ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2841 พิฆาตวิญญาณเป็นคู่หู
“ไปดูก่อนค่อยว่ากัน” จิ่วเยี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
เหลือพลังของต้นกำเนิดเพียงหนึ่งเท่านั้น แต่ใช้เวลามากเท่าไรถึงจะหาเจอก็ไม่อาจรู้ได้ ทว่าหากใช้วิธีใดเร็วที่สุด เขาก็จะใช้วิธีนั้น
มู่อวู่ซวงมีความอาลัยเป็นอย่างยิ่ง แต่ซีเอ๋อร์จำเป็นต้องออกจากแดนวิญญาณเพื่อไปแดนปีศาจแล้ว
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ถูกคนของเผ่าเทพเพ่งเล็ง แต่หากยิ่งตามหาต้นกำเนิดแห่งแดนปีศาจได้เร็วเท่าไรก็ยิ่งดีมากขึ้นเท่านั้น
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “อาเล็ก ข้าต้องไปแล้วเจ้าค่ะ! ข้าจะดูแลตัวเองให้ดีแน่นอน”
หลังจากนั้นนางก็ถามสุ่ยจิงอิ๋งว่า “สุ่ยจิงอิ๋ง คราวนี้เจ้าสามารถโกงด้วยการส่งข้าไปถึงตัวศิษย์พี่เลยได้หรือไม่”
“ซีเอ๋อร์ ต้องขอโทษด้วย ข้าไม่รู้ว่าตอนนี้บรรพบุรุษปีศาจจำศีลอยู่ที่ไหน โดยปกติแล้วเขาจะไม่ให้ผู้ใดได้ล่วงรู้สถานที่จำศีลของเขา เพราะมันจะวุ่นวายมากเกินไป” สุ่ยจิงอิ๋งกล่าวตอบ
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้สุ่ยจิงอิ๋งดูแลข้ามามากแล้ว แม้ว่าจะถูกส่งไปยังสถานที่ที่ศิษย์พี่จำศีลจริง ๆ แต่การไปปลุกเขาก็ไม่ใช่เรื่องดีนัก ดังนั้นครั้งนี้ส่งข้าไปที่ใดก็ได้ตามใจเจ้าเถอะ!”
“ตกลง!”
มู่อวู่ซวงเฝ้ามองมู่เฉียนซีถูกลำแสงสีฟ้าอ่อนห่อหุ้มเอาไว้ และหลังจากนั้นก็ถูกส่งออกไป
ดวงตาของเขามืดมนลงเล็กน้อย แดนปีศาจเป็นดินแดนที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาทั้งสามดินแดน และมันยังเป็นดินแดนที่มีอันตรายมากที่สุดดินแดนหนึ่งอีกด้วย หวังว่าซีเอ๋อร์จะสามารถผ่านทุกสิ่งทุกอย่างไปได้อย่างราบรื่น
ก่อนที่จะมายังแดนปีศาจ มู่เฉียนซีได้ทำการบ้านมาบ้างแล้ว และความกว้างใหญ่ไพศาลของแดนปีศาจ คาดว่าน่าจะพอ ๆ กับแดนวิญญาณสามแห่งเลยทีเดียว
เจ็ดราชาปีศาจปกครองเจ็ดเมืองหลัก และด้านบนในชั้นที่สองก็มีสามจอมราชาปีศาจที่ปกครองอาณาจักรปีศาจลอยฟ้าทั้งสาม
ส่วนอาณาจักรอวิ๋นเมิ่งในชั้นที่สาม ตอนนี้ไม่มีเจ้านายมาเป็นเวลานานมากแล้ว เพราะเจ้านายของเขาก็คือบรรพบุรุษปีศาจนั่นเอง
และแดนปีศาจไม่เพียงแต่ยิ่งใหญ่เท่านั้น แต่ยังถูกแบ่งออกเป็นสามชั้นอีกด้วย!
