกวางยาพิษ และไม่ง่ายเลยกว่าจะหนีออกมาได้ นอกจากนี้ยังพูดได้แค่ประโยคเดียวแล้วต้องหยุดไปอีกด้วย
“นี่คนอย่างพวกเจ้า อยู่ข้างใครกันแน่ฮะ!” ผู้นำตระกูลเฟิ่งกล่าวอย่างมืดมน
นักปรุงยาเหล่านั้นกล่าวว่า “ไม่ ไม่ ไม่! ท่านผู้นำตระกูลอย่าเพิ่งเข้าใจผิด เพราะแม่สาวน้อยผู้นี้มีพรสวรรค์ในการกลั่นยาที่สูงมาก นางสามารถกลั่นยาที่เปลี่ยนร่างกายของหญิงสาวเหล่านั้นให้ประสบผลสำเร็จได้อย่างสมบูรณ์ พวกเราไม่สามารถสังหารอัจฉริยะเช่นนี้ได้ หากมีนางแล้วละก็ ตระกูลเฟิ่งของพวกเรา…”
มีผู้คนมากมายมองไปที่มู่เฉียนซีด้วยความตกใจ พวกเขาก็เคยได้ยินมาเหมือนกันว่าหลานสาวคนนี้ของฝ่าบาทอวู่ซวงเป็นนักปรุงยา นอกจากนี้ยังมีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมมากอีกด้วย
คิดไม่ถึงเลยว่าจะไม่ใช่แค่ไม่เลวเท่านั้น แต่มันยังสุดยอดมากอีกต่างหาก!
แต่นักกลั่นยาที่มีประสบการณ์เหล่านี้ ได้ทำการศึกษาค้นคว้ามาสิบถึงยี่สิบปีแล้ว ยาลูกกลอนของพวกเขายังมีอัตราความสำเร็จในการกลั่นยาเพียงแค่สามต่อร้อยส่วนเท่านั้น แต่แม่สาวน้อยผู้นี้กลับสามารถทำสำเร็จได้อย่างสมบูรณ์
ผู้นำตระกูลเฟิ่งกล่าวว่า “มู่เฉียนซี นี่เป็นผลลัพท์ที่ทำให้ข้าประหลาดใจมากจริง ๆ! มิเช่นนั้นเจ้ามากลั่นยาให้ตระกูลเฟิ่งของข้าสิ แล้วข้าจะมอบเมล็ดของม่านถัวหลัวให้เจ้าปีละเมล็ดดีหรือไม่”
มู่เฉียนซีหัวเราะเยาะออกมาพลางกล่าวว่า “ค่าตัวของข้ามู่เฉียนซีต่ำขนาดนั้นเลยอย่างนั้นหรือ ให้ข้าตั้งใจทำงานให้ตระกูลเฟิ่งของพวกเจ้าเป็นเวลาหนึ่งปี แต่เจ้าให้ข้าเพียงเมล็ดเดียวเนี่ยนะ เจ้าแน่ใจหรือว่าเจ้าไม่ได้กำลังพูดเรื่องตลกอยู่น่ะ”
“ช่างโลภมากเสียจริง ในโลกนี้เหลือเมล็ดม่านถัวหลัวเพียงแค่นี้เท่านั้น ในหนึ่งปีข้าสามารถให้เจ้าได้หนึ่งเมล็ดก็ถือว่าประเมินเจ้าสูงมากแล้ว! เจ้ายังไม่รู้จักดีชั่วอีกอย่างนั้นหรือ หากวันนี้เจ้าไม่รับปาก ข้าก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากใช้วิธีบีบบังคับเจ้า เมื่อถึงเวลานั้นอย่าหาว่าข้าลงมือได้โหดเหี้ยมเกินไปก็แล้วกัน!”
“ตั้งขบวน โจมตีได้!”
หลังจากที่ล้มเหลวในการจับมู่เฉียนซีครั้งแล้วครั้งเล่า ผู้นำตระกูลเฟิ่งที่ยังไม่ละความพยายามก็สั่งให้ลูกน้องของเขาลงมือทันที
และในเวลานี้เอง ลูกศรจำนวนนับไม่ถ้วนก็พุ่งเข้ามาโจมตีด้านหลังของคนจากตระกูลเฟิ่งเหล่านี้
ฉึก ฉึก ฉึก!
ตึง ตึง ตึง!
