ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2762 ของขวัญชิ้นใหญ่
พลังวิญญาณที่น่าสะพรึงกลัวนี้ราวกับพายุฝนที่บ้าคลั่งก็มิปาน ซึ่งมันก็เป็นพลังที่รุนแรงเป็นอย่างมาก
มู่อวู่ซวงกล่าวด้วยสีหน้าที่ไร้อารมณ์ว่า “ในฐานะของเผ่าภูตวิญญาณ การอาศัยวิชาลับของเผ่าเทพเพื่อยกระดับความสามารถ เป็นการขุดหลุมฝังตนเองอย่างสิ้นเชิง!”
“เช่นนั้นแล้วอย่างไรล่ะ ขอเพียงข้าสามารถฆ่าพวกเจ้าได้ และกลายเป็นองค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณ ผู้ปกครองแดนวิญญาณ อย่างไรเสียข้าก็สามารถฟื้นตัวกลับมาอย่างรวดเร็วได้! มู่อวู่ซวง ข้าว่าตอนนี้เจ้าคงจะกลัวแพ้แล้วสินะ!” แววตาที่ภาคภูมิใจของโยวเยี่ยจี๋ยากที่จะปกปิดได้
ตูมมม!
มู่อวู่ซวงเองก็ไม่อยากเสียเวลากับเขาเช่นกัน ดังนั้นจึงรีบพุ่งเข้าไปจัดการอย่างรวดเร็ว
เมื่อเทียบกับโยวเยี่ยจี๋แล้ว มู่อวู่ซวงรู้ดีว่า คนของเผ่าเทพเหล่านั้นต่างหากถึงเรียกได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่จัดการได้ยากที่สุด
คนของเผ่าเทพเหล่านั้นได้ล้อมมู่เฉียนซีเอาไว้ และพวกเขาต่างก็จ้องเขม็งไปที่มู่เฉียนซี หรือกล่าวได้ว่าจ้องไปที่มังกรวารีนั่นเอง
เนื่องจากตัวตนในฐานะมหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์ของมังกรวารีถูกเปิดเผย ฉะนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่มันจะดึงดูดพวกโลภมากเหล่านี้
“นายท่าน!” กั๋วเอ๋อร์น้อยเป็นห่วงมู่เฉียนซีมาก แต่ทว่าเผ่าเทพเหล่านั้นได้ระเบิดพลังที่แข็งแกร่งมากออกมา จึงทำให้พวกเขาที่อยู่โดยรอบไม่กล้าเข้าใกล้เลยแม้แต่คนเดียว
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “มังกรร้าย เจ้าพากั๋วเอ๋อร์น้อย คนของเมืองอวู่ซวงและคนอื่น ๆ ออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้ จงรีบออกไปให้ไกลจากที่นี่เสีย!”
มังกรร้ายกล่าวว่า “ขอรับ!”
“แต่ว่าฝ่าบาทน้อยเฉียนซี!”
“ท่านมู่!”
คนของเมืองอวู่ซวงและยังมีคนของหอหมอปีศาจเหล่านั้นเป็นห่วงมู่เฉียนซีอย่างยิ่ง หากว่าพวกเขาไปแล้วเช่นนี้ มู่เฉียนซีก็ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งเพียงลำพังมิใช่หรือ
มังกรร้ายกล่าวอย่างดุดันว่า “เจ้าพวกมนุษย์อย่างพวกเจ้าจะพูดจาไร้สาระให้มากมายไปทำไมกัน เชื่อฟังนายท่านต้องไม่มีทางผิดพลาดอยู่แล้ว พวกเจ้าจะยอมไปเอง หรืออยากจะให้ข้าทุบพวกเจ้าให้สลบก่อนแล้วค่อยพาไปกันล่ะ”
มู่อวู่ซวงในเวลานี้ก็เอ่ยปากออกมาเช่นกันว่า “จงทำตามคำสั่งของซีเอ๋อร์ ไปซะ!”
