ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2768 จูบได้แล้ว
ครั้งนี้ ดูเหมือนว่าทัณฑ์สวรรค์จะไม่ค้นพบก็มิปาน และนางก็ยังคงปลอดภัยดี!
“จิ่วเยี่ย จิ่วเยี่ย จิ่วเยี่ย!” นับตั้งแต่ถอนคำสาปได้ และหลังจากโดนทัณฑ์สวรรค์ นางก็ไม่ได้เรียกชื่อของเขาต่อหน้าจิ่วเยี่ยมาเป็นเวลานานมากแล้ว
ดวงตาคู่นั้นของมู่เฉียนซีเปล่งประกายขึ้นเล็กน้อย “จิ่วเยี่ย ข้าสบายดี!”
“ซี!” น้ำเสียงที่ทั้งแหบพร่าและอัดอั้นดังออกมาจากภายในชุดเกราะหนานั่น
ซีอยู่ตรงหน้าของเขา ซึ่งเขาก็ทำได้เพียงเรียกชื่อของนางภายในใจนับครั้งไม่ถ้วนเท่านั้น และในที่สุดก็สามารถเรียกออกมาได้เสียที เขาอดทนมานานมากเหลือเกิน
พวกเขาทั้งสองสามารถพูดคุยกันต่อหน้าได้แล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้เรื่องเช่นนี้เป็นสิ่งที่หรูหราสำหรับพวกเขามาก การหาต้นกำเนิดแห่งแดนวิญญาณนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วจริง ๆ
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “ช่างดีเหลือเกิน พวกเราสามารถพูดคุยกันได้แล้ว ทัณฑ์สวรรค์ไม่ทำอะไรกับข้าเพราะเรื่องเช่นนี้อย่างนั้นหรือ”
ท่ามกลางทุ่งดอกไม้แห่งนี้ มู่เฉียนซีก็ได้เอนตัวไปทางจิ่วเยี่ย ตัวจิ่วเยี่ยนั้นมักจะพูดน้อยมากมาโดยตลอด แต่ทว่าวันนี้เขากลับพูดเยอะมากจริง ๆ ซึ่งก็เป็นเพราะว่าเขาเองก็ไม่ได้พูดคุยกับซีมานานแล้วเช่นกัน
พูดคุยกันไม่เป็นไร ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงปกติดี ฉะนั้นพวกเขาจึงคุยกันต่อไปตลอดทั้งบ่าย
ดวงตาของมู่เฉียนซีจ้องมองไปยังจิ่วเยี่ยที่สวมชุดเกราะนั้นพลางกล่าวว่า “จิ่วเยี่ย ในเมื่อการพูดคุยไม่มีปัญหาแล้ว และดูน่าจะไม่มีการจำกัดเวลาอะไรพวกนั้นอีกด้วย เช่นนั้นพวกเราลองมาดำเนินการขั้นต่อไปกันเถอะ! เจ้าถอดชุดเกราะนี้ออกเสียสิ”
“ทำไมถึงไม่ถอดชุดเกราะนี้ออกล่ะ!”
“ไม่ได้!” จิ่วเยี่ยกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“ข้ายังไม่อาจลืมได้ ว่าซีเป็นอย่างไรบ้างในวันนั้น หากว่ามันเกิดขึ้นอีกครั้ง ข้ากลัวว่าข้าจะไม่สามารถควบคุมตนเองได้อีก!” หากเขาไม่สามารถควบคุมตนเองได้ เขาก็จะทำลายล้างผู้ที่ริเริ่มทำร้ายซี โดยที่ไม่สนว่าจะต้องจ่ายมากแค่ไหนก็ตาม
“แต่ว่าข้าอยากลองนี่! ข้าอยากจะลองดูว่ามันจะไปได้ไกลมากแค่ไหน หากมีอะไรที่น่าประหลาดใจล่ะ” มู่เฉียนซีกล่าวกับจิ่วเยี่ยด้วยรอยยิ้ม
“ในเมื่อเจ้าไม่อยากถอด เช่นนั้นข้าจัดการเองก็แล้วกัน อย่างที่รู้ว่านี่คือสิ่งที่ข้าเป็นคนร่างภาพออกแบบเอง ข้าไม่เชื่อหรอกว่าข้าจะถอดเองไม่ได้!” มู่เฉียนซีไล่ไปตามชั้นนอกของชุดเกราะหนา ๆ นั่น เห็นได้ชัดว่ามันมีที่กั้นอยู่เพียงชั้นเดียวเท่านั้น ซึ่งดูเหมือนว่าจิ่วเยี่ยจะรู้สึกถึงการสัมผัสที่เหมือนกับไฟฟ้าช็อตก็มิปานนั้น
เขาอยากที่จะโลภมากอีกสักหน่อยจริง ๆ เพราะแค่การพูดคุยอย่างเดียวมันยังคงไม่เพียงพอจริง ๆ!