หลังจากที่มีคนมากมายโดนลูกศรไปแล้ว ก็ล้มลงไปบนพื้นทันที
แม้ว่าจะมีรอยข่วนเพียงแค่เล็กน้อย แต่ก็ทำให้พวกเขาไม่สามารถต่อสู้ได้อยู่ดี
“ท่านผู้นำตระกูล ให้ตายเถอะ! มีคนบุกเข้ามาในตระกูลเฟิ่งของพวกเราขอรับ! มันอันตรายมาก!” มีคนกล่าว
“เป็นคนของเมืองอวู่ซวงหรือเปล่า โยวเยี่ยอวู่ซวงมาช่วยหลานสาวของเขาแล้วหรือ?” ผู้นำตระกูลผงะไปทันที
หากโยวเยี่ยอวู่ซวงที่กำลังเตรียมเป็นเจ้าผู้ครองแดนวิญญาณมาถึงที่นี่ เช่นนั้นเรื่องนี้ก็คงไม่สามารถจัดการได้โดยง่ายอีกแล้ว!
“ไม่ใช่ขอรับ! ท่านผู้นำตระกูล ไม่ใช่คนของเมืองอวู่ซวง แต่เป็นยอดฝีมือของหอหมอปีศาจขอรับ!”
“หอหมอปีศาจเป็นเพียงร้านขายยามิใช่หรือ เพิ่งจะพัฒนามาได้เพียงแค่ครึ่งปี จะมีความสามารถมากพอจะโจมตีตระกูลเฟิ่งของข้าได้อย่างไรกัน” ผู้นำตระกูลเฟิ่งกล่าวอย่างเหลือเชื่อเป็นอย่างมาก
แต่ทว่า ตอนนี้หอหมอปีศาจมีความสามารถถึงขนาดนั้นแล้วจริง ๆ!
ถึงตอนแรกจะอ่อนแอมาก แต่นับตั้งแต่ที่นางได้เจอกับจิ่วเยี่ยอีกครั้ง นางก็ได้ให้คนจากสำนักงานใหญ่ของเมืองหนามโลหิตย้ายมามากมาย
หอหมอปีศาจในตอนนี้ทรงพลังมากเพียงใด คาดว่าแม้แต่องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณก็ยังมิอาจรู้ได้
ตูมม โครมมม!
และทันใดนั้นคนของหอหมอปีศาจก็ได้เริ่มต่อสู้กับคนของตระกูลเฟิ่ง
นอกจากคนของหอหมอปีศาจจะใช้พิษและอาวุธลับแล้ว ความสามารถของแต่ละคนยังแข็งแกร่งมากอีกด้วย ซึ่งไม่รู้เลยว่าปีศาจเหล่านี้โผล่มาจากที่ใดกันแน่
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “นิรันดร์ มังกรวารี ทางด้านของข้าไม่มีอันตรายอะไรแล้ว พวกเจ้ารีบไปจับผู้นำตระกูลเฟิ่งด้วยกันเถอะ”
“ขอรับ!”
หลังจากนั้นมู่เฉียนซีก็พุ่งทะยานไปหาท่านผู้นำตระกูลทันที ก่อนหน้านี้เขาถือว่ามู่เฉียนซีเป็นเพียงแค่เหยื่อ ซึ่งเอาแต่ตะโกนว่าจะฆ่าจะโจมตีนาง
แต่ทว่าตอนนี้สถานการณ์กลับพลิกผัน คนของตระกูลเฟิ่งยุ่งอยู่กับการต่อสู้กับคนของหอหมอปีศาจ ซึ่งมันก็ทำให้พวกเขายุ่งเกินกว่าที่จะทำอะไรได้ และในที่สุดผู้นำตระกูลเฟิ่งก็ตกอยู่ในวงล้อมของการโจมตี
ผู้นำตระกูลเฟิ่งที่อยู่ในระดับราชันย์วิญญาณระดับเก้าต่อสู้อยู่กับนิรันดร์และมังกรวารี และแม้ว่าทั้งสองคนจะยังไม่ทันได้พยายามอย่างเต็มที่ แต่กระบี่มังกรเพลิงพิฆาตวิญญาณก็ถูกวางอยู่บนต้นคอของผู้นำตระกูลเฟิ่งแล้ว
“ในตอนที่ข้าเอานายน้อยตระกูลเฟิ่งมาข่มขู่เจ้า เพราะอยากจะทำให้มันจบลงอย่างง่ายดาย แต่ตอนนี้เจ้าต้องการความยุ่งยาก เช่นนั้นข้าก็ไม่มีทางเลือกเช่นกัน! ข้าต้องการเพียงเมล็ดของม่านถัวหลัวเท่านั้น เจ้าจะยอมมอบให้ข้าหรือไม่ หากเจ้าไม่ยอมส่งมาให้ข้าแล้วละก็ เจ้าจะต้องตาย ตระกูลของเจ้าก็จะจบสิ้น ข้ามู่เฉียนซีพูดคำไหนคำนั้น” มู่เฉียนซีกล่าวอย่างเย็นชา
ผู้นำตระกูลในตอนนี้รู้สึกเหลือเชื่อเล็กน้อย เดิมทีเขาคิดว่ามู่เฉียนซีผู้นี้เป็นเพียงคนไร้ประโยชน์ที่ไม่มีพลังบำเพ็ญและอาศัยฝ่าบาทอวู่ซวงมาตั้งหลักอยู่ในแดนวิญญาณเท่านั้น
เขาไม่คิดมาก่อนเลยว่าคนมากมายของหอหมอปีศาจจะเชื่อฟังนางถึงขนาดนี้ ซึ่งนางก็ไม่ใช่คนที่จะจัดการได้ง่ายเลยแม้แต่น้อย!