เจ็ดเมืองหลักถูกแบ่งออกตามบาปดั้งเดิมทั้งเจ็ดประการ ซึ่งก็มีเมืองแห่งความโลภ เมืองแห่งความเกียจคร้าน เมืองแห่งความตะกละเป็นต้น…
ส่วนอาณาจักรลอยฟ้าทั้งสามได้แก่อาณาจักรแห่งการปล้น อาณาจักรแห่งการสังหาร และอาณาจักรแห่งเหวนรก
มีลำแสงสีฟ้าอ่อนพาดผ่านไปบนท้องฟ้าของแดนปีศาจ และมู่เฉียนซีก็เดินออกมาจากกลางลำแสงสีฟ้าอ่อนนั่น
ความรู้สึกแรกตอนที่มาถึงแดนปีศาจไม่ใช่ความมืดมน หรือมีความชั่วร้ายที่ท่วมท้น แต่มันมีความเงียบสงบ ซึ่งมันก็เงียบอย่างน่าประหลาด
นอกจากนี้ยังได้ยินเสียงของใบไม้ไหวที่อยู่รอบบริเวณได้อย่างชัดเจนอีกด้วย
ตอนที่ต่อสู้ในแดนวิญญาณ ทั้งนิรันดร์และมังกรวารีเป็นผู้ที่ออกแรงมากที่สุด ซึ่งมันก็ทำให้พวกเขาต้องจำศีลเพื่อฟื้นฟูพลังวิญญาณ
ส่วนสงครามที่แดนภูต อ้านก็คอยปกป้องนางอยู่อย่างเงียบ ๆ เสมอ
และในตอนที่ต่อสู้กับจิ่วอิง อันที่จริงแล้วอ้านก็ได้ผลาญพลังวิญญาณไปไม่น้อยเช่นกัน
อาถิงเพื่อที่จะทำให้ดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ของแดนวิญญาณสุกงอมก็ได้ปลดปล่อยกระบวนท่าใหญ่และบีบเค้นพลังของตนเองจนเกือบจะแห้งเหือดไป ส่วนสุ่ยจิงอิ๋งเนื่องจากว่าไม่สมบูรณ์ จึงทำให้ร่างของนางอ่อนแอมากที่สุดในบรรดาพวกเขา
จิ่วเยี่ยมีเรื่องที่ตนเองต้องไปจัดการ นอกจากตอนนี้ร่างกายนั้นของเขาก็ไม่น่าจะทำออกมาได้เร็วขนาดนั้นอีกด้วย ดังนั้นจึงมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะสามารถออกมาปกป้องมู่เฉียนซีในแดนปีศาจได้
ซึ่งนั่นก็คือพิฆาตวิญญาณนั่นเอง!
แดนปีศาจเป็นพื้นที่ที่โหดร้ายมาก แม้ว่าจะถูกพลังของสวรรค์ควบคุมเอาไว้ แต่ก็ด้อยกว่าแค่แดนเทพเท่านั้น
นอกจากนี้สถานที่แห่งนี้ยังเป็นที่ที่แม้แต่เผ่าเทพยังไม่กล้ามาอาละวาดได้ ซึ่งไม่เหมือนกับแดนภูตที่ปล่อยให้เผ่าเทพมาอาละวาดอย่างหยิ่งผยองเช่นนั้น
ซึ่งพิฆาตวิญญาณที่ชื่นชอบการต่อสู้และกระหายเลือด ก็เหมาะสมที่จะเคลื่อนไหวอยู่ในแดนปีศาจจริง ๆ
“พิฆาตวิญญาณ!”
