ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2843 พิชิตหมื่นดินแดน
โม่เป่ยกล่าวว่า “นี่คือเรื่องที่ท่านเจ้าเมืองของพวกเราต้องจัดการบางส่วน ก่อนหน้านี้มันไม่มีที่ว่างพอจะวางได้ แต่ตอนนี้ ท่านเจ้าเมืองตื่นขึ้นมาแล้ว ดังนั้นหลังจากที่ทำเสร็จไปมากพอควร จึงนำมาส่งเพิ่มอีก”
มู่เฉียนซีอ้าปากค้างด้วยความตะลึงงัน ดูเหมือนว่านางจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับเจ้าเมืองของเมืองแห่งความเกียจคร้านเสียแล้ว
ทันทีที่ตื่นขึ้นมาก็มีงานมากมายที่ต้องทำในคราวเดียว นี่ต้องถือว่าเป็นคนที่ขยันสุด ๆ แน่นอน!
ในเมื่อไม่แน่ใจในนิสัยของท่านเจ้าเมืองผู้นี้ มู่เฉียนซีจึงตัดสินใจที่จะเฝ้าสังเกตการณ์ไปก่อน และนางก็ตามโม่เป่ยไปดูที่พักของนาง
โม่เป่ยได้เลือกที่พักที่ทั้งยิ่งใหญ่ สะดวกสบายและหรูหรามากที่สุดให้นาง โม่เป่ยกล่าวว่า “เช่นนั้นท่านมู่เชิญพักผ่อนอยู่ที่นี่ก่อน หากต้องการสิ่งใดก็ให้คนมาแจ้งข้า ตอนนี้ข้าต้องไปคอยปรนนิบัติท่านเจ้าเมืองแล้วล่ะขอรับ”
“เจ้าไปเถอะ! วันนี้ข้ารบกวนเจ้าแล้ว”
นี่เป็นวันแรกที่มู่เฉียนซีได้อยู่ในแดนปีศาจ
“ลูกแมวน้อย ต้องการให้ข้าไปจับตัวเจ้าเมืองคนนั้นมาหรือไม่” ร่างสีแดงโลหิตปรากฏตัวขึ้นตรงข้างหน้าต่าง
“ไม่ต้องหรอก ข้าไม่อยากเป็นศัตรูกับเจ้าเมืองหรอกนะ” มู่เฉียนซีไม่เห็นด้วยกับคำแนะนำของพิฆาตวิญญาณ
“แต่วันนี้เขาลงมือโจมตีเจ้านาย ข้าโกรธมากจริง ๆ” ดวงตาสีแดงเลือดของพิฆาตวิญญาณเต็มไปด้วยความกระหายเลือดอย่างเย็นชา
“ข้าก็ไม่ได้เสียเปรียบมิใช่หรือ หากเขาใช้พลังปีศาจโจมตีข้า ข้าจะต้องให้เจ้าลงมือแน่นอน” มู่เฉียนซีกล่าว
“เอาล่ะ! ข้าอยากจะพักผ่อนแล้ว พรุ่งนี้จะเริ่มสอบถามเกี่ยวกับสถานการณ์และการผนวกรวมกันของแดนปีศาจในเมืองแห่งความเกียจคร้านแห่งนี้แล้ว”
“อื้ม! เช่นนั้นก็ราตรีสวัสดิ์นะเจ้าลูกแมวน้อย!”
