ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 112 ข้าขอขอบคุณแทนชาวบ้านตงเฟิง
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 112 ข้าขอขอบคุณแทนชาวบ้านตงเฟิง
โม่จิ่วเยี่ยยิ่งฟังดวงตาก็ยิ่งเปล่งประกาย ในใจเขาคาดเดาได้ถึง
จุดประสงค์ของเฮ่อจือหร่านแล้ว
ดังนั้น เขาจึงรับค าพูดของนางมาเอ่ยต่อว่า
“เมื่อเป็นเช่นนี้ หนานฉีก็จะยิ่งแค้นเคืองหนานเหิงมากขึ้น ด้วย
นิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้นของหนานฉี เมื่อกลับถึงเมืองหลวงคงจะหาทาง
สร้างปัญหาให้หนานเหิงแน่นอน แบบนี้หนานเหิงก็จะยุ่งยากจนไม่มี
เวลาสนใจอะไร และย่อมละเลยการไล่ล่าข้าไปชั่วคราว”
เฮ่อจือหร่านยิ้มพลางพยักหน้า
“นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น”
โม่จิ่วเยี่ยเลิกคิ้ว “หรือว่าเจ้ายังมีจุดประสงค์อื่นอีก?”
เฮ่อจือหร่านเต็มไปด้วยความมั่นใจ
“ข้ายังอยากใช้โอกาสที่ช่วยเหลือเฟ่ยหนานอวี่ในครั้งนี้ ขอให้
เขาหาทางเผยแพร่เรื่องที่ท่านแตกหักกับหนานฉีออกไปหลังจาก
กลับถึงเมืองหลวง ด้วยวิธีนี้ หนานเหิงถึงจะยอมล้มเลิกการไล่ล่าท่าน
อย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ เมื่อคืนพวกเราก็ยังไม่ได้วางแผนจะแบ่งเงิน
ของนายอ าเภอสุนัขนั้นให้กับชาวบ้านหรอกหรือ? ข้าตั้งใจจะขอให้
เฟ่ยหนานอวี่ช่วยจัดการเรื่องนี้ด้วย เชื่อว่าด้วยความสามารถของ
เขา จะต้องท าได้แน่นอน”
หลังจากฟังค าพูดของนาง โม่จิ่วเยี่ยก็ยิ่งชื่นชมในความเฉลียว
ฉลาดของสตรีนางนี้
น ้าเสียงของเขาแฝงความเอ็นดูโดยไม่รู้ตัว
“มันช่างล าบากส าหรับเจ้าจริง ๆ สมองเล็ก ๆ นี่บรรจุอะไรไว้
มากมายขนาดนี้เชียว”
เมื่อได้รับค าชม ความภาคภูมิใจของเฮ่อจือหร่านก็แทบจะชี้ขึ้น
ฟ้า
“มันเรียกว่าโยนก้อนหินหนึ่งก้อนได้นกสองตัว ไม่เพียงหาคนที่
ไว้ใจได้มาคืนเงินของนายอ าเภอสุนัขให้กับชาวบ้าน แต่ยังขจัด
ความระแวงของหนานเหิงที่มีต่อท่านอีกด้วย”
เมื่อเห็นสีหน้ายิ้มแย้มของนาง โม่จิ่วเยี่ยก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไป
ลูบหัวนาง
“เอาเถอะ เจ้าออกไปนานขนาดนี้ก็คงเหนื่อยแล้ว พักสักครู่แล้ว
พวกเราค่อยกินอาหารกลางวันกัน”
เฮ่อจือหร่านรู้สึกพอใจกับความเอ็นดูและการดูแลเอาใจใส่ของ
โม่จิ่วเยี่ย
นางเดินเข้าไปล้างมือในห้องน ้า จากนั้นก็กลับมานั่งรอที่โต๊ะ
อาหารอย่างว่าง่าย
โม่จิ่วเยี่ยท าอาหารสองอย่างด้วยความเร่งรีบ วัตถุดิบทั้งหมด
ล้วนถูกหยิบออกมาจากตู้เย็น
อาการจานแรกคือแตงกวาผัดหมู อีกจานคือผักกาดผัดไข่…
เมื่ออาหารถูกยกมาวางบนโต๊ะ เฮ่อจือหร่านก็เบิกตากว้าง
แตงกวาผัดหมูนั้นนางยังพอรับได้ เพราะสมัยก่อนก็มีคนท าเมนู
นี้กันเยอะ
แต่ว่า…ผักกาดผัดไข่นี่มันอะไรกัน
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงรสชาติของอาหารสองอย่างนี้ โม่จิ่วเยี่ยก็ดู
เหมือนจะยังไม่เข้าใจวิธีท าด้วยซ ้า
ไข่ถูกทุบจนแตกละเอียด ซ ้าบางส่วนยังติดอยู่บนใบผัก
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่รู้ว่าเขาใส่ซีอิ๊วลงไปเท่าไหร่ อาหารทั้งจานถึงได้
ดูสีด าไปหมด
ส่วนแตงกวาผัดหมูก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน ไม่เพียงไม่ใส่ซีอิ๊วแล้ว แต่
บนวัตถุดิบยังมีเศษชิ้นส่วนไหม้ ๆ ติดอยู่เต็มไปหมด…