แกร่ก!
และมู่เฉียนซีก็สามารถหาหนทางปลดชุดเกราะนี้ของจิ่วเยี่ยได้จริง ๆ
หลังจากที่ปลดชุดเกราะได้แล้ว จิ่วเยี่ยก็เก็บชุดเกราะนี้เข้าไปใส่ไว้ในมิติ และในที่สุดมู่เฉียนซีก็สามารถเห็นรูปร่างหน้าตาของจิ่วเยี่ยได้แล้ว
ดูเหมือนว่านางจะไม่ได้เห็นหน้าตาของจิ่วเยี่ยมานานมากแล้วสินะ!
ผมสีดำของเขาปรกลงมาราวกับน้ำตกก็มิปาน จมูกของเขาสันเป็นคม บวกกับริมฝีปากบางสีแดงเข้ม เขามีความเย็นชาสองส่วน ความมีเสน่ห์อีกสองส่วน แต่ทว่ากลับมีความชั่วร้ายจนถึงกระดูกอยู่ถึงหกส่วนเลยทีเดียว และใบหน้าอันงดงามอย่างหาที่เปรียบมิได้ของเขา ก็ได้ทำให้ดอกไม้ที่งดงามที่สุดของแดนวิญญาณแห่งนี้ต้องหม่นหมองไร้สีสันไปในทันที
ดวงตาสีฟ้าเย็นยะเยือกคู่นั้นจ้องมองมาที่นาง ราวกับว่าต้องการสลักนางเอาไว้ในก้นบึ้งของหัวใจของเขาก็มิปาน
มองหน้าได้แล้ว และก็ไม่เป็นอะไรอีกด้วย!
ยิ่งแสวงหามากเท่าไร ก็ยิ่งไม่อาจถอนตัวได้เท่านั้น จิ่วเยี่ยได้กอดมู่เฉียนซีเอาไว้ในอ้อมแขนอย่างแน่นหนา และประทับจูบลงไปทันที นี่คือความปรารถนาที่มีมาเนิ่นนาน ราวกับปลาที่ขาดน้ำมานานมากจนจะแห้งเหือดตาย
ทั้งสองกอดกันแน่น ราวกับว่าต้องการจะอยู่ในทะเลแห่งบุปผาที่แสนชวนฝันและงดงามแห่งนี้ตลอดไป
ในขณะที่กำลังถลำลึกลงไป ก็ทำให้ลืมเวลาที่กำลังไหลผ่านไป หลังจากนั้นก็มีพลังประหลาดระเบิดออกมาจากร่างกายของมู่เฉียนซีอย่างกะทันหัน ซึ่งมันก็ทำให้หลุดออกจากการจองจำของต้นกำเนิดแห่งแดนวิญญาณ!
ปังงง!
จิ่วเยี่ยถูกโจมตีจนลอยกระเด็นออกไป และในสถานที่ที่เขาล้มกระแทก ก็ทำให้ดอกไม้จำนวนนับไม่ถ้วนต้องร่วงหล่นไปด้วย
พรวดดดด!
สีหน้าของมู่เฉียนซีขาวซีดขึ้นมาอย่างกะทันหัน และนางก็กระอักเลือดออกมา ความเจ็บปวดที่รุนแรงเช่นนี้ ช่างทำให้รู้สึกทรมานมากจริง ๆ ซึ่งนี่ก็เป็นครั้งแรกที่นางตระหนักได้ในขณะที่ยังมีสติอยู่
เพราะการดำเนินการลงทัณฑ์ของสวรรค์ในครั้งที่แล้ว นางไม่ได้มีสติมากเท่าไรนัก!
