ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2744 กำจัดญาติเพื่อผดุงความยุติธรรม
เมื่อได้ของมาไว้ในมือแล้ว มู่เฉียนซีก็จากไป ส่วนชะตากรรมของตระกูลเฟิ่งหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรนั้น นางไม่มีความสนใจเลยแม้แต่นิดเดียว
“อะไรนะ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร มู่เฉียนซีนางกล้าดียังไง กล้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร” ในตอนที่องค์จักรพรรดินีแห่งแดนวิญญาณได้รู้ข่าวนี้ องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณก็กลับมาแล้ว
นางเป็นคนพามู่เฉียนซีเข้าไปในตระกูลเฟิ่ง เพื่อที่จะกำจัดมู่เฉียนซีออกไป และให้เฟิ่งเสี่ยวเยี่ยนมีโอกาสจับโยวเยี่ยอวู่ซวงให้ได้
ตอนนี้แม้แต่โยวเยี่ยอวู่ซวงก็ยังจับไม่ได้ และมู่เฉียนซียังมาเปิดเผยความผิดพลาดครั้งใหญ่ จนตระกูลเฟิ่งถูกองค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณเหยียบย่ำ นอกจากนี้สมบัติเหล่านั้นยังไปตกอยู่ในมือของคนอื่นอีกด้วย
องค์จักรพรรดิทรงพิโรธเพราะตระกูลเฟิ่งปิดบังซ่อนเร้น และตอนนี้ยังให้ลูกชายของนางเป็นคนตรวจสอบเรื่องของตระกูลเฟิ่งอีก นี่เหมือนกับว่ามีฟ้าผ่าตอนกลางวันแสก ๆ เลยจริง ๆ
หากตระกูลเฟิ่งของนางจบสิ้น ก็เท่ากับว่าลูกชายของนางต้องขาดแขนทั้งซ้ายและขวาไปอย่างสมบูรณ์
หากต้องการจะแย่งชิงตำแหน่งองค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณกับโยวเยี่ยอวู่ซวงที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณ ก็จะยิ่งยากมากขึ้นไปอีก
องค์จักรพรรดินีแห่งแดนวิญญาณโกรธจนเกือบหมดสติไปเลยทีเดียว นี่นางดึงดูดดาวมารเข้ามาในตระกูลเฟิ่งของนางอย่างนั้นสินะ!
นางเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปเหลือเกิน!
“ไม่ได้ ข้าจะต้องไปขอร้องฝ่าบาท ต้องขอให้ฝ่าบาทปล่อยตระกูลเฟิ่ง…”
แต่ทว่าตอนนี้ตระกูลเฟิ่งมาถึงช่วงเวลาที่ยากที่สุดแล้ว!
ตอนนี้มู่เฉียนซีกำลังเพาะเลี้ยงดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์สามชนิด ซึ่งม่านถัวหลัวก็ได้ถูกปลุกไว้บนทะเลสาบแห่งจิตวิญญาณเช่นกัน
อาถิงกล่าวว่า “หญิงอัปลักษณ์ ความเร็วนี้มันช้าเกินไปหน่อย ข้าแค่ใช้พลังแห่งกาลเวลาเปลี่ยนเวลาของพวกมัน เพียงเท่านี้พวกมันก็จะสามารถเบ่งบาน และเติบโตขึ้นมาได้แล้ว”
ไม่ใช่ว่ายาของมู่เฉียนซีไม่สามารถเพาะเลี้ยงมันได้ แต่อย่างไรเสียพวกมันก็อยู่อย่างเงียบสงบมานานหลายแสนปีแล้ว หากต้องการจะให้ตื่นขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แน่นอนว่าต้องใช้เวลาพอสมควรเลยทีเดียว
ซึ่งอาถิงก็ไม่ต้องการให้มู่เฉียนซีต้องรอนานมากขนาดนั้นเช่นกัน!
“แต่ว่าเวลานี้มันจะไม่นานไปหน่อยหรือ เร่งเวลาให้เร็วขึ้นจนถึงจุดหนึ่งในอนาคต เพียงแค่ไม่กี่ปียังพอทน หากมันต้องหลายพันหลายหมื่นปีล่ะ! นอกจากนี้นี่ยังไม่ใช่ดอกไม้ธรรมดา แต่เป็นถึงดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่เชียวนะ!” มู่เฉียนซีกล่าวอย่างเป็นกังวลเล็กน้อย
ทั้งพลังแห่งการเวลาและพลังแห่งมิติ จัดอยู่ในพลังที่ทั้งแข็งแกร่งและลึกลับเป็นอย่างยิ่ง
และพลังแห่งกาลเวลา ยิ่งควบคุมเวลานานเท่าไร ก็ยิ่งยากเท่านั้น
แม้ว่าอาถิงจะเป็นศาลาเรือนรางเก้าชั้นที่ควบคุมกาลเวลา แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรบู่มบ่ามได้เช่นกัน
“ไม่เป็นไรหรอก! แม้ว่าจะใช้เวลาเป็นแสนปี อย่างมากข้าก็แค่จำศีลไปช่วงหนึ่งแค่นั้นเอง เจ้าผู้หญิงโง่ เจ้าอย่าดูถูกข้าเกินไปนักเลย” อาถิงกล่าวอย่างภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง
“เจ้ายังบอกว่าอยากจะออกมาสูดอากาศบ้างอยู่เลย! ตอนนี้เหตุใดถึงได้ยอมทำเรื่องอันตรายจนต้องจำศีลเป็นเวลานานขนาดนั้นแล้วล่ะ”
“ฮึ! ข้าทนที่จะเห็นผู้ผูกพันธสัญญาของข้าต้องมาอ่อนแอถึงขนาดนี้ไม่ได้ มันน่าอายจะตายไป! อย่างไรเสียข้าก็ตัดสินใจเรื่องนี้ไปแล้ว รอให้เจ้าได้เมล็ดของดอกพลับพลึงแดงมาเมื่อไรค่อยทำมันพร้อมกัน! และถือโอกาสเร่งสมุนไพรวิญญาณเหล่านั้นของเจ้าให้โตเร็วขึ้นไปพร้อมกันเลยด้วย” อาถิงตัดสินใจอย่างเอาแต่ใจ
อย่างไรก็ตามแม้มู่เฉียนซีจะมีคำแนะนำอื่น เขาก็ไม่มีทางฟังนางอยู่แล้ว
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “เช่นนั้นข้าไม่ต้องแจกแล้วสินะ! ข้าย้ายสมุนไพรวิญญาณเข้ามามากขึ้นอีกหน่อยดีกว่า!”
สมุนไพรวิญญาณธรรมดาวางไว้ข้างใน เพราะหากเพิ่มความเร็วเป็นหนึ่งพันปี มันก็จะกลายเป็นสมุนไพรวิญญาณพันปีไปในทันที
และหากเป็นหมื่นปีแล้วล่ะก็ มันก็จะมีอายุถึงหมื่นปี
“หากเจ้าต้องการละก็ จะทำเพิ่มอีกหน่อยก็ได้ อย่างไรเสียข้าก็ใช้พลังลับนี้ในพื้นที่ของข้าเพียงครั้งเดียวเท่านั้น อย่าทำให้พลังของข้าต้องสิ้นเปลืองไปอย่างเปล่าประโยชน์ก็พอ!” อาถิงกล่าวกับนาง
“ข้าพบว่าพลังของอาถิงใช้ปลุกสมุนไพรวิญญาณได้ยอดเยี่ยมมากเลยจริง ๆ!” มู่เฉียนซีกล่าวด้วยรอยยิ้ม
อาถิงหงุดหงิดจนใบหน้าที่งดงามของเขาเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาหลายส่วน “อะไรนะ เจ้าคนอัปลักษณ์ นี่เจ้าจะดูถูกข้ามากเกินไปแล้วนะ! เดิมทีแล้วในสายตาของเจ้า พลังแห่งกาลเวลาของข้ามีประโยชน์แค่เอาไว้ปลูกสมุนไพรวิญญาณอย่างนั้นหรือ!”
นี่มันทำให้เขาโกรธมากจริง ๆ!
มู่เฉียนซีกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่ใช่สักหน่อย! นี่เป็นเพียงแค่ส่วนเดียว ส่วนเดียวเท่านั้น!”
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็รอเพียงแค่ไปเอาเมล็ดของดอกพลับพลึงแดงมาเท่านั้นแล้วสินะ
สำหรับเมล็ดของดอกพลับพลึงแดงนี้ มู่เฉียนซีได้ไปสอบถามอาเล็กของตนเองก่อน
มู่อวู่ซวงกล่าวว่า “ซีเอ๋อร์รอก่อนนะ อาจะรีบทำให้เร็วที่สุด”
เขาเองก็อยากจะให้ซีเอ๋อร์หาดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ให้เจอโดยเร็วที่สุด เพียงแต่ราชาโครงกระดูกดำนั้นไม่ใช่ผู้ที่จัดการได้ง่ายขนาดนั้น และเขาก็อยากจะทำให้แน่ใจว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด
“เจ้าค่ะ!” มู่เฉียนซีพยักหน้าเล็กน้อย
สุดท้ายแล้ว ตระกูลเฟิ่งก็ถูกเก็บกวาดไปจนสิ้น
แม้ว่าจะเป็นตระกูลของเสด็จแม่ของโยวเยี่ยจี๋ แต่โยวเยี่ยจี๋ก็มีความยุติธรรมที่เข้มงวดเป็นอย่างยิ่ง และยังทำตัวเป็นกลางอีกด้วย
ความผิดแต่ละข้อของตระกูลเฟิ่งนั้น เพียงพอที่จะทำให้ตระกูลเฟิ่งของพวกเขาถูกทำลายได้หลายร้อยครั้งแล้ว
เดิมทีคิดว่าหลานชายอย่างโยวเยี่ยจี๋ผู้นี้จะออมมือให้บ้าง แต่ผลปรากฏว่าด้วยความสามารถที่แข็งแกร่งของเขา ทำให้ตระกูลเฟิ่งของพวกเขาตกอยู่ในสภาพที่น่าสังเวชยิ่งกว่าให้คนอื่นมาตรวจสอบเสียอีก!
ช่างเป็นการกระทำที่ชั่วร้ายมากจริง ๆ! ซึ่งผู้นำตระกูลของตระกูลเฟิ่งนั้นก็โกรธจนแทบที่จะกระอักเลือกออกมาเลยทีเดียว
“โยวเยี่ยจี๋ เจ้าทำให้ตระกูลเฟิ่งของพวกเราจบเห่ไปทั้งอย่างนี้ มันก็ไม่ได้เป็นผลดีกับเจ้ามิใช่หรือ เป็นเช่นนี้เจ้ายิ่งแข่งกับโยวเยี่ยอวู่ซวงไม่ได้ สมควรแล้วที่เจ้าไม่สามารถสืบทอดตำแหน่งขององค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณได้” ผู้นำตระกูลเฟิ่งก่นด่าเสียงดังลั่น
“หากเจ้าสามารถหาทางออกให้กับตระกูลเฟิ่งของพวกเราได้ ตระกูลเฟิ่งของพวกเราจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อช่วยเจ้าให้ได้รับตำแหน่งองค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณ เจ้าลองคิดดูให้ดีเถอะ! ข้าเป็นถึงลุงแท้ ๆ ของเจ้าเชียวนะ!”
โยวเยี่ยจี๋เหลือบมองไปทางพวกเขาแล้วกล่าวว่า “พวกท่านดูถูกเสด็จพ่อเกินไปแล้ว ตระกูลเฟิ่งของพวกท่านไม่มีค่าพอที่จะให้พูดถึงเลยด้วยซ้ำ ช่วยข้าแย่งชิงตำแหน่งองค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณอย่างนั้นหรือ? ความสามารถเพียงเล็กน้อยของพวกท่านมันไม่เพียงพอเลยแม้แต่น้อย! ให้ข้าจัดการตระกูลเฟิ่งของพวกท่านได้อย่างงดงาม จะทำให้ข้ามีชื่อเสียงที่ดีในแดนวิญญาณมากกว่าเสียอีก และนี่ก็คือคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของตระกูลเฟิ่งของพวกท่านแล้ว”
“เจ้า…” เมื่อเห็นใบหน้าที่เย็นชาของโยวเยี่ยจี๋ สีหน้าของผู้นำตระกูลเฟิ่งก็เปลี่ยนเป็นตื่นตกใจขึ้นมาทันที
“เดิมทีแล้วเจ้าไม่คิดจะวางมือจากตำแหน่งองค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณเลยสินะ แต่เจ้ากลับแสดงท่าทางว่าไม่มีความสนใจเลยแม้แต่น้อย ความจริงแล้วเจ้ากำลังวางหมากแบบไหนอยู่กันแน่” ผู้นำตระกูลของตระกูลเฟิ่งมองไปยังโยวเยี่ยจี๋อย่างไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย
“ท่านไม่มีโอกาสได้รู้แล้วล่ะ เพราะตอนนี้ท่านกำลังจะตายแล้ว” โยวเยี่ยจี๋กล่าวอย่างเย็นชา
การกำจัดญาติเพื่อผดุงความยุติธรรม ทำให้โยวเยี่ยจี๋ได้รับชื่อเสียงที่ดีตามที่เขาปรารถนาเอาไว้!