โม่จิ่วเยี่ยมองอาหารที่ตัวเองท าอย่างเขินอาย
เขาเกาหัวแก้เก้อ “เอ่อ…อาหารที่ข้าท ามันออกมาไม่ดีสักหน่อย
แต่ข้าเพิ่งชิมไป รสชาติมันยังพอทานได้”
เฮ่อจือหร่านไม่ใช่คนเรื่องมาก ย้อนไปสมัยนางยังเด็ก พ่อแม่ก็
ไม่เคยสนใจไยดี นางในตอนนั้นอย่าว่าแต่อาหารแบบนี้เลย กระทั่ง
อาหารธรรมดา ๆ นางก็ยังไม่เคยได้ลิ้มลอง
อีกทั้งการที่โม่จิ่วเยี่ยลงมือท าอาหารให้นางแบบนี้ แล้วนางจะ
ปฏิเสธความหวังดีของเขาลงได้อย่างไร
“ไม่เป็นไรหรอก ท่านฝึกฝนบ่อย ๆ อีกหน่อยก็ท าอาหารเก่งเอง”
หลังจากพูดจบ นางก็คีบอาหารเข้าปาก
รสชาติไม่ได้แย่จนเกินจะทาน เฮ่อจือหร่านจึงกินเข้าไปอีกหลาย
ค า
โม่จิ่วเยี่ยเห็นนางไม่รังเกียจอาหารที่เขาท าก็ยิ้มกว้างอย่างดีใจ
“เจ้าทานช้า ๆ ก็ได้ ข้าจะตักข้าวให้”
เมื่อโม่จิ่วเยี่ยยกชามข้าวสองใบกลับมา สีหน้าของเขากลับฉาย
แววล าบากใจอีกครั้ง
เขาวางชามข้าวใบหนึ่งไว้ตรงหน้าเฮ่อจือหร่าน
“ข้ากะปริมาณน ้าไม่ถูก ข้าวเลยดูเหมือนโจ๊กไปสักหน่อย…”
เฮ่อจือหร่านเหลือบมองและมันเป็นจริงอย่างที่เขาบอก
ข้าวที่โม่จิ่วเยี่ยหุงนั้น จะว่าเป็นข้าวก็แฉะเกินไป จะว่าเป็นโจ๊กก็
แห้งเกินไป…
แต่นางก็ยังให้ก าลังใจเขาว่า “ไม่เป็นไรหรอก ขอแค่สุกข้าก็กิน
ได้ทั้งนั้น”
โม่จิ่วเยี่ยรู้ดีแก่ใจว่านางก าลังปลอบใจเขา ท าให้เขาใจเต้นแรง
และยิ่งอยากท าให้นางทานอาหารฝีมือเขาไปตลอดชีวิต
หลังกินข้าวเสร็จ เฮ่อจือหร่านก็เตรียมตัวออกจากพื้นที่มิติ
ครั้งนี้นางตั้งใจจะพาโม่จิ่วเยี่ยไปด้วย
เพราะอีกสักพักต้องไปพบเฟ่ยหนานอวี่แล้ว ถ้าโม่จิ่วเยี่ยยังคง
ซ่อนตัวอยู่อาจท าให้เขาสงสัยได้
ทั้งสองคนปรากฏตัวขึ้นในบ้านร้างหลังหนึ่ง
เฮ่อจือหร่านซื้อหวงเหลียนจ านวนมากจากแอปเถาเป่ามากองไว้
จนเต็มห้องครึ่งหนึ่ง
จากนั้นก็น าเงินกับข้าวของที่ได้มาจากจวนนายอ าเภอวางไว้
ตรงอีกมุมหนึ่งของห้อง
ส่วนตั๋วเงินทั้งหลาย เฮ่อจือหร่านเลือกที่จะเก็บไว้
เหตุผลที่เก็บไว้คือ ตั๋วเงินนั้นเก็บรักษาง่าย นายอ าเภอคงไม่
จ าเป็นต้องเก็บตั๋วเงินไว้ที่นี่ หากเฟ่ยหนานอวี่มาเห็นเข้า ก็เท่ากับ
บอกเขาว่า “ที่นี่มีพิรุธ”
เฮ่อจือหร่านจึงท าเช่นนี้เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้
เมื่อจัดวางสิ่งของในห้องเรียบร้อยแล้ว ทั้งคู่ก็ผลักประตูออกไป
วัชพืชในลานงอกงามขึ้นมาใหม่ เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครเดินเข้า
มาเป็นเวลานาน
เฮ่อจือหร่านลากรถล่อวนไปมาหลายสิบรอบ เพื่อสร้างร่องรอย
ว่าเพิ่งมีคนเข้าออกจากที่นี่
และแล้วทุกอย่างก็เตรียมพร้อม
นางซื้อกุญแจโบราณมาจากเถาเป่าเพื่อลงกลอนประตูบ้าน
จากนั้นนางก็ใช้ของมีคมทุบหน้าต่างบานหนึ่ง
กลังมองนาฬิกาแขวนในพื้นที่มิติ เวลาก็ใกล้ถึงช่วงที่นัดกับเฟ่ย
หนานอวี่เอาไว้แล้ว
เฮ่อจือหร่านซื้อผ้าห่มโบราณมาอีกสองสามผืนปูไว้ในรถม้า
เพื่อให้โม่จิ่วเยี่ยจะได้ไม่รู้สึกกระแทกมากเกินไปเวลาที่นั่งอยู่ด้านใน
หลังจากขับรถม้าและจ่ายค่าผ่านทางไปสิบเหวิน พวกเขาก็
กลับมาที่อ าเภอผิงหยาง
เพื่อให้เฟ่ยหนานอวี่เห็นว่าพวกเขาเดินทางมาจากในอ าเภอ
เฮ่อจือหร่านจึงเลือกเส้นทางที่อ้อมไปอีกทางหนึ่งก่อนจะไปถึงจุดนัด
พบ
เฟ่ยหนานอวี่รออยู่ที่นั่นแล้ว เขารีบมาต้อนรับเมื่อเห