เกิดปัญหาขึ้นแล้ว! มันยังไม่ได้!
เขาต้องการที่จะเข้าไปกอดนาง เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดทั้งหมด แต่เขาก็ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เส้นเลือดบนมือของจิ่วเยี่ยกระตุกอย่างรุนแรง และทันใดนั้นเขาก็เกือบที่จะหายไปอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเขาต้องไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้
ตึงง!
มู่เฉียนซีล้มลงไปบนพื้น ถึงมือของตนเองจะขาวซีดเล็กน้อย แต่นางก็สามารถใช้แรงเฮือกสุดท้ายเพื่อฉีดยาบรรเทาความเจ็บปวดให้ตนเองเข็มหนึ่งได้ และหลังจากนั้นนางก็ควบคุมพลังของต้นกำเนิดแห่งแดนวิญญาณเพื่อระงับพลังแห่งทัณฑ์สวรรค์ที่เหมือนปีศาจในร่างกายนี้เอาไว้!
“ช่างขี้เหนียวจริง ๆ ก็แค่จูบนิดหน่อย แค่จูบ เจ้าก็ก่อความวุ่นวายแล้วหรือ?” มู่เฉียนซีก่นด่า
“แย่แล้ว!” ดูเหมือนว่าต้นกำเนิดแห่งแดนวิญญาณในตอนนี้จะสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง
“ข้ารู้สึกว่ากำลังเกิดเรื่องกับหลานสาวของเจ้าแล้วล่ะ!”
“ซีเอ๋อร์!” สีหน้าของมู่อวู่ซวงเปลี่ยนไปทันที เขาได้พาลูกบอลน้อยสีดำไปปรากฏอยู่ข้างกายของมู่เฉียนซีอย่างกะทันหัน และเขาก็เห็นมู่เฉียนซีที่มีใบหน้าซีดเผือดนอนอยู่บนพื้นด้วยกลิ่นอายที่อ่อนแอเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังมีกลิ่นคาวเลือดจาง ๆ อยู่รอบบริเวณอีกด้วย
ภายในใจของมู่อวู่ซวงลุกโชนไปด้วยความโกรธเคืองอันน่าสะพรึงกลัว เขากัดฟันกล่าวว่า “บัดซบเอ้ย! หวงจิ่วเยี่ย!”
ต้นกำเนิดแห่งแดนวิญญาณกระโดดขึ้นไปบนร่างของมู่เฉียนซี มันได้ให้ความช่วยเหลือนาง จนทำให้ในที่สุดมู่เฉียนซีก็ดีขึ้นมาบ้างเล็กน้อย นางกล่าวด้วยเสียงที่แหบพร่าว่า “อาเล็กอย่าโกรธไปเลยเจ้าค่ะ ข้าไม่เป็นอะไร! ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยเจ้าค่ะ!”