บางทีที่มีคนเอ่ยถึงฝ่าบาทอวู่ซวง เขาก็จะบอกว่าฝ่าบาทอวู่ซวงมีพรสวรรค์ที่โดดเด่น และโชคดีที่ได้รับสืบทอดมรดกขององค์จักรพรรดิกุ่ยจวิน
แต่ทันทีที่เอ่ยถึงโยวเยี่ยจี๋ฝ่าบาทจี๋ พวกเขาก็จะพูดถึงความสามารถที่โดดเด่น และความเป็นผู้นำอย่างเป็นธรรมชาติ
แต่ทว่าแดนวิญญาณมีองค์จักรพรรดิได้เพียงคนเดียวเท่านั้น และองค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณก็เลือกคนที่มีพรสวรรค์สูงมากที่สุดอย่างโยวเยี่ยอวู่ซวง แต่ไม่ใช่คนที่สามารถทำงานได้อย่างโยวเยี่ยจี๋ ซึ่งมันก็ทำให้ทุกคนต่างก็เสียดายโยวเยี่ยจี๋เป็นอย่างมาก
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “โยวเยี่ยจี๋ผู้นี้ลงมือได้อย่างโหดเหี้ยมจริง ๆ! ตระกูลเฟิ่งถูกเขาจัดการไปแล้ว เขาทำลายการช่วยเหลืออันยิ่งใหญ่ของตนเอง เขาคิดจะยอมแพ้เรื่องชิงตำแหน่งที่ต้องการมาหลายปี และปล่อยให้อาเล็กที่มาถูกจังหวะกลายเป็นองค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณอย่างนั้นหรือ ทำไมข้าถึงรู้สึกไม่อยากจะเชื่อกันล่ะ”
“หรือเขาต้องการชื่อเสียงที่ดีกระมัง มันไม่ได้มีเพียงโยวเยี่ยจี๋เท่านั้นที่จะมีได้หรอกนะ” มุมปากของมู่เฉียนซียกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย
“อาเล็ก…”
ถึงตระกูลเฟิ่งจะถูกจัดการไปแล้ว แต่อันตรายที่ซ่อนอยู่ยังไม่ถูกจัดการไปอยู่ดี
เพราะแม้แต่โยวเยี่ยจี๋เอง ก็ยังไม่สามารถกำจัดอันตรายที่ซ่อนอยู่นั้นอย่างสมบูรณ์ได้
ซึ่งนั่นก็คือหญิงสาวที่เกิดมาพร้อมกับร่างกายที่สะกดจิตได้ แม้ว่าตระกูลเฟิ่งจะถูกทำลายไป แต่พวกนางก็ยังสามารถควบคุมคนเหล่านี้ได้อยู่ดี
ถึงจะกล้าแก้ไขปัญหาเช่นนี้โดยตรง แต่เมื่อไรก็ตามที่พวกเขากำลังจะลงมือ ญาติของพวกเขาก็จะไม่เห็นด้วย!
คนเหล่านี้หลงรักเหล่าหญิงสาวอย่างบ้าคลั่ง หากพวกเขากล้าฆ่า เช่นนั้นพวกเขาก็จะต้องถูกฝังไปด้วย
และด้วยความดื้อรั้นดังกล่าว มันก็เพียงพอที่จะทำให้คนเหล่านี้ปวดหัวมากจริง ๆ
หลังจากนั้นพวกเขาขอให้โยวเยี่ยจี๋และองค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณคิดหาวิธีการ แต่กลับไร้มาตรการรับมืออยู่ดี
และในเวลานี้เอง มู่อวู่ซวงก็เอ่ยปากออกมาว่า
หากผู้ใดถูกร่างกายที่สามารถสะกดจิตได้ของหญิงสาวทำให้หลงใหล เช่นนั้นก็ให้ไปที่หอหมอปีศาจของเมืองอวู่ซวงได้
.
.