ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2789 สายเลือดผู้นำเผ่า
“ไม่ได้นะ!” ไม้สลักที่อยู่ในมือสั่นไหวเล็กน้อย และทันใดนั้นร่างเงาสีดำก็ปรากฏขึ้นมาต่อหน้าต่อตามู่เฉียนซีอย่างกะทันหัน และกอดมู่เฉียนซีเอาไว้
เขาสัมผัสอย่างระมัดระวังเป็นอย่างมาก ราวกับว่าคนตรงหน้าจะแตกสลายแม้สัมผัสอย่างแผ่วเบาก็ตาม
ปึกก!
มู่เฉียนซีกอดคนที่อยู่ตรงหน้าเอาไว้แน่น ซึ่งนางนั้นมีความกล้าหาญมากกว่าจิ่วเยี่ยอย่างเห็นได้ชัด
“ซี!”
ระยะห่างที่ใกล้ขนาดนี้ เป็นระยะห่างที่ทำให้หวงจิ่วเยี่ยตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก
มู่เฉียนซีเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย นางมองไปที่จิ่วเยี่ย พลางกล่าวว่า “ข้าไม่เป็นไร เจ้าคิดว่าต้นกำเนิดแห่งแดนวิญญาณอ่อนแออย่างนั้นหรือ”
พลังของทัณฑ์สวรรค์เคลื่อนไหวเล็กน้อย แต่ทว่ามันก็ถูกมู่เฉียนซีใช้พลังของต้นกำเนิดแห่งแดนวิญญาณผนึกเอาไว้ ซึ่งก็เห็นได้ชัดว่านางไม่เป็นไรเลยแม้แต่น้อย
ริมฝีปากสีแดงสดเปิดออกเล็กน้อย มันทำให้จิ่วเยี่ยอดที่จะเข้าใกล้ไม่ได้ แต่แล้วเขาก็เลือกที่จะถอยห่างออกมา
เขายังคงไม่ลืมฉากตอนที่อยู่ในแดนวิญญาณแห่งนั้น พลังของทัณฑ์สวรรค์ยังไม่ได้ถูกทำลายไปจนหมดสิ้น และแน่นอนว่าเขาไม่ต้องการที่จะทำให้ซีได้รับบาดเจ็บอีกแล้ว
“ก่อนหน้านี้เจ้าไม่มียอมลดความระมัดระวังตัวเลยแม้แต่น้อย แต่ตอนนี้เจ้ากลับบีบให้ข้าจูบเจ้าแล้วหรือ”
มู่เฉียนซีบังคับให้เขาจูบจริง ๆ และหลังจากที่จูบอย่างแผ่วเบา ในที่สุดนางก็ถูกจิ่วเยี่ยดันออกไป
“ข้ายังไม่พอใจเลยนะ! เจ้าอยู่เฉย ๆ ก็พอแล้ว”
และแล้วอ๋องจิ่วเยี่ยก็ถูกบังคับให้จูบอีกครั้งแต่ก็ไม่นานนัก เพราะนางไม่อยากเหยียบไปถึงแค่ขีดจำกัดของทัณฑ์สวรรค์จนต้องได้รับบาดเจ็บอีกครั้ง ซึ่งมันก็จะทำให้จิ่วเยี่ยรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาอีก จนต้องรีบไปซ่อนตัวอยู่ไกล ๆ เลยทีเดียว
ตอนนี้จิ่วเยี่ยต้องการที่จะกลับเข้าไปในไม้แกะสลักมาก ทว่าสุดท้ายก็ทำไม่สำเร็จอยู่ดี
“อยู่เป็นเพื่อนคุยกับข้าก่อนเถอะ อีกเดี๋ยวก็ดีขึ้นแล้ว”
“อื้ม!”
มู่เฉียนซีบอกกับจิ่วเยี่ย ว่าเรื่องทั้งหมดของแดนภูตถือได้ว่าราบรื่นเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังรู้เบาะแสของต้นกำเนิดแห่งแดนภูตแล้วด้วย
สุดท้ายแล้วจิ่วเยี่ยก็กล่าวว่า “ข้าจะอยู่เคียงข้างซีเอง”
“เช่นนั้นเจ้าก็สวมให้ข้าหน่อยสิ”
“ตกลง!”