ในคืนแรกของมู่เฉียนซีที่แดนปีศาจ จิ่วเยี่ยได้ไปยังสถานที่แห่งหนึ่งเพื่อพบใครบางคน
“ฝ่าบาทจิ่วเยี่ย นี่เป็นครั้งแรกที่พระองค์ต้องการเจอข้าก่อนเช่นนี้” อู๋หยายังคงเหมือนเดิม นอกจากนี้ยังไม่มีความละอายใจที่จะเจอกับจิ่วเยี่ยอีกด้วย
“ข้าอยากจะรู้เรื่องอะไร เจ้าคงจะรู้ดีอยู่แล้ว พูดมา!” จิ่วเยี่ยมองไปที่อู๋หยาอย่างเย็นชา
อู๋หยากล่าวขึ้นมาอย่างช้า ๆ ว่า “หากต้องการตั้งตนเป็นศัตรูกับสวรรค์ อย่างแรกคือต้องครอบครองพลังที่แข็งแกร่ง ซึ่งแน่นอนว่าฝ่าบาทจิ่วเยี่ยมีมันอยู่แล้ว ประการที่สองคือต้องควบคุมโลกนี้ได้ค่อยว่ากัน เพราะมันไม่มีตัวตน และไม่รู้ว่าอยู่ในสถานที่แบบใด นี่คือศัตรูที่ไม่อาจเอาชนะได้ แต่หากฝ่าบาทจิ่วเยี่ยสามารถควบคุมโลกทั้งหมดนี้ได้ เช่นนั้นก็จะสามารถจับเต่าในไหได้เช่นกัน”
“ทั้งโลกระดับล่างต่าง ๆ โลกระดับกลาง รวมถึงสามโลก ล้วนเป็นเป้าหมายของฝ่าบาทจิ่วเยี่ย หลังจากนั้นก็คือแดนเทพ ที่ต้องโจมตีและยึดครองให้ได้ แต่มันก็ไม่น่าจะใช่เรื่องยากสำหรับฝ่าบาทจิ่วเยี่ยอยู่แล้ว”
ความหมายภายในคำพูดของอู๋หยา ก็คือให้เขาไปบุกยึดครองดินแดนอื่น ๆ มาเสีย
“ข้ารู้ว่าฝ่าบาทจิ่วเยี่ยดูถูกการกระทำเช่นนี้ แต่นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่อู๋หยาสามารถคิดออกมาได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ!” อู๋หยากล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“ความจริงแล้วยังมีอีกวิธีหนึ่ง! เนื่องจากว่าสวรรค์ให้ความสําคัญกับวิญญาณแห่งโชคชะตาเป็นพิเศษ แต่นางกลับทำให้มันโกรธ หากสามารถทำให้พลังแห่งทัณฑ์สวรรค์ในร่างกายของนางระเบิดออกมาอีกครั้งได้ มันก็น่าจะปรากฏตัวออกมาเช่นกัน บางทีฝ่าบาทอาจจะหา…”
“หุบปาก!” คำพูดของอู๋หยายังไม่ทันจบ แต่กลับถูกจิ่วเยี่ยขัดจังหวะเอาไว้อย่างเย็นชา
ให้พลังแห่งทัณฑ์สวรรค์ระเบิดออกมาทำร้ายซี นี่เป็นเรื่องที่เขาไม่มีวันยอมให้เกิดขึ้นแน่นอน
หากเพื่อต่อสู้กับสวรรค์แล้วต้องทำให้ซีเจ็บปวดอีกครั้ง เช่นนั้นก็ถือว่าเขาไม่ได้จัดการความสำคัญอย่างสมบูรณ์
“ดังนั้น ฝ่าบาทจะเลือกที่จะทำเช่นไรหรือพ่ะย่ะค่ะ” อู๋หยามองไปที่จิ่วเยี่ยอย่างใจเย็น
เมื่อเทียบความเจ็บปวดของซีกับวิธีการที่เขาดูถูกก่อนหน้านี้แล้ว อย่างหลังไม่มีนัยสำคัญเลย
“เจ้าแน่ใจว่าไม่มีวิธีการอื่นแล้วอย่างนั้นหรือ” จิ่วเยี่ยกล่าวถาม