พวกเขาจำเป็นต้องออกไป และมู่เฉียนซีก็ได้เก็บกองกำลังเหล่านั้นกลับเข้าไปในตราสัญลักษณ์ด้วยเช่นกัน
คนของเผ่าเทพเหล่านั้นกล่าวว่า “ในเมื่อไม่มีขยะเหล่านั้นแล้ว ที่นี่ก็เปลี่ยนเป็นใกล้ชิดกันมากขึ้น! พวกเราไม่ชอบใช้กำลังในการแก้ปัญหามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว หากสามารถเจรจากันได้ละก็ ความจริงข้าเองก็ไม่อยากทำร้ายพวกเจ้าหรอก”
“เจรจาอะไรอย่างนั้นหรือ” มู่เฉียนซีกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ตอนที่เจอกับเผ่าเทพก่อนหน้านี้ยังไม่ทันได้พูดอะไรมาก จิ่วเยี่ยก็เริ่มต่อสู้กับพวกเขาทันที ดังนั้นเหล่าคนของเผ่าเทพในตอนนี้จึงดูเหมือนว่ามีจิตใจที่จอมปลอมมากทีเดียว
“มหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์ย่อมเหมาะสมกับเจ้านายที่แข็งแกร่ง อย่างเช่นเทพเจ้าของพวกข้า เจ้าผู้ปกครองสูงสุดของเผ่าเทพ! แม่สาวน้อย ขอเพียงเจ้ายินยอมยกเลิกผูกพันธสัญญากับแหวนมังกรเทพวารีของแหวนนิรันดร์ พวกเราก็ยินดีที่จะมอบอนาคตที่ดีให้เจ้าในเผ่าเทพ! พรสวรรค์ของเจ้าไม่เลวเลย หากไปอยู่ที่เผ่าเทพ เจ้าจะต้องมีโอกาสที่ดีกว่าอย่างแน่นอน ซึ่งแดนวิญญาณไม่สามารถเทียบได้เลยล่ะ!” หนึ่งในคนของเผ่าเทพ กล่าวขึ้นมาอย่างหยิ่งผยอง
ในฐานะเผ่าเทพ จิดสำนึกของพวกเขามักจะคิดว่าตนเองนั้นอยู่เหนือกว่าผู้อื่นมาตั้งแต่แรกแล้ว
และนอกจากเผ่าเทพแล้ว การมีอยู่ของทุกสรรพสิ่งเป็นเหมือนกับมดปลวกเท่านั้น
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนโง่หรืออย่างไร ตำนานของมหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์ เป็นการดำรงอยู่ของสิ่งที่เหนือกว่าเทพเจ้าทั่วไป แม้จะเอาไปเทียบกับเทพเจ้าในตำนานของพวกเจ้าคนนั้นก็ตาม เช่นนั้นมังกรวารีของข้าคงไม่อ่อนแอกว่าหรอก! ฉะนั้นข้าจะมอบมังกรวารีของข้าให้พวกเจ้าทำไม”
“แม่สาวน้อยอย่างเจ้ายังเด็กนัก แต่กลับมีความทะเยอทะยานมากทีเดียว! ถึงมหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์จะแข็งแกร่งมาก แต่มันก็หลับใหลมาเป็นเวลานานมากแล้ว ตามการสังเกตการณ์ของข้า ความสามารถของมันยังไม่อยู่ในช่วงที่สมบูรณ์ที่สุด และดูเหมือนว่าจะไม่อยู่ยงคงกระพันเหมือนในตำนานอีกด้วย ดังนั้นก่อนที่มันจะฟื้นฟูอย่างเต็มที่ เจ้าคิดว่าสาวน้อยอย่างเจ้าจะสามารถปกป้องมันเอาไว้ได้อย่างนั้นหรือ”
“ถึงจะปกป้องไม่ได้ แต่ข้าก็จะพยายามปกป้องอย่างเต็มที่! เพราะมังกรวารีคือคู่หูที่สำคัญมากของข้า และเขาก็ยังเป็นพ่อบ้านที่ใส่ใจข้าที่สุด ข้าไม่อนุญาตให้ใครมาชิงไปทั้งนั้น” มู่เฉียนซีกล่าวอย่างหนักแน่น
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราคงทำได้เพียงสังหารเจ้าเท่านั้น หลังจากนั้นค่อยเอาแหวนนิรันดร์ ถวายต่อองค์จักรพรรดิของพวกเรา” พวกเขากล่าวอย่างชั่วร้าย
“รอเดี๋ยว!” ในตอนที่พวกเขากำลังจะลงมือ มู่เฉียนซีก็กล่าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“ทำไม ตอนนี้เริ่มรู้จักกลัวแล้วหรือ เจ้าเปลี่ยนความคิดหรือยังล่ะ” คนของเผ่าเทพเหล่านั้นกล่าวอย่างเย่อหยิ่ง
มู่เฉียนซีกล่าวถามว่า “ข้าเพียงแค่อยากจะถามคำถามบางอย่างกับพวกเจ้า พวกเจ้าเป็นคนปลดผนึกราชาโครงกระดูกดำในตอนแรกใช่หรือไม่?”