หลังจากที่จิ่วเยี่ยได้สวมไม้แกะสลักนั้นลงไปบนคอของมู่เฉียนซีแล้ว เขาเองก็หายเข้าไปในไม้แกะสลักนั้นเช่นกัน
ไม้แกะสลักนี้ ถือได้ว่าสามารถแบกรับตัวตนทั้งหมดของเขาเอาไว้ได้ มันเป็นสิ่งของที่สามารถผนึกกลิ่นอายของเขา และการมีอยู่ของเขาได้
เขาในตอนนี้รู้สึกว่าตนเองกำลังแนบชิดอยู่กับผิวหนังที่อบอุ่นของซีอย่างแนบแน่น ซึ่งมันก็ทำให้หัวใจของเขาร้อนวูบวาบขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง ความบ้าคลั่งในตอนแรกของเขา ราวกับเปลวเพลิงที่ลุกโชติช่วงก็มิปาน
ไอ้สวรรค์บัดซบ ไอ้ทัณฑ์สวรรค์ที่น่ารังเกียจนั่น!
เขาต้องการนางเหลือเกิน
เดิมทีคิดว่าการกลายเป็นสิ่งของเล็ก ๆ จะสามารถสัมผัสซีได้อย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น ตอนนี้เขาสัมผัสได้แล้วก็จริง ทว่ามันกลับยิ่งทรมานมากกว่าเดิมเสียอีก แต่อย่างไรก็ตามมันก็ยังคงเป็นความเจ็บปวดที่คละเคล้าไปกับความสุขอยู่ดี
มู่เฉียนซีมีเรื่องที่อยากจะสั่งการจื่อโยว แต่ทว่าจื่อโยวได้เป็นเสมือนหมาป่าบินได้ในแดนภูตไปเสียแล้ว เพราะแดนภูตนั้นมีคนงามมากมายที่เขาชื่นชอบนั่นเอง
มู่เฉียนซีบ่นกับจิ่วเยี่ยว่า “นี่เขามาเพื่อล่อผึ้งเรียกผีเสื้อหรืออย่างไร ปล่อยให้เขาเตร็ดเตร่มาหลายวันแล้ว น่าจะพอแล้วล่ะ!”
“ข้าจะเรียกเขามาเอง” จิ่วเยี่ยกล่าวพลางมาปรากฏตัวต่อหน้ามู่เฉียนซี
ในขณะที่จื่อโยวกำลังมีความสุขจนลืมตัว เขาก็สัมผัสถึงความเย็นยะยือกได้อย่างกะทันหัน และน้ำเสียงที่เย็นชาของเจ้านายก็ดังขึ้นมาในสมองของเขาว่า “ไสหัวกลับมาที่นี่เดี๋ยวนี้”
จื่อโยวที่กำลังกอดสาวงามอยู่ทั้งซ้ายและขวาแทบอยากจะร้องไห้ออกมาจริง ๆ “นายท่านจื่อโยว เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ หรือว่าพวกเราพี่น้องยังเป็นเด็กดีไม่พออย่างนั้นหรือ”
“นายท่านจื่อโยว…”
สาวงามทั้งหมดเหล่านี้ต่างเข้ามารวมตัวกัน และจื่อโยวก็กล่าวขึ้นมาว่า “ข้ายังมีเรื่องที่ต้องไปทำ เช่นนั้นคงต้องขอตัวก่อน!”