ทันทีที่นางกล่าวจบ ดวงตาของนางก็ปิดลงและหมดสติไปในที่สุด
ในขณะนี้มู่อวู่ซวงอยากจะบุกไปที่แดนนรกเพื่อคิดบัญชีกับหวงจิ่วเยี่ยจริง ๆ ลูกบอลน้อยสีดำกล่าวว่า “อวู่ซวง อวู่ซวง เจ้าใจเย็นลงหน่อย! พลังของทัณฑ์สวรรค์นั้นถูกผนึกเอาไว้ได้แล้ว ขอเพียงไม่กระตุ้นมันก็ไม่เป็นไรหรอก นางพักผ่อนสักหน่อยก็สามารถฟื้นตัวได้แล้ว”
“ช่างเป็นแม่นางน้อยที่เข้มแข็งเหลือเกิน! ถูกทัณฑ์สวรรค์ทรมานขนาดนี้ ยังไม่มีน้ำตาเลยสักหยดเดียว สมกับที่เป็นหลานสาวของอวู่ซวงจริง ๆ” ต้นกำเนิดแห่งแดนวิญญาณกล่าวพลางถอนหายใจ
มู่อวู่ซวงยอมให้ซีเอ๋อร์ไม่เป็นคนเข้มแข็งเลยแม้แต่น้อย ให้นางได้กลัวเจ็บกลัวปวดบ้างจะดีกว่า เช่นนี้นางน่าจะยอมอยู่ห่างจากเจ้าหนูนั่นให้ไกลมากที่สุดเสียที
เขาพามู่เฉียนซีกลับไปที่พระราชวังของแดนวิญญาณ และจื่อโยวก็ได้ค้นพบว่าเยี่ยได้ทรมานตนเองเพื่อเป็นการลงโทษอย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตามหลังจากที่ถอนคำสาปได้แล้ว การคิดที่จะทำร้ายร่างกายของเขามันยากแค่ไหนกัน
เมื่อเห็นร่างที่เย็นเฉียบและไม่มีร่องรอยของความอบอุ่นเลยแม้แต่น้อยของจิ่วเยี่ย จื่อโยวเองก็ตื่นตกใจเช่นกัน ไม่ใช่ว่าเจอต้นกำเนิดแห่งแดนวิญญาณแล้วอย่างนั้นหรือ ทั้งสองควรที่จะต้องหลงใหลอยู่ภายใต้แสงจันทร์ไม่ใช่หรืออย่างไร แล้วเหตุใดถึงกลับมาอย่างกะทันหันเช่นนี้ล่ะ นอกจากนี้…
จิ่วเยี่ยกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ส่งข่าวไปบอกอู๋หยา ถามเขาว่าหากต้องการทำลายสวรรค์ วิธีการที่เร็วที่สุดคืออะไร”
เขาเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ซีได้รับบาดเจ็บ และผู้ร้ายก็คือสวรรค์ เขายังไม่สามารถให้อภัยตนเองได้ แล้วเขาจะไปให้อภัยเจ้าสิ่งที่ทำร้ายซีครั้งแล้วครั้งเล่าเหล่านั้นได้อย่างไร
การค้นหาต้นกำเนิดสามโลกาเพื่อกำจัดอิทธิพลของสวรรค์มันจะไปเพียงพอได้อย่างไรกัน เขาต้องการทำให้มันหายไปจากนางอย่างสมบูรณ์ต่างหาก
ดวงตาสีฟ้าที่เย็นยะเยือกของจิ่วเยี่ยเปลี่ยนเป็นอันตรายอย่างยิ่งขึ้นมาทันที ซึ่งมันคือความบ้าคลั่งที่ต่อให้ทำลายล้างโลกก็ไม่เสียดายเลย
นับตั้งแต่ที่อู๋หยาล้มเหลวในแผนการกำจัดคนงาม เยี่ยก็ไม่เคยเอ่ยถึงคนคนนี้ขึ้นมาอีกเลย เขารอให้สบโอกาสก็จะจัดการเขาอย่างสมบูรณ์ แต่ทว่าในตอนนี้เยี่ยกลับคิดที่จะใช้งานเขา!
อู๋หยาเป็นคนที่สามารถรับรู้โชคชะตาได้ ฉะนั้นวิธีการทำลายล้างสวรรค์ ก็น่าจะเป็นสิ่งที่เขาย่อมรู้ดีกว่าใครแน่นอน!
“เยี่ย เจ้าจริงจังหรือ” จื่อโยวกล่าวถาม
จิ่วเยี่ยกล่าวอย่างเย็นชาว่า “เจ้าคิดว่าข้าเหมือนไม่จริงจังอย่างนั้นหรือ”
“ตกลง! ข้าจะไปจัดการให้” จื่อโยวทำได้เพียงฟังคำสั่งของเจ้านายเท่านั้น เพราะเขารู้ดีว่าเยี่ยจริงจังมากแค่ไหน
จิ่วเยี่ยหลับตาลง เมื่อจินตนาการไปถึงสีหน้าท่าทางที่ต้องฝืนอดทนจนบูดเบี้ยว และสีของโลหิตของซี ก็ได้ทำให้พลังที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนี้ของเขาราวกับว่ากำลังจะระเบิดออกมาอีกครั้งอย่างไรอย่างนั้น