“แน่นอนอยู่แล้ว! ผนึกเช่นนั้น มีเพียงเผ่าเทพอย่างพวกข้าเท่านั้นที่สามารถปลดออกได้!”
“คิดไม่ถึงเลยว่าพวกเจ้าจะเป็นคนปลดผนึกนั่น โยวเยี่ยจี๋ ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะให้คนของเผ่าเทพมาคลายผนึกของราชาโครงกระดูกดำ เจ้ามันบ้าไปแล้วจริง ๆ!” ในตอนที่องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณได้รู้ความจริง เขาก็ถูกทำให้โกรธเกรี้ยวจนเกือบจะเป็นลมหมดสติไปเลยทีเดียว
อย่างที่รู้กันว่าหากไม่มีผู้ใดสามารถขวางราชาโครงกระดูกดำเอาไว้ได้แล้วละก็ ทั่วทั้งแดนวิญญาณแห่งนี้จะต้องพบเจอกับหายนะแน่นอน
การที่เขามีลูกชายแบบนี้ มันช่างเป็นโชคร้ายของวงศ์ตระกูลจริง ๆ!
“หากข้าไม่ดึงดูดราชาโครงกระดูกดำนั้นออกมา เสด็จพ่อ ท่านจะรู้เรื่องความสามารถของน้องอวู่ซวงได้อย่างไร ขอเพียงทำให้ท่านรู้ว่าความสามารถของน้องอวู่ซวงแข็งแกร่งมากเพียงใด ท่านถึงจะสามารถเตรียมพลังที่แข็งแกร่งมากที่สุดได้ ทุกสิ่งที่ข้าทำก็เพื่อจัดการน้องอวู่ซวงต่างหากล่ะ!” โยวเยี่ยจี๋กล่าว
“และก็มีเพียงวิธีนี้ ถึงทำให้พวกท่านทั้งสองฝ่ายสู้กันหนักขึ้นเรื่อย ๆ และแม้ว่าจะมีฝ่ายหนึ่งที่ชนะ แต่ก็ต้องผลาญพลังไปไม่น้อยอย่างแน่นอน” มุมปากของโยวเยี่ยจี๋เผยรอยยิ้มที่ภาคภูมิใจออกมา เขาคำนวณแผนการทุกย่างก้าว และทุกก้าวก็เป็นประโยชน์ต่อเขาทั้งสิ้น
“เจ้า…พรวด…” โยวเยี่ยจุนโกรธมากจนกระอักออกมาเป็นเลือด
ถึงบางทีความสามารถของเขาจะสูงกว่าลูกชาย แต่หากเป็นเรื่องของการสมคบคิดและวางแผนการ เขายอมรับว่าไม่สามารถสู้โยวเยี่ยจี๋ได้
เขาถูกโยวเยี่ยจี๋วางแผนไว้อย่างแยบยล และเขาก็ได้กลายเป็นหินที่โยวเยี่ยจี๋ใช้เป็นแท่นเท่านั้น
ตูมม โครมมม!
โยวเยี่ยจี๋ในเวลานี้โจมตีมู่อวู่ซวงอย่างดุเดือด
เขาหัวเราะเบา ๆ พลางกล่าวว่า “น้องอวู่ซวง เจ้าคิดว่ามันกินแรงมากไปหรือไม่! กว่าเจ้าจะเอาชนะเสด็จพ่อของข้าได้ ก็ใช้พลังไปมากแล้ว ดังนั้นข้าต้องชนะแน่นอน!”