เขาเกิดมามีชีวิตที่ต้องเหน็ดเหนื่อย เมื่อเยี่ยกำลังจะโกรธ เขาจึงจำเป็นต้องรีบกลับไปโดยเร็ว
คนงามกำลังจะสร้างหอหมอปีศาจในแดนภูต ฉะนั้นเขาจะต้องไปรวบรวมคนมาที่นี่ตามคำสั่งของคนงาม ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย
“เช่นนั้น ข้าสามารถรับสมัครคนของแดนภูตมาช่วยหอหมอปีศาจได้ด้วยหรือไม่” จื่อโยวกล่าวด้วยรอยยิ้ม
แดนภูตมีสาวงามมากมาย ซึ่งเขาก็มีความสุขที่จะอยู่ที่นี่
จิ่วเยี่ยเหลือบมองไปที่เขาด้วยท่าทางที่เย็นชา “แดนนรกเป็นสถานที่ที่เจ้าควรอยู่”
แม้ว่าแดนนรกในตอนนี้จะได้กลายเป็นแผ่นเหล็กไปแล้ว แต่ก็ไม่สามารถปล่อยให้ไม่มีคนคอยนั่งบัญชาการได้อยู่ดี
จื่อโยวได้เอาแต่สาปแช่งอยู่ภายในใจ เยี่ยต้องการที่จะอยู่ด้วยกันกับคนงาม แต่เขากลับต้องทำงานอย่างหนักอยู่ที่แดนนรกอย่างโดดเดี่ยว นี่มันจะไร้มนุษยธรรมเกินไปหน่อยแล้ว
เมื่อรวบรวมคนของแดนนรกมาได้มากเพียงพอ จึงทำให้หอหมอปีศาจในแดนภูตสามารถเปิดกิจการได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้ยังมีคนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และต้องการพัฒนากิจการไปยังเกาะภูตอื่น ๆ อีกด้วย
ชื่อเสียงของหอหมอปีศาจแพร่กระจายอยู่ในใจกลางอย่างเกาะหมื่นภูต และย่อมต้องมีคนมากมายที่มาก่อความวุ่นวาย แต่ทั้งหมดก็ได้ถูกจัดการแก้ไขโดยจอมราชาภูต
จอมราชาภูตได้กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า แม้เจ้าหอของหอหมอปีศาจอย่างหมอปีศาจจะเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง แต่ก็เป็นสหายของเขา ฉะนั้นไม่ว่าผู้ใดก็ไม่สามารถใช้วิธีการที่ไม่ยุติธรรมจัดการหอหมอปีศาจได้
ในเมื่อหอหมอปีศาจมีผู้สนับสนุนที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ย่อมต้องปลอดภัยแน่นอนอยู่แล้ว
หลังจากที่หอหมอปีศาจมีความมั่นคงจนมู่เฉียนซีไม่ต้องเป็นกังวลอีกแล้ว มู่เฉียนซีก็กล่าวถามว่า “จอมราชาภูต ท่านตัดสินใจได้หรือยังว่าในเผ่าภูตหลักทั้งสองนี้พวกเราควรจะเริ่มจากเผ่าภูตใดก่อน”
จอมราชาภูตกล่าวว่า “รออีกสักเดี๋ยว เพราะมีปลาบางตัวที่จะติดเบ็ดด้วยตนเอง”
“ปลาที่ติดเบ็ดด้วยตนเองอย่างนั้นหรือ!” มู่เฉียนซีกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“ทักษะทางการแพทย์ของหมอปีศาจถือได้ว่ามีชื่อเสียงมากทีเดียว แน่นอนว่าย่อมต้องมีคนมาขอให้รักษา ซึ่งนั่นก็คือคนของหนึ่งในสิบสองเผ่าภูตหลัก ซึ่งมันก็ถือได้ว่าเป็นโอกาสที่ดีที่สุดแล้ว” จอมราชาภูตกล่าวตอบ
“ตกลง เช่นนั้นข้าจะรอก็แล้วกัน”
เผ่าโลหิตของเผ่าหลักทั้งสิบสอง เป็นเผ่าภูตที่เลือดเย็นเป็นอย่างยิ่ง และความสามารถของเผ่าโลหิตที่เป็นเผ่าหลักทั้งสิบสองนั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก นอกจากนี้พวกเขาแต่ละคนล้วนเป็นคนที่หยิ่งผยองมากอีกด้วย
ตอนนี้ผู้นำเผ่าของเผ่าโลหิตที่หยิ่งผยอง ก็ได้มาหาจอมราชาภูตที่เกาะหมื่นภูตด้วยตนเอง และกล่าวว่าต้องการที่จะเข้าพบหมอปีศาจของหอหมอปีศาจผู้นั้น
จอมราชาภูตกล่าวว่า “ตกลง!”