“ทูลฝ่าบาท นั่นคือวิถีของสวรรค์! พลังแห่งกฎเกณฑ์แตกกิ่งสาขามาเป็นโลก จัดการถ่วงดุลการดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่ง อยู่เหนือทุกชีวิต ไร้รูปร่างไร้เงา ไม่สามารถเห็นได้ ศัตรูเช่นนี้จะจัดการง่าย ๆ ได้อย่างไร ฝ่าบาทจิ่วเยี่ยก็เคยต้องทนทุกข์ทรมานด้วยน้ำมือของมันมิใช่หรือ ตอนนั้นมันพยายามปรับสมดุลพลังของพระองค์ แต่พระองค์กลับไม่สามารถทำอะไรกับมันได้เลย”
“สำหรับมันแล้ว สิ่งที่มันตัดสินใจทั้งหมดนั้นสมเหตุสมผล และมีความถูกต้องอย่างแน่นอน แต่มู่เฉียนซีเพื่อที่จะถอนคำสาปให้กับพระองค์ ถึงกับไม่เชื่อฟังมัน ทั้งยังละเมิดเรื่องที่มันตัดสินใจว่าถูกต้องที่สุดอีกด้วย ดังนั้นนางจึงต้องทนทุกข์ทรมานจากทัณฑ์สวรรค์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้ว่านางจะเป็นจิตวิญญาณแห่งโชคชะตาก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เช่นกัน”
เห็นได้ชัดว่าไม่มีมาตรการตอบโต้อื่นอีก ดวงตาสีฟ้าเย็นยะเยือกของจิ่วเยี่ยฉายแววเจตนาฆ่าที่เย็นชาออกมา “ในเมื่อเป็นแบบนี้ เช่นนั้น…”
“อู๋หยารู้ดีว่าฝ่าบาทจิ่วเยี่ยกำลังคิดอะไรอยู่ กระหม่อมจำเป็นจะต้องตาย เพียงแต่มันเป็นร่างแยกเพียงร่างเดียวเท่านั้น อู๋หยาไม่อาจรบกวนให้ฝ่าบาทจิ่วเยี่ยลงมือได้ กระหม่อมจะจัดการตนเองพ่ะย่ะค่ะ”
เขาคำนวณมันได้อย่างแม่นยำ ดังนั้นก่อนที่จิ่วเยี่ยจะลงมือ อู๋หยาก็ได้ระเบิดร่างแยกของตนเองโดยตรง และหายไปอย่างไร้ร่องรอยในทันที
กลิ่นอายที่แผ่กระจายออกมาของจิ่วเยี่ยอันตรายมากขึ้นเรื่อย ๆ จื่อโยวจึงเดินออกมาพลางกล่าวว่า “เยี่ย เจ้าเชื่อสิ่งที่เจ้าอู๋หยานั่นพูดหรือไม่?”
“ถึงไม่เชื่อก็ต้องลองดู” จิ่วเยี่ยกล่าวตอบ
“ตกลง! เช่นนั้นข้าจะไปเตรียมกองทัพทันที”
“เริ่มลงมือจากดินแดนที่เกิดความโกลาหลด้วยตนเองก่อน จัดการด้วยความเข้มงวดซะ!”
“ขอรับ!”
การลงมือกับดินแดนประเภทนี้ จิ่วเยี่ยไม่มีความลังเลเลยแม้แต่น้อย แต่เขาก็รู้ดีว่ายังมีดินแดนที่สงบสุขอยู่อีกมากมายเช่นกัน
เขาไม่สนใจว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับชีวิตนับหมื่นนับพันนั่น แต่เขาก็รู้ว่า ซีไม่มีทางชอบที่เขาทำเช่นนี้อย่างแน่นอน
ซึ่งเขาเองก็รังเกียจมันมากเช่นกัน แล้ววิธีการเช่นนี้มันแตกต่างจากเผ่าเทพตรงไหนกัน
อู๋หยา!