ทันใดนั้น ทั้งเมฆและลมต่างก็โหมกระหน่ำ นอกจากนี้ฟ้าดินยังเริ่มสั่นสะเทือนอีกด้วย!
ทางด้านของมู่เฉียนซี นางได้หันไปเผชิญหน้ากับคนของเผ่าเทพเหล่านั้นพลางกล่าวว่า “อ๋อ! เป็นพวกเจ้าที่ทำลายผนึกอย่างที่คาดไว้จริง ๆ เช่นนั้นข้าขอมอบของขวัญให้พวกเจ้าบ้างก็แล้วกัน!”
ปัง ปัง ปัง!
มู่เฉียนซีได้เอาสิ่งของบางอย่างออกมาจากมิติและโยนออกไป
พวกมันแตกสลายไปในอากาศ จากนั้นก็รวมเข้าด้วยกันจนกลายเป็นราชาโครงกระดูกดำขนาดยักษ์
ราชาโครงกระดูกดำได้แพร่กระจายพลังที่ทั้งแข็งแกร่งและน่าสะพรึงกลัวออกมา จากนั้นก็พุ่งทะยานไปทางคนของเผ่าเทพเหล่านั้น
การปรากฏตัวของราชาโครงกระดูกดำ ทำให้ทุกคนต่างตื่นตกใจจนสีหน้าซีดเผือด นี่…
“คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าราชาโครงกระดูกดำจะยังมีชีวิตอยู่ มู่เฉียนซี เจ้าทำให้มันยังมีชีวิตอยู่อย่างนั้นหรือ”
“พวกเจ้าเอามันมาโจมตีข้า ทดสอบความสามารถของข้า เช่นนั้นวันนี้ข้าก็จะส่งมันให้พวกเจ้าเช่นกัน ข้าจะให้มันสร้างความบันเทิงแก่แขกที่เดินทางมาไกลจากเผ่าเทพอย่างพวกเจ้า ไม่ได้อย่างนั้นหรือ” มู่เฉียนซีกล่าวอย่างเย็นชา
ตูมม โครมมม!
ราชาโครงกระดูกดำนี้จู่โจมพวกเขาอย่างบ้าคลั่ง มันโจมตีจนคนของเผ่าเทพเหล่านี้รับมือไม่ทันเลยทีเดียว
เสียงระเบิดที่น่าสะพรึงกลัวดังออกมา และนิรันดร์ก็ได้พามู่เฉียนซีออกไปจากสถานที่ที่อันตรายอย่างรวดเร็ว
“ในตอนแรกพวกเจ้าจัดการราชาโครงกระดูกดำนี่ไปแล้วชัด ๆ เหตุใดเจ้าของสิ่งนี้ถึงได้มาโจมตีพวกเราล่ะ” คนจากเผ่าเทพเหล่านั้นกล่าวอย่างเหลือเชื่อ
“ไม่ เหตุผลที่มันโจมตีพวกเรา ก็เป็นเพราะ…”
สมกับที่เป็นเผ่าเทพ พวกเขาค้นพบบางอย่างเกี่ยวกับราชาโครงกระดูกดำได้อย่างเฉียบคมมาก ซึ่งเมื่อเทียบกับตอนแรกแล้วเหมือนจะมีบางอย่าง และพวกเขาก็เคยเห็นสิ่งของเหล่านี้มาก่อนด้วย
“มันคืออักขระคำสาป!”
“มิแปลกใจเลย มันถูกร่ายทักษะคำสาปนี่เอง!”
เพราะในตอนแรกที่พวกเขาคลายผนึก พวกเขาย่อมต้องหลงเหลือกลิ่นอายของเผ่าเทพเอาไว้บนร่างกายของราชาโครงกระดูกดำอยู่แล้ว
เนื่องจากมู่เฉียนซีใช้ทักษะคำสาป จึงทำให้กลิ่นอายของราชาโครงกระดูกดำถูกปิดกั้น และทำให้มันมุ่งมั่นที่จะไปโจมตีคนของเผ่าเทพเหล่านั้น ซึ่งมันก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง
.