ผู้นำเผ่าของเผ่าโลหิตที่มู่เฉียนซีได้เห็น มีดวงตาสีแดงโลหิต และมีหูที่แหลมเล็กน้อย เขาสวมเสื้อผ้าที่งดงาม ทั้งยังมีหน้าตาที่ดูสามมิติและลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่งอีกด้วย
“หมอปีศาจท่านนั้น ก็คือสาวน้อยมนุษย์ผู้นี้อย่างนั้นหรือ” ผู้นำเผ่าโลหิตกล่าวด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
จอมราชาภูตกล่าวว่า “เฉี่ยอี้ ข้าเคยพูดโกหกกับเจ้าตั้งแต่เมื่อไรกัน นางคือหมอปีศาจ แน่นอนว่านางคือหมอปีศาจจริง ๆ”
จอมราชาภูตไม่มีทางพูดโกหกกับพวกเขาอยู่แล้ว ซึ่งผู้นำเผ่าโลหิตก็เข้าใจดี เขากล่าวว่า “มนุษย์ หากว่าเจ้ารับปากว่าจะรักษาคนคนหนึ่งให้ข้า ข้าสามารถมอบสมบัติล้ำค่านับไม่ถ้วนให้เจ้าได้”
“ในฐานะนักปรุงยาที่แข็งแกร่ง เจ้าคิดว่าข้าจะขาดแคลนสมบัติอย่างนั้นหรือ สิ่งที่ข้าขาดก็คือสมบัติที่มิอาจประเมินค่าได้ อย่างเช่นสมบัติที่ล้ำค่าที่สำคัญที่สุดของเผ่าโลหิตของพวกเจ้า” มู่เฉียนซีกล่าวพลางมองไปที่ผู้นำเผ่าที่หยิ่งผยองผู้นั้น
“สมบัติที่สำคัญที่สุดของเผ่าโลหิตของพวกข้าอย่างนั้นหรือ มนุษย์ เจ้านี่ช่างบังอาจนัก นั่นไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะสามารถโลภได้หรอกนะ” ผู้นำเผ่าโลหิตกล่างอย่างโกรธเคือง
“หากไม่เห็นแก่หน้าจอมราชาภูต ข้าคงฆ่าเจ้า หลังจากนั้นก็คงจะดูดเลือดเจ้าจนแห้งไปแล้ว” แววตาที่เย็นยะเยือกของเขา เต็มไปด้วยความเป็นศัตรู
มู่เฉียนซีสัมผัสได้ว่าไม้แกะสลักนั้นสั่นไหวเล็กน้อย เป็นเพียงแค่ผู้นำเผ่าโลหิตแต่กล้าปฏิบัติต่อซีของเขาเช่นนี้ และตอนนี้จิ่วเยี่ยก็กำลังจะควบคุมจิตสังหารของตนเองเอาไว้ไม่อยู่แล้ว
มู่เฉียนซีใช้มือทั้งสองข้างลูบเขาเอาไว้ เพื่อทำให้เขาสงบลง หลังจากนั้นนางก็กล่าววว่า “เจ้าคิดว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดของเผ่าโลหิตของพวกเจ้า”
“ทำไมข้าจะต้องบอกเจ้าด้วย อย่างไรเสียมันก็ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะสามารถต้องการได้อยู่แล้ว”
จอมราชาภูตกล่าวเตือนว่า “ท่านมู่ บางทีสิ่งที่พวกท่านคิด อาจจะไม่ใช้สิ่งเดียวกันก็เป็นได้”
ผู้นำเผ่าของเผ่าโลหิตกล่าวถามว่า “นางต้องการสิ่งใดกันแน่”
“หนึ่งในแผนที่ของที่ตั้งของสุสานจักรพรรดิภูต เผ่าโลหิตของพวกเจ้าครอครองเอาไว้ส่วนหนึ่ง” จอมราชาภูตกล่าวตอบ
“ท่าน…คิดไม่ถึงเลยว่าจอมราชาภูตจะปล่อยให้สาวน้อยผู้นี้ขอสิ่งนี้ นี่ท่านช่วยนางหรือ” ผู้นำเผ่าโลหิตกล่าวอย่างรู้สึกเหลือเชื่อ
อย่างไรเสียจอมราชาภูตนั้นก็ใส่ใจเผ่าภูตมากกว่าคนของเผ่าภูตหลักทั้งสิบสองอย่างพวกเขาเสียอีก ซึ่งการปกป้องแดนภูตนั้นคือภารกิจของเขา
.
.