ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2864 ความใจกว้างของจี๋ตู้
คนที่อยู่บริเวณโดยรอบต่างตกตะลึง และไม่กล้าส่งเสียงหายใจเลยด้วยซ้ำ ซึ่งทั่วทั้งงานเลี้ยงที่จัดขึ้นในห้องโถงใหญ่ก็เงียบสงัดจนได้ยินแม้แต่เสียงเข็มตกเลยทีเดียว
การที่ท่านมู่ทำเช่นนี้ต่อหน้าท่านเจ้าเมือง มันจะต้องทำให้ท่านเจ้าเมืองโกรธมากแน่นอน
ทันทีที่ท่านเจ้าเมืองโกรธ เขาก็จะไม่สนว่าคนผู้นี้จะเป็นคนที่ท่านเจ้าเมืองทั้งสองโปรดปรานหรือไม่ และต้องมีเลือดสาดกระเซ็นไปทั่วทั้งงานแน่นอน
กลิ่นอายของจี๋ตู้อันตรายมาก แต่มู่เฉียนซีก็ได้ตัดสินใจแล้ว หากเขากล้าลงมือทำร้ายนางละก็ นางก็จะให้พิฆาตวิญญาณกำจัดเจ้าหมอนี่ไปซะ
ใครกลัวกันล่ะ
“เจ้าคิดว่า ภายในใจของเจ้า ข้าสู้เจ้าสองคนนั้นไม่ได้ ใช่หรือไม่” ภายในแววตาของจี๋ตู้ปรากฏจิตสังหารที่เย็นยะเยือกออกมา
กลิ่นอายที่อันตรายของจี๋ตู้ระเบิดออกมาอย่างรวดเร็ว และหายไปอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน
จากนั้นก็เอ่ยปากว่า “เจ้าช่างเป็นคนที่ตรงไปตรงมาจริง ๆ แต่เจ้าก็พูดไม่ผิดจริง ๆ ข้าให้อภัยเจ้าก็แล้วกัน มาร่วมงานเลี้ยงต่อเถอะ ทุกคนจะได้มีความสุข มา! ดื่มสุรา!”
ท่านเจ้าเมืองที่จิตใจคับแคบในตอนนี้เปลี่ยนเป็นคนที่ใจกว้างเป็นพิเศษไปแล้ว ซึ่งมันก็ทำให้ทุกคนถอนหายใจอย่างโล่งอกทันที
แน่นอนว่าท่านเจ้าเมืองที่อยู่ในสภาพเช่นนี้น่าคุยมากที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะพูดอะไร ทำอะไร ก็จะไม่ถูกเขาโกรธ และจะใจกว้างกับผู้อื่นมากเป็นพิเศษ
เรื่องการเปลี่ยนนิสัยอย่างกะทันหันของเจ้าเมืองเหล่านี้ มู่เฉียนซีสามารถรับมือได้อย่างใจเย็นมาก
นางพยักหน้าพลางกล่าวว่า “ได้ ขอบคุณสำหรับการต้อนรับ”
หลังจากที่งานเลี้ยงจบลงอย่างสงบเรียบร้อย ตู้ก็กล่าวว่า “เฉียนซี หากเจ้าไม่รังเกียจละก็ คืนนี้ก็พักอยู่ที่จวนเจ้าเมืองเถอะ ข้าได้เตรียมที่อยู่เอาไว้ให้เจ้าแล้ว”
“ตกลง!” มู่เฉียนซีตอบรับอย่างง่ายดาย นางอยากดูว่าเจ้าเมืองแห่งความริษยาผู้นี้ต้องการจะเล่นกลอุบายอะไรอีก
เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าเจ้านายอย่างเขาใจดีขนาดไหน ที่อยู่ที่ตู้เตรียมไว้ให้มู่เฉียนนั้นจึงหรูหรามากเป็นพิเศษ และเขาก็มาส่งมู่เฉียนซีเข้าไปเรือนด้วยตนเอง
หลังจากที่มู่เฉียนซีปิดประตูแล้ว ดวงตาที่อบอุ่นคู่นั้นในเวลานี้ก็เปลี่ยนเป็นอันตรายขึ้นมาทันที
“เจ้าเด็กน้อยที่ไม่เชื่อฟัง แน่นอนว่าต้องได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดีถึงจะได้” เขากล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ
มู่เฉียนซีรู้ว่าตู้ต้องไม่ยอมปล่อยไปง่าย ๆ แน่นอน เพราะเขาที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาที่แข็งแกร่งถึงจะเป็นตัวตนที่แท้จริงของเขา
ความใจกว้างของเขาเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาอย่างหนึ่ง และในเวลากลางดึกการแก้แค้นก็ได้เริ่มต้นขึ้น
ปังง!
ดูเหมือนว่าเตียงที่งดงามนั้นจะเต็มไปด้วยกลไก
แม้ว่ามู่เฉียนซีจะค้นพบว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่เมื่อตื่นขึ้นมาจากการนอนหลับ ก็ยังคงตอบสนองไม่ทันอยู่ดี
ตึงง!
มู่เฉียนซีรู้สึกเพียงแค่ว่าใต้ร่างของนางว่างเปล่า และทั้งตัวของนางก็ร่วงลงไปทันที
“แมวน้อย!” พิฆาตวิญญาณเองก็พุ่งทะยานลงไปด้วยเช่นกัน และบริเวณโดยรอบก็มีแต่ความมืดมิด
มู่เฉียนซีเลิกคิ้วเล็กน้อย ดูเหมือนว่าเจ้าจี๋ตู้นั่นจะลงโทษนางด้วยการขังไว้ในห้องมืดเล็ก ๆ นี่สินะ
“ลูกแมวน้อย หากว่าเจ้ากลัวละก็ เจ้าจะเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของข้าก็ได้!” พิฆาตวิญญาณอยู่ข้างกายของมู่เฉียนซี
“เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ” น้ำเสียงของมู่เฉียนซีนิ่งสงบเป็นอย่างยิ่ง
“ช่างน่าเสียดายจริง ๆ” พิฆาตวิญญาณถอนหายใจกล่าว
“ต้องการให้ข้าทำลายที่นี่หรือไม่” พิฆาตวิญญาณกล่าวถาม
“ในเมื่อจี๋ตู้ชอบเล่น เช่นนั้นข้าจะเล่นเป็นเพื่อนเขาเอง!” มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมาบนมุมปากของมู่เฉียนซี
“พิฆาตวิญญาณ ไฟ”
และเปลวเพลิงสีแดงฉานก็ทำให้บริเวณโดยรอบสว่างวาบขึ้นมาทันที
เมื่อถูกปลุกให้ตื่นแล้วนางก็นอนไม่หลับอีก ซึ่งนางรู้สึกว่าที่นี่ค่อนข้างเงียบสงบ ดังนั้นมู่เฉียนซีที่สงบสติอารมณ์แล้วจึงเริ่มกลั่นยาที่นี่
“ลูกแมวน้อย บทบาทของข้าเป็นได้แค่เทียนไขอย่างนั้นหรือ” พิฆาตวิญญาณกล่าวถาม
“ไฟนี่ก็เป็นของเจ้าไม่ใช่หรืออย่างไร” มู่เฉียนซีกล่าวพลางเหลือบมองไปที่เปลวเพลิงในหม้อเทพปาฮวางชิงมู่
ด้วยเหตุนี้พิฆาตวิญญาณจึงกลายเป็นทั้งเทียนไขและกองไฟ
ในเมื่อจี๋ตู้ขังนางเอาไว้ในห้องมืดขนาดเล็กแห่งนี้ เช่นนั้นนางก็สามารถเตรียมยาพิษมากมายไว้เป็นของขวัญขอบคุณเขาได้เช่นกัน
หลังจากที่ขังมู่เฉียนซีที่เป็นแขกผู้นี้เป็นเวลาสามวันแล้ว แต่จี๋ตู้กลับไม่สนใจ และทำราวกับว่าได้ลืมคนผู้นี้ไปแล้วก็มิปาน
เขาคิดว่าตอนนี้เจ้ามนุษย์สาวผู้นั้นจะต้องเสียใจกับทุกสิ่งที่นางทำ รวมไปถึงเรื่องที่นางปฎิบัติต่อเขาอย่างไร้มารยาทอย่างแน่นอน แต่สุดท้ายเขาก็ได้เห็นว่ามู่เฉียนซีเอาแต่กลั่นยาจนลืมเขา และได้ลบเขาออกไปจากความทรงจำนานแล้วอีกด้วย
มีอย่างที่ไหนกัน ไม่ร้องขอความเมตตายังไม่เท่าไร แต่นี่กลับไม่เห็นการลงโทษของเขาอยู่ในสายตาเลยด้วยซ้ำ
เป๊าะ!
ทันทีที่เขาดีดนิ้ว ประตูบานหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของมู่เฉียนซี
“เจ้าหมอนี่ข่มอารมณ์ไว้ไม่ไหวจนอยากจะปล่อยข้าออกไปแล้วอย่างนั้นหรือ” มู่เฉียนซีกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“ข้าคิดว่ามันไม่น่าจะง่ายดายขนาดนั้นหรอก ลูกแมวน้อยให้ข้าไปตรวจสอบดูก่อนเถอะ” พิฆาตวิญญาณกระซิบกล่าว
เมื่อเดินออกมาจากประตูบานนี้ ก็พบว่าโดยรอบบริเวณมีกระจกอยู่นับไม่ถ้วน และปลายสุดก็มีกระจกบานหนึ่งขวางทางเอาไว้อยู่
ทันใดนั้นก็มีระลอกคลื่นลูกแล้วลูกเล่าปรากฏขึ้น หลังจากนั้นก็มีเสียงดังออกมาจากกระจกว่า “จงตอบข้า ใครกันที่หล่อที่สุดในแดนปีศาจแห่งนี้ หากคำตอบของเจ้าไม่ทำให้ข้าพึงพอใจ เจ้าก็จะไม่สามารถออกไปได้ แต่หากคำตอบของเจ้าทำให้ข้าพึงพอใจละก็ ข้าจะปล่อยเจ้าออกไป”
นี่คือเสียงของเจ้าเมืองแห่งความริษยา เห็นได้ชัดว่าเจ้าหมอนี่ต้องการให้นางยกย่องเขาเป็นคนที่หล่อที่สุดในแดนปีศาจ
แต่มู่เฉียนซีกลับไม่ยอมรับมัน นางกล่าวว่า “คนที่หล่อที่สุดในแดนปีศาจ แน่นอนว่าต้องเป็นบรรพบุรุษปีศาจแห่งแดนปีศาจ อย่างโม่หลีอยู่แล้ว”
เจ้าเมืองแห่งความริษยายืนอยู่ในที่พักของตนเอง และมองร่างเงาของมนุษย์ในกระจกนั่น ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงอย่างบ้าคลั่ง แต่เขาก็ไม่อาจโต้แย้งคำตอบนี้ของมู่เฉียนซีได้เช่นกัน
เขาสามารถริษยาทุกคนที่อยู่ในดินแดนนี้ได้ แต่ไม่สามารถริษยาฝ่าบาทบรรพบุรุษปีศาจได้ เพราะเขาสมควรที่จะเป็นคนที่แข็งแกร่งและดีที่สุดแล้ว ซึ่งเขาก็เป็นได้มากสุดแค่ที่สองเท่านั้น
“ถือว่าเจ้าผ่านด่าน” และจี๋ตู้ก็ปล่อยให้มู่เฉียนซีผ่านไป
เมื่อเดินผ่านกระจกที่อยู่ตรงหน้าไปแล้ว ก็เจอกระจกอีกบานหนึ่ง เจ้าเมืองแห่งความริษยากล่าวถามว่า “ภายในเจ็ดเมืองแห่งนี้ ใครคือผู้ที่แข็งแกร่งมากที่สุด”
ครั้งนี้เขาไม่ได้ถามทั้งแดนปีศาจ เพื่อหลีกเลี่ยงมู่เฉียนซีใช้กลอุบายเดิมซ้ำอีกครั้ง
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “แน่นอนว่าต้องเป็นพิฆาตวิญญาณของข้าอยู่แล้ว”
“ใคร เป็นใคร เจ้าพูดถึงใครกัน” จี๋ตู้กำลังจะคลั่ง คิดไม่ถึงเลยว่ามนุษย์ผู้นี้จะกล้าพูดชื่อคนอื่นเช่นนี้
“แน่นอนว่าต้องเป็นข้าเอง” ชายหนุ่มหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยเสน่ห์คนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมาตรงหน้า และทั่วทั้งร่างของเขาก็มีจิตสังหารที่เต็มไปด้วยความกระหายเลือดแพร่กระจายออกมา
คิดไม่ถึงว่าเขาจะไม่ทันสังเกตเห็นว่าคนผู้นี้ปรากฏตัวออกมาเมื่อใด ซึ่งมันก็ทำให้จี๋ตู้ผงะไปเล็กน้อย
“พิฆาตวิญญาณคือคู่หูของข้า รอข้าออกไปได้เมื่อใด ค่อยมาสู้กัน เจ้าเมืองแห่งความริษยา เจ้าล้างคอรอไว้ให้ดีได้เลย!” มุมปากของมู่เฉียนซีแสยะยิ้มออกมา
“ข้าไม่เชื่อว่าเขาจะสามารถเป็นคู่ต่อสู้ของข้าได้ ข้าจะปล่อยเจ้าออกมาตอนนี้เลย ข้าต้องการที่จะประลองกับเขา”
ถึงจะยังมีคำถามอยู่จำนวนนับไม่ถ้วนหลังจากนี้แต่ก็ถูกปล่อยผ่านไป และในที่สุดมู่เฉียนซีและพิฆาตวิญญาณก็เดินออกมา
จี๋ตู้กล่าวว่า “ไปที่สนามประลอง เจ้ากล้ามาหรือไม่”
“มีอะไรให้ไม่กล้าล่ะ”
พิฆาตวิญญาณเคยเป็นผู้แข็งแกร่งที่สามารถต่อสู้กับบรรพบุรุษปีศาจของพวกเขาได้อย่างสูสี แม้ว่าความสามารถของพิฆาตวิญญาณในตอนนี้จะยังไม่ฟื้นตัว แต่มันก็เพียงพอที่จะสู้กับเจ้าเมืองของเมืองแห่งความริษยานี้ได้อย่างเหลือเฟือแล้ว
เจ้าเมืองแห่งความริษยาได้พ่ายแพ้ให้กับพิฆาตวิญญาณ และแม้ว่าจะเป็นการพ่ายแพ้ที่น่าสังเวชเล็กน้อย
แต่เขาก็ไม่พอใจมากอยู่ดี เขาอิจฉาที่พิฆาตวิญญาณได้ครอบครองความสามารถที่แข็งแกร่งเช่นนี้ ดังนั้นเขาจะต้องชิงความแข็งแกร่งของเขามาให้ได้
ความคิดที่น่ากลัวเช่นนี้กำลังบ้าคลั่งอยู่ในใจของเขา และมู่เฉียนซีเองก็สัมผัสถึงมันได้เช่นกัน นางส่ายศรีษะพลางกล่าวว่า “เจ้าเมืองแห่งความริษยา อาการของเจ้าร้ายแรงกว่าความขี้เกียจและความหยิ่งผยองมากมายนัก! คาดว่าเจ้าจะไม่สามารถปรับแก้มันได้อีกแล้ว ฉะนั้นการแข่งขันระหว่างพวกเจ้าในครั้งนี้ คาดว่าเจ้าจะต้องพ่ายแพ้อย่างน่าสังเวชที่สุดเป็นแน่”
เขาจะต้องเป็นคนที่ได้รับชัยชนะ และเมื่อถูกมู่เฉียนซีกระตุ้น เขาก็ไม่อิจฉาพิฆาตวิญญาณอีกแล้ว นอกจากนี้ยังควบคุมจิตใจที่รู้สึกอิจฉาริษยาของตนเองเอาไว้ จากนั้นก็เผยรอยยิ้มที่ใจกว้างออกมา
“การแพ้ชนะนั้นเป็นเรื่องปกติ และการไล่ตามชัยชนะ ก็เป็นสิ่งที่ยากลำบากเกินไป ฉะนั้นการพ่ายแพ้เป็นครั้งคราว ทำให้ข้ามีความรู้สึกที่แตกต่างออกไป”
.
.