ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2743 ความพิโรธขององค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณ
“เจ้า…” ผู้นำตระกูลเฟิ่งให้ความสำคัญกับตระกูลเฟิ่งเหนือสิ่งอื่นใดอย่างแท้จริง และเมื่อมู่เฉียนซีนำสิ่งนี้มาข่มขู่เขา มันก็เป็นการคุกคามจุดตายของเขาในทันที
“เจ้าสาบานว่า หากข้ามอบเมล็ดม่านถัวหลัวให้เจ้า เจ้าจะไม่แตะต้องตระกูลเฟิ่งของข้า แม้แต่ฝ่าบาทอวู่ซวงก็แตะต้องไม่ได้!” เมื่อผู้นำตระกูลเฟิ่งถูกบีบบังคับให้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวัง เขาก็ทำได้เพียงประนีประนอมเท่านั้น
“ได้สิ! จะให้ข้าสาบานต่อสวรรค์หรือเขียนหนังสือสัญญาก็ย่อมได้! ข้าไม่ได้มีความสนใจในตระกูลเฟิ่งของเจ้าเลย ข้าสนใจแค่เมล็ดของม่านถัวหลัวเท่านั้น!” สิ่งเหล่านี้ ต่างเป็นสิ่งที่ตระกูลเฟิ่งมีไว้เพื่อหาความสะดวกสบายเท่านั้น
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เขาไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว
“ตามข้ามา!” ผู้นำตระกูลเฟิ่งลากร่างที่บาดเจ็บสาหัสของเขา เดินตรงไปยังสถานที่ที่เป็นห้องตำราของเขา
ความสามารถของตระกูลเฟิ่งไม่อ่อนแอเลย แต่ในเมื่อมู่เฉียนซีพูดว่าจะลงมือนางก็ลงมือทันที! ซึ่งก็ไม่ได้ให้เวลาพวกเขาได้เตรียมตัวเลยแม้แต่น้อย
เพราะเป็นการโจมตีที่กะทันหันเกินไป จึงไม่สามารถตอบโต้ได้ทัน และเมื่อการต่อสู้สิ้นสุดลง ตระกูลเฟิ่งก็ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปในที่สุด
เพราะยอดฝีมือตระกูลเฟิ่งทั้งหมดของผู้นำตระกูลเฟิ่งไม่ได้อยู่ที่นี่ ผู้นำตระกูลเฟิ่งเลยแอบคิดในใจว่า ขอเพียงครั้งนี้เขารอดชีวิตไปได้ เขาจะต้องสั่งให้ยอดฝีมือทั้งหมดของตระกูลเฟิ่ง ไปทำลายล้างหอหมอปีศาจ เพื่อล้างความอัปยศในวันนี้ให้จงได้
หลังจากที่มาถึงห้องตำราแล้ว ผู้นำตระกูลเฟิ่งก็เปิดช่องลับ และเขาก็หยิบกล่องน้ำแข็งกล่องหนึ่งออกมาจากภายในช่องลับนั้น
ทันทีที่มู่เฉียนซีเปิดออกดู นิรันดร์ก็พยักหน้าเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “ไม่ผิดแน่ นี่คือเมล็ดของม่านถัวหลัว”
นางคาดว่ากล่องกล่องนี้น่าจะเคยเต็มมาก่อน แต่ทว่าตอนนี้หายไปถึงหนึ่งในสามส่วนแล้ว
ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เพื่อที่จะเพาะเลี้ยงหญิงสาวเหล่านั้น ตระกูลเฟิ่งได้ใช้มันไปไม่น้อยเลย
แต่ก็ยังโชคดีที่ผู้นำตระกูลเฟิ่งถือว่าเป็นคนขี้เหนียวคนหนึ่ง เขามอบให้นักปรุงยาเพียงเล็กน้อย และไม่อนุญาตให้เก็บไว้ส่วนตัว
มิเช่นนั้นน่าจะเหลือมอบให้นางไม่ใช่สองในสามส่วน แต่น่าจะไม่ถึงสองในห้าส่วนเลยด้วยซ้ำ
การต่อสู้อันดุเดือดที่มาจากฝั่งของตระกูลเฟิ่ง ได้ทำให้คนในเมืองหลวงมากมายต้องตื่นตระหนก และมันยังทำให้ทั้งองค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณรวมไปถึงมู่อวู่ซวงต่างตื่นตกใจในเวลาเดียวกัน
มู่อวู่ซวงกล่าวด้วยเสียงที่ทุ้มต่ำว่า “ทางด้านนั้นคือทิศที่ตระกูลเฟิ่งตั้งอยู่ ตอนนี้ซีเอ๋อร์อยู่ที่ตระกูลเฟิ่ง”
“แม่สาวน้อยผู้นั้นเพิ่งจะออกไปไม่นาน อวู่ซวง นี่เจ้าเป็นห่วงนางมากถึงขนาดนี้เชียวหรือ ดูเหมือนว่าเจ้าเหมาะที่จะเป็นพ่อของนางมากจริง ๆ! เพียงแต่พลังที่ผันผวนเช่นนี้ ตระกูลเฟิ่งไปยั่วยุคนแบบไหนมากันแน่” โยวเยี่ยจุนเองก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน เพราะเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันแข็งแกร่งจากตระกูลเฟิ่ง
“เห็นเจ้าเป็นกังวลมากถึงขนาดนี้ เช่นนั้นพ่อจะไปดูนางเป็นเพื่อนเจ้าเอง! อย่างไรเสียตอนนี้เจ้าก็คงจะไม่สามารถมีสมาธิได้อยู่ดี!” โยวเยี่ยจุนกล่าวกับเขา
“พ่ะย่ะค่ะ!” มู่อวู่ซวงตอบกลับโดยที่ไม่ต้องคิดเลยแม้แต่น้อย
หลังจากที่โยวเยี่ยจุนและมู่อวู่ซวงมาถึงตระกูลเฟิ่ง พวกเขาก็ได้เห็นว่าตระกูลเฟิ่งอยู่ในสภาพที่น่าสังเวชเพียงใด
ตระกูลนี้เป็นตระกูลที่รุ่งเรืองอย่างไม่รู้จบ แต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนเป็นมีสภาพที่น่ารันทดเป็นอย่างมาก
ตระกูลเฟิ่งเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งอย่างนั้นหรือ
คิดไม่ถึงเลยว่าองค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณจะเสด็จมาถึงที่นี่ ผู้คนต่างตื่นตกใจเป็นอย่างมาก และทันใดนั้นนายน้อยของตระกูลเฟิ่งก็ร้องไห้ขึ้นมาพลางกล่าวว่า “ฮือออออ! ท่านอาเขย ท่านอาเขยจะต้องให้ความเป็นธรรมกับตระกูลเฟิ่งของพวกเรานะพ่ะย่ะค่ะ! มู่เฉียนซีอาศัยว่าเป็นหลานสาวขององค์รัชทายาทอวู่ซวงจึงทำตัวเอาแต่ใจ คิดจะทำลายแม้แต่ตระกูลเฟิ่งของพวกข้า นี่มันจะมากเกินไปแล้วจริง ๆ นะพ่ะย่ะค่ะ”
“อะไรนะ” ไม่ใช่ว่ามู่เฉียนซีที่อยู่ในตระกูลเฟิ่งจนได้รับผลกระทบ แต่เป็นมู่เฉียนซีเองที่หาเรื่องตระกูลเฟิ่งอย่างนั้นหรือ
“คนเหล่านี้เป็นใคร” โยวเยี่ยจุนกล่าวถาม
“พวกเขาคือคนของหอหมอปีศาจ” ทันใดนั้นก็มีเสียงที่ชั่วร้ายของชายคนหนึ่งดังออกมา
“ใต้เท้าจื่อโยว ท่านมาที่แดนวิญญาณของข้าอีกแล้วหรือ” โยวเยี่ยจุนกล่าวอย่างประหลาดใจเล็กน้อย
“ข้าได้ยินข่าวมาว่ามีความเป็นไปได้ที่ผู้นำตระกูลของตระกูลเฟิ่งเก็บรวบรวมเมล็ดของม่านถัวหลัวหนึ่งในดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่เอาไว้ อย่างที่รู้ว่าเยี่ยเอาแต่เร่งข้าอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นทันทีที่ข้าได้ยินข่าว ข้าก็รีบมาด้วยความเร็ว!” จื่อโยวกล่าวตอบ
“อะไรนะ ตระกูลเฟิ่งมีเมล็ดม่านถัวหลัวอย่างนั้นหรือ คิดไม่ถึงว่าจะซ่อนมันจากข้า!” โยวเยี่ยจุนที่ได้รับรู้ข่าวนี้ก็รู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก
เห็นได้ชัดว่าตระกูลเฟิ่งปกปิดเรื่องบางอย่างจากเขา ซึ่งนี่ถือว่าเป็นข้อห้ามอย่างแน่นอน ช่างบังอาจยิ่งนัก
เมื่อสัมผัสได้ถึงความพิโรธของโยวเยี่ยจุน นายน้อยตระกูลเฟิ่งก็ตกใจจนสีหน้าซีดเผือดไปทันที
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “องค์จักรพรรดิ อย่าพิโรธไปเลยเพคะ! ผู้นำตระกูลเฟิ่งรับปากว่าจะมอบเมล็ดของม่านถัวหลัวให้ข้าแล้ว และตอนนี้ข้าก็เอามันมาได้แล้วเพคะ”
มู่เฉียนซีเดินเข้ามา พร้อมกับถือกล่องที่มีความเย็นยะเยือกอยู่ในมือกล่องหนึ่ง จื่อโยวเดินเข้าไปหาพลางกล่าวว่า “คนงาม กล่องมันเย็นขนาดนั้น หากมันแช่แข็งเจ้าคงไม่ดีแน่ ข้าถือเอง!”
“องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณ นี่คือเมล็ดของม่านถัวหลัวจริง ๆ!” จื่อโยวกล่าวกับองค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณ
เมื่อผู้นำตระกูลเฟิ่งเห็นสีหน้าที่เย็นยะเยือกยิ่งขององค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณ เขาก็คิดว่าอยากจะให้องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณให้ความเป็นธรรมต่อตนเอง แต่ผลปรากฏว่าเขากลับต้องตกใจเป็นอย่างมากแทน
เขากล่าวว่า “ฝ่าบาท กระหม่อม…”
“ข้าเคยให้ตระกูลเฟิ่งของพวกเจ้าช่วยตามหาดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ ตอนนั้นเจ้าตอบข้าเช่นไร เจ้าบอกข้าว่าพวกผู้นำตระกูลเฟิ่งพยายามอย่างสุดความสามารถแล้วแต่ก็ยังหาไม่เจอ คิดไม่ถึงเลยว่าตอนนี้จะค้นพบเมล็ดของม่านถัวหลัวอยู่ในตระกูลเฟิ่งของพวกเจ้า เจ้าจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไร”
หากอยู่ในอาณาจักรธรรมดาทั่วไป นี่ถือเป็นความผิดฐานหลอกลวงจักรพรรดิ และมีโทษถึงขนาดทำลายล้างทั้งตระกูลได้เลย
แล้วยิ่งที่นี่คือแดนวิญญาณ และในฐานะที่องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณโยวเยี่ยจุนเป็นถึงเจ้าครองดินแดน เขาจึงเผด็จการมากยิ่งขึ้นไปอีก
และผู้นำตระกูลของตระกูลเฟิ่งในตอนนี้ก็ถือได้ว่าหลอกลวงองค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณ ในเมื่อจับได้คาหนังคาเขาขนาดนี้แล้ว เขาจะไม่ได้รับโทษฐานหลอกลวงองค์จักรพรรดิได้อย่างไร
“ฝ่าบาท กระหม่อม!”
โยวเยี่ยจุนโบกมือพลางกล่าวว่า “ไม่ต้องพูดเรื่องนี้อีกแล้ว เรื่องที่ผู้นำตระกูลเฟิ่งทำ ข้าจะให้คนตรวจสอบอย่างชัดเจน ข้าจะให้จี๋เอ๋อร์มาตรวจสอบให้แน่ชัด พวกเจ้าก็ทำตนเองให้ดี ๆ เถอะ”
ให้โยวเยี่ยจี๋มาตรวจสอบหรือ! การกระทำเช่นนี้ขององค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณช่างโหดร้ายมากจริง ๆ!
จื่อโยวกล่าวว่า “องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณต้องการเมล็ดม่านถัวหลัวนี่หรือไม่ อย่างที่รู้ว่าตระกูลเฟิ่งใช้ประโยชน์จากเมล็ดม่านถัวหลัวเหล่านี้ทำหลายสิ่งหลายอย่าง ข้างในนั้นก็มีคนงามที่น่าสงสารมากมายถูกขังเอาไว้ด้วยมิใช่หรือ สาวงามแต่ละคนล้วนงามเพริศพริ้งเสียขนาดนั้น แต่พวกนางกลับถูกขังอยู่ในห้องลับตั้งแต่ยังเด็ก เพื่อดัดแปลงร่างกายของพวกนาง!”
“นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น” องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“ฝ่าบาท…ฝ่าบาทนี่เป็นเรื่องส่วนตัวบางอย่างของตระกูลเฟิ่งของข้าพ่ะย่ะค่ะ!” ผู้นำตระกูลเฟิ่งกล่าวอย่างประหม่าเป็นอย่างยิ่ง
เขาไม่เคยคิดเลยว่าใต้เท้าจื่อโยวจะเปิดเผยเรื่องนี้ออกมาเช่นนี้ นอกจากนี้ยังเปิดเผยต่อหน้าองค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณอีกด้วย
องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณในตอนนี้ต้องการที่จะหาคำตอบให้ถึงที่สุด ดังนั้นจึงให้หญิงสาวเหล่านั้นมาอธิบายสถานการณ์
โดยเฉพาะเหล่าหญิงสาวที่ได้รับการช่วยเหลือจากมู่เฉียนซีเหล่านั้น เพื่อที่จะตอบแทนบุญคุณที่มู่เฉียนซีได้ช่วยเหลือเอาไว้ พวกนางจึงได้เปิดเผยความผิดทั้งหมดของตระกูลเฟิ่งออกมา
“ตระกูลเฟิ่งของพวกเจ้า รอข้าก่อนเถอะ!” โยวเยี่ยจุนกล่าวด้วยความเดือดดาลเป็นอย่างยิ่ง
คิดไม่ถึงว่าตระกูลเฟิ่งจะทำเรื่องเช่นนี้ออกมาภายใต้จมูกของเขา ซึ่งสายตาขององค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณเย็นยะเยือกเป็นอย่างมาก
เขาได้สั่งให้หน่วยจุนถังปิดล้อมตระกูลเฟิ่งเอาไว้ เพื่อไม่ให้คนของตระกูลเฟิ่งหนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว
ส่วนเมล็ดของม่านถัวหลัวนั้น เมื่อคิดขึ้นมาได้ว่าตระกูลเฟิ่งใช้พวกมันทำเรื่องอะไร แต่ในฐานะเป็นเจ้าผู้ครองดินแดนคนหนึ่ง เขาไม่ต้องการจะใช้วิธีการเช่นนี้ในการควบคุมคนอื่น
“เมล็ดทั้งหมดนี้มอบให้ฝ่าบาทจิ่วเยี่ยก็แล้วกัน ข้าไม่รู้สึกสนใจมันเท่าไร หากฝ่าบาทจิ่วเยี่ยสามารถทำให้เมล็ดของม่านถัวหลัวบานสะพรั่งได้ เมื่อถึงเวลานั้นก็มอบให้ข้าสักหน่อยก็พอแล้ว อย่างไรเสียมันก็ถือว่าเป็นหนึ่งในดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ของแดนวิญญาณอยู่ดี” องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณกล่าวกับเขา
“เช่นนั้นต้องขอบคุณในน้ำใจขององค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณแล้ว!” จื่อโยวกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“มู่เฉียนซี เจ้ามันน่ารังเกียจนัก! เจ้ามันช่างเลวร้ายจริง ๆ!” ผู้นำตระกูลเฟิ่งกัดฟันกล่าว
“ข้าบอกแล้วว่าข้ากับอาเล็กของข้าจะไม่แตะต้องตระกูลเฟิ่งของเจ้า แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าองค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณจะปล่อยตระกูลเฟิ่งของพวกเจ้าไป เจ้าทั้งซ่อนเมล็ดม่านถัวหลัวไว้เป็นของส่วนตัว อีกทั้งยังกลั่นยาโดยใช้เมล็ดม่านถัวหลัว เพาะเลี้ยงหญิงสาวเหล่านั้นออกมาเพื่อใช้ควบคุมคนสำคัญของแดนวิญญาณมากมาย พวกเจ้าน่าจะรู้อยู่แล้วว่ามันจะต้องมีจุดจบเช่นนี้” มู่เฉียนซีกล่าวอย่างเรียบเฉย
.
.