เปลวเพลิงสีแดงฉานพุ่งทะยานออกมาจากร่างของมู่เฉียนซี และพิฆาตวิญญาณก็ออกมายืนอยู่ตรงหน้าของมู่เฉียนซีแล้ว
ดวงตาสีแดงเลือดงดงามคู่นั้นจ้องมองมาที่เจ้านายของตนเองอย่างเงียบสงบโดยไม่มีพลังชั่วร้ายแต่อย่างใด และมันยังงดงามจนทำให้คนต้องหลงใหลไปเลยทีเดียว
“เจ้านายของข้า เวลาที่อยู่ในแดนปีศาจ เจ้าเป็นของข้า” เขาจ้องมองไปที่มู่เฉียนซี และมุมปากที่ประณีตนั้นก็ยกขึ้นมาอย่างเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่พึงพอใจ
“พิฆาตวิญญาณ พวกเรามาทำข้อตกลงกัน…”
มู่เฉียนซีมองไปที่พิฆาตวิญญาณ ตอนอยู่ที่ดินแดนทั้งสี่ทิศเข่นฆ่ากัน พอมาถึงแดนซวนเทียนก็อยู่ร่วมกัน
หลังจากที่นางมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ตอนที่อยู่แดนนรก ดูเหมือนว่าท่าทีของพิฆาตวิญญาณที่มีต่อนางจะแตกต่างไปจากเมื่อก่อนเป็นอย่างมาก
แต่ทว่าความกระหายเลือดและความกระสับกระส่ายที่อยู่ในกระดูกของพิฆาตวิญญาณไม่สามารถขจัดออกไปได้ ดังนั้นจึงเตรียมทำข้อตกลงกับเขาไว้สามข้อ
“เจ้าลูกแมวน้อยไม่จำเป็นต้องทำข้อตกลงอะไรนั่นหรอก ข้าเพียงแค่รู้จักที่จะเชื่อฟังเล็กน้อยก็พอแล้ว เช่นนั้นข้าจะทำตามคำสั่งของเจ้านายเท่านั้น เช่นนี้ดีหรือไม่” พิฆาตวิญญาณกล่าว
“เจ้าแน่ใจหรือว่าเจ้าจะฟังน่ะ” มู่เฉียนซีแสดงท่าทีสงสัย
“แน่นอนอยู่แล้ว หากไม่ฟังคำพูดของเจ้านาย แล้วจะให้ข้าเชื่อฟังใครกันล่ะ” พิฆาตวิญญาณกล่าวอย่างจริงจังเป็นพิเศษ
ซึ่งมันก็อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าเจ้านายไม่มีอันตรายถึงชีวิตเท่านั้น เพราะหากมี แม้ว่าเขาจะต้องสังหารเผ่าปีศาจทั้งหมด เขาก็ไม่ลังเลเลย
ในเวลานั้น เขาไม่เชื่อว่าต้นกำเนิดแห่งแดนปีศาจจะยังสามารถหลบซ่อนต่อไปได้อีก
และเขาย่อมไม่มีทางบอกความคิดที่บ้าคลั่งนี้กับเจ้านาย เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เจ้านายแมวน้อยของเขาต้องตกใจ ซึ่งแน่นอนว่า นี่อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่มีทางเลือกจริง ๆ
หรือจะกล่าวได้ว่าก่อนที่พลังแห่งทัณฑ์สวรรค์จะสามารถทำร้ายเจ้านายได้อีกครั้ง เขาจำเป็นที่จะต้องหาต้นกำเนิดแห่งแดนปีศาจให้เจอ
นี่ไม่ใช่ความคิดของเขาเพียงคนเดียว เพราะทั้งสุ่ยจิงอิ๋ง นิรันดร์ มังกรวารี รวมไปถึงอ้านต่างก็เห็นด้วยเช่นกัน
มหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์อย่างพวกเขา มักจะอยู่บนจุดสูงสุดอยู่เสมอ ทั้งยังเป็นผู้ที่เย่อหยิ่งอวดดีเป็นอย่างยิ่งด้วย
และมีเพียงคนเดียวที่พวกเขาจะใส่ใจ ซึ่งพวกเขาสามารถทำให้ได้ทุกอย่าง
ส่วนเรื่องของชื่อเสียง สำหรับพวกเขาแล้วไม่เคยสนใจมาก่อนเลย ฉะนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงกระบี่ที่กระหายเลือดเช่นเขาเลย
“ศิษย์พี่กำลังจำศีล คราวนี้ข้าไม่มีคนคุ้นเคยเลย ทำได้แค่หาใครสักคนสอบถามก่อนว่าที่นี่อยู่ใกล้เมืองไหนมากที่สุดในแดนปีศาจแล้วล่ะ” มู่เฉียนซีกล่าว
พวกเขาออกไปจากสถานที่แห่งนี้ด้วยความรวดเร็ว สถานที่แห่งนี้เงียบสงบอย่างน่าแปลก แต่กลับไม่มีอันตรายอะไรเลยอย่างนั้นหรือ?
แม้ว่าครั้งนี้สุ่ยจิงอิ๋งจะไม่สามารถส่งนางไปอยู่ข้างกายคนที่คุ้นเคยได้ แต่ก็เชื่อได้ว่า จะต้องส่งนางมาถึงสถานที่ที่ไม่ไกลจากเมืองหลักของแดนปีศาจอย่างแน่นอน
หลังจากที่มู่เฉียนซีเข้าไปในเมืองแล้วก็รู้ว่าเมืองแห่งนี้คือเมืองอะไร
นางกล่าวว่า “คิดไม่ถึงเลยว่านี่จะเป็นเมืองแห่งความเกียจคร้าน”
และความประทับใจของมู่เฉียนซีในเมืองแห่งความเกียจคร้านแห่งนี้ก็คือเกรงว่าเจ้าเมืองผู้นี้จะป่วยเป็นโรคขี้เกียจระยะสุดท้ายแล้ว
นางกล่าวว่า “ไม่รู้เลยว่าระหว่างเขากับศิษย์พี่ของข้าใครจะสามารถนอนได้เก่งกว่ากัน หวังว่าตอนนี้เขาจะสามารถตื่นขึ้นมาได้ ข้าจะได้สอบถามข้อมูลอะไรจากเขาได้บ้าง”
หากต้องการจะสอบถามเรื่องที่สำคัญของแดนปีศาจ ย่อมต้องลงมือถามจากคนที่มีสถานะและความสามารถอยู่แล้ว
และในแดนปีศาจชั้นที่หนึ่งนี้ เจ้าเมืองหลักทั้งเจ็ดก็ถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ดำรงอยู่บนจุดสูงสุดของยอดพีระมิดแล้ว
พิฆาตวิญญาณกล่าวตอบว่า “ลูกแมวน้อย คาดว่าคงจะไม่มีใครสามารถนอนเก่งและขี้เกียจได้เท่าบรรพบุรุษปีศาจโม่หลีอีกแล้วล่ะ! นอกจากนี้เจ้าเมืองของเมืองแห่งความเกียจคร้านก็ยังเป็นลูกน้องของโม่หลีอีกด้วย ฉะนั้นเขาคงไม่กล้าทำอะไรเกินหน้าเกินตาเจ้านายของตัวเองหรอก!”
“พูดได้มีเหตุผลมากเลยทีเดียว” มู่เฉียนซีพยักหน้ากล่าว
คิดไม่ถึงว่าภาพลักษณ์ที่ดูเกียจคร้านอย่างที่สุดและอาการง่วงเหงาหาวนอนของศิษย์พี่ตนเองนั้นจะหยั่งรากลึกอยู่ในจิตใจของคนอื่นเช่นนี้ ดูเหมือนว่าทุกคนที่คุ้นเคยกับเขาต่างก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน
อย่างไรก็ตามตอนที่อยู่แดนซวนเทียนในตอนแรก มู่เฉียนซีก็รู้สึกว่าศิษย์พี่ของนางดูปกติมากจริง ๆ
แม้ว่าเขาจะขี้เกียจเกินกว่าที่จะสนใจทุกอย่าง แต่ก็ไม่ได้นอนไปรอบละหลายหมื่นปี มีก็แต่ใช้เวลาเก็บตัวในการฝึกฝนไปหลายปีเท่านั้น
ในตอนที่มู่เฉียนซีกำลังคิดว่าจะพบกับเจ้าเมืองของเมืองแห่งความเกียจคร้านได้อย่างไรอยู่นั้น นางกลับได้รับโอกาสจากสวรรค์ เพราะเจ้าเมืองของเมืองแห่งความเกียจคร้านกำลังป่วยและต้องการพบหมอนั่นเอง!
“แย่แล้ว แย่แล้ว! ครั้งนี้ท่านเจ้าเมืองนอนไปสามวันแล้ว ทำไมปลุกอย่างไรก็ปลุกไม่ตื่นล่ะ”
“พระเจ้า! นี่จะต้องเกิดเรื่องใหญ่แล้วเป็นแน่ ผู้ใดสามารถปลุกท่านเจ้าเมืองได้ ข้าจะมอบรางวัลให้อย่างงามแน่นอน”
“……”
แต่มู่เฉียนซีก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ศิษย์พี่ของนางนอนไปตั้งหลายหมื่นปียังดูเป็นเรื่องปกติเลยมิใช่หรือ!
ทำไมพอเจ้าเมืองเพิ่งจะนอนหลับไปได้สามวัน คนในจวนเจ้าเมืองถึงได้รู้สึกราวกับท้องฟ้ากำลังจะถล่มก็มิปานเช่นนี้กันล่ะ
มันร้ายแรงขนาดนั้นเลยหรือ?
.
.