พลังอันชั่วร้ายที่น่าสะพรึงกลัวพุ่งทะยานสูงขึ้น จื่อโยวรู้ว่าเยี่ยในตอนนี้ต้องรู้สึกโกรธมากอย่างแน่นอน
อู๋หยาร่างทรงผู้นั้นเข้าใจเยี่ยเป็นอย่างดี คาดว่าเขาน่าจะเสนอเรื่องดังกล่าวออกมาอย่างตั้งใจเป็นแน่
หวังว่าคนงามจะหาต้นกำเนิดแห่งแดนปีศาจเจอโดยเร็ว หากเป็นเช่นนั้นแล้วละก็ เยี่ยก็ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องแบบนี้ จนทำให้อู๋หยาสมปรารถนา
วันรุ่งขึ้นมู่เฉียนซีเดินเล่นไปตามถนนเพียงลำพัง และนั่งลงในโรงเตี๊ยมที่คึกคักที่สุด ซึ่งหัวข้อที่พูดคุยกันในวันนี้ก็คือเรื่องที่ในที่สุดเจ้าเมืองก็ตื่นขึ้นมาแล้วนั่นเอง
“มีนักปรุงยาที่สามารถทำให้ท่านเจ้าเมืองตื่นขึ้นมาได้ทันเวลา นั่นนับเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่จริง ๆ”
“ได้ข่าวมาว่านักปรุงยาท่านนี้ไม่ถูกการลงโทษจากท่านเจ้าเมืองด้วย แถมยังดำเนินการทุกอย่างไปได้อย่างราบรื่น ไม่รู้ว่าเป็นเทพเจ้ามาจากที่ใดกันแน่”
“ได้ยินมาว่าเป็นเพียงมนุษย์ เป็นสาวน้อยมนุษย์ที่งดงามมากคนหนึ่งน่ะ คิดไม่ถึงเลยว่าคราวนี้ท่านเจ้าเมืองจะคว้าเอามาได้ไม่สำเร็จ ช่างขาดทุนจริง ๆ!”
มู่เฉียนซีแสดงท่าทางที่สับสนขณะที่ได้ยิน สุดท้ายก็ต้องหาคนมาสอบถามเป็นโดยเฉพาะถึงได้รู้เรื่องราวบางส่วน
ใครบอกว่าเจ้าเมืองของเมืองแห่งความเกียจคร้านเป็นคนขี้เกียจกัน
เขาไม่ได้เป็นเช่นนั้นมานานมากแล้ว
และท่านเจ้าเมืองในตอนนี้ก็มีความขยันเป็นอย่างมาก ซึ่งเรื่องของทั้งเจ็ดเมืองหลักของแดนปีศาจล้วนมอบให้เขาเป็นคนจัดการ
นอกจากนี้เรื่องของเมืองลอยฟ้าทั้งสามของชั้นที่สองก็มอบให้เขาเป็นคนจัดการเช่นกัน ซึ่งมันก็ทำให้นายท่านทั้งสองสามคนนั้นต่างมีความสุข เพราะไม่ต้องทำเรื่องอะไรเลย
แดนปีศาจใหญ่ขนาดนี้ ฉะนั้นจะมีเรื่องจิปาถะมากน้อยเพียงใดก็มิอาจรู้ได้ ถึงแม้ว่าเจ้าเมืองของเมืองแห่งความเกียจคร้านจะมีสามหัวหกแขนก็คงจะต้องยุ่งจนหัวหมุนอยู่ดี
ดังนั้นทุกครั้งที่เจ้าเมืองของพวกเขาถูกความเหนื่อยล้าทำให้หลับไป ก็เป็นเรื่องยากที่จะทำให้ตื่นขึ้นมาได้
แน่นอนว่าเมื่อเหนื่อยจนต้องหลับไปย่อมต้องหานักปรุงยามาคอยดูแลอยู่แล้ว แต่ทว่าหลังจากที่นักปรุงยาแต่ละคนไปรักษาให้ท่านเจ้าเมือง หากใครก็ตามที่เข้าใกล้ท่านเจ้าเมืองในขณะที่หลับใหลก็จะถูกเจ้าเมืองจับขึ้นเตียงแล้วทำเรื่องแปลกประหลาดบางอย่าง
สำหรับว่าเรื่องที่ทำนั้นคืออะไรกันแน่ ทุกคนล้วนเก็บเป็นความลับ
อย่างไรก็ตามนักปรุงยาที่เคยไปรักษาเจ้าเมืองที่จวนเจ้าเมือง ทุกคนล้วนไม่ยอมที่จะไปรักษาท่านเจ้าเมืองอีกแล้ว
จนกระทั่งเกิดสถานการณ์ที่ไม่มีผู้ใดยอมไปรักษาท่านเจ้าเมืองเหมือนเมื่อวาน และถูกมู่เฉียนซีจับช่องโหว่นั้นเอาไว้ได้
“นายท่าน! ท่านมู่ ท่านเจ้าเมืองมีเรื่องที่จะพบท่าน” คนรับใช้ที่บ้านพักของมู่เฉียนซีคนหนึ่ง รีบมาตามหานางอย่างรีบร้อน
.
.