“มู่เฉียนซี การที่เจ้ามาอาละวาดเช่นนี้เจ้าไม่กลัวองค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณจะโกรธเอาอย่างนั้นหรือ อย่างที่รู้ว่าน้องสาวของข้าคือองค์จักรพรรดินีแห่งแดนวิญญาณ ทางที่ดีเจ้ายับยั้งชั่งใจไว้หน่อยจะดีกว่า!”
“เหนือเจ้ามีคนคุ้มครอง แล้วเจ้าคิดว่าเหนือหัวข้าจะไม่มีอย่างนั้นหรือ ใครกลัวใครกันล่ะ เมื่อถึงเวลานั้นเจ้าก็ลองดูเถอะว่า ใครกันแน่ที่สำคัญมากที่สุดในใจขององค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณ”
คนที่ปกป้องนางไม่ได้มีเพียงแค่อาเล็กเท่านั้น แต่ยังมีอ๋องแห่งคุกโลหิตที่ทำให้องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณรู้สึกหวาดกลัวได้ผู้นั้นอีกด้วย
แม้ว่าผู้นำตระกูลเฟิ่งเอาตำแหน่งขององค์จักรพรรดินีแห่งแดนวิญญาณออกมาข่มขู่นาง แต่มันก็ไม่สามารถทำให้นางหวาดกลัวได้เลย!
ความจริงแล้วผู้นำตระกูลเฟิ่งไม่มีความมั่นใจเลย ในสายตาขององค์จักรพรรดินั้นหญิงสาวมากมายเหล่านี้เป็นเพียงเสื้อผ้าที่ให้กำเนิดทายาทคนหนึ่งเท่านั้น
และในสายตาของเขา แม้ว่าจะเป็นองค์จักรพรรดินีแห่งแดนวิญญาณ แต่มันก็เป็นเพียงเสื้อผ้าที่ดูงดงามและประณีตมากกว่าเล็กน้อยเท่านั้น
ทว่าฝ่าบาทอวู่ซวงกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เพราะเขาคือลูกชายที่มีพรสวรรค์ขององค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณ และยังเป็นลูกชายที่ได้รับสืบทอดมรดกขององค์จักรพรรดิกุ่ยจวินอีกด้วย
ดูจากที่องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณรีบร้อนสละบัลลังก์ให้กับองค์รัชทายาทอวู่ซวงมากขนาดนี้แล้ว ก็รู้แล้วว่าฝ่าบาทอวู่ซวงนั้นมีความสำคัญมากมายเพียงใด
“หากเจ้าชอบเมล็ดของม่านถัวหลัวมากขนาดนั้น ข้าจะให้เจ้าสองสามเม็ด! แล้วเรื่องในวันนี้ก็ถือว่าให้จบกันไปซะ และหลังจากนี้ข้ากับเจ้าก็ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกันอีก!” ผู้นำตระกูลเฟิ่งกล่าวอย่างหดหู่ใจ ในเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่บีบบังคับ เขาก็จำเป็นต้องประนีประนอม
“ไม่! ข้าต้องการทั้งหมด! เจ้าคิดว่าแค่สองสามเม็ดข้าจะพอใจอย่างนั้นหรือ?” มู่เฉียนซีกล่าวอย่างเย็นชา
“เจ้านี่ช่างได้คืบจะเอาศอกจริง ๆ คิดว่าหอหมอปีศาจเก่งกาจนักหรืออย่างไร เป็นเพียงแค่กองกำลังที่พัฒนาขึ้นมาใหม่เท่านั้น มู่เฉียนซี หากเท่านี้ไม่สามารถสนองความโลภของเจ้าได้ละก็ ตระกูลเฟิ่งของข้าก็จะไม่ยอมปล่อยให้เจ้ารังแกเช่นกัน!” ผู้นำตระกูลเฟิ่งกล่าวขึ้นมาอย่างโกรธเคือง
ตูมม!
ทันใดนั้นก็มีลำแสงระเบิดออกมาอย่างกะทันหัน และมันก็ทำให้มู่เฉียนซีลอยกระเด็นออกไปทันที
“เป็นเพียงแค่สาวน้อยที่มีความสามารถอ่อนแอคนหนึ่ง คิดว่าจะสามารถจับข้าเป็นตัวประกันได้อย่างนั้นหรือ ผู้นำตระกูลอย่างข้าสามารถหนีได้ทุกเมื่อนั่นแหละ!” ผู้นำตระกูลเฟิ่งกล่าวอย่างเคร่งขรึม
มีพลังแห่งสายลมห่อหุ้มมู่เฉียนซีเอาไว้ ซึ่งมันก็ทำให้มู่เฉียนซีไม่ได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย
กลิ่นอายของนิรันดร์และมังกรวารีในเวลานี้อันตรายเป็นอย่างมาก เจ้ามนุษย์นี่รนหาที่ตายนัก
“ยังไม่ยอมแพ้อย่างนั้นสินะ” มู่เฉียนซีกล่าวอย่างเย็นชา
ในตอนที่มู่เฉียนซีกำลังจะเตรียมลงมือต่อ ก็ได้มีเสียงที่ชั่วร้ายเสียงหนึ่งดังขึ้น “คนงาม ไม่ใช่ว่าเจ้าได้ข้อมูลของม่านถัวหลัวแล้วอย่างนั้นหรือ เหตุใดถึงเริ่มสู้กันแล้วล่ะ ข้าเองก็จะมาช่วยเจ้าเช่นกัน”
ทันทีที่จื่อโยวได้รู้ถึงข่าวดีนี้ จิ่วเยี่ยก็ส่งเขาออกมาในทันที
ตอนนี้เยี่ยต้องการที่จะให้คนงามสามารถหาต้นกำเนิดของแดนวิญญาณให้ได้โดยเร็วที่สุด และอยากจะอยู่กับคนงามตลอดเวลาโดยที่ไม่ต้องมีเรื่องใดให้กังวลอีก
“เจ้า…เจ้าคือใต้เท้าจื่อโยวแห่งแดนนรก เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร!” ผู้นำตระกูลเฟิ่งกล่าวด้วยความตื่นตกใจ
เมื่อมีจื่อโยวเพิ่มเข้ามาในการต่อสู้ ผู้นำตระกูลเฟิ่งก็ยิ่งน่าสังเวชมากขึ้นไปอีก!
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ!
และแล้วผู้นำตระกูลเฟิ่งก็ถูกจับเอาไว้ได้อีกครั้ง
ครั้งนี้ร่างกายของเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส และถึงอยากจะหนีการจับกุม ก็คาดว่าน่าจะไม่มีกำลังปลดปล่อยพลังออกมาเลยแม้แต่น้อย
“เอาเมล็ดของม่านถัวหลัวออกมา!” มู่เฉียนซีกล่าวอีกครั้ง
“มู่เฉียนซี เจ้ายอมแพ้เสียเถอะ! ข้าไม่มีทางมอบมันให้เจ้าแน่นอน ยิ่งเจ้าอยากได้ ข้าก็ยิ่งไม่มีทางมอบให้! หากเจ้าฆ่าข้า เจ้าก็จะไม่มีทางได้มันอีกตลอดไป” ผู้นำตระกูลเฟิ่งกล่าวอย่างเดือดดาล
“ข้าไม่ฆ่าเจ้าหรอก เพราะข้าจะทำลายตระกูลเฟิ่งของเจ้าก่อน เจ้ามีความกล้าที่จะลองดูหรือไม่?” ในเมื่อผู้นำตระกูลเฟิ่งในตอนนี้กล้าดึงดันขนาดนี้ เช่นนั้นมู่เฉียนซีก็จะดึงดันให้มากยิ่งกว่าเขา
ใครกลัวกันล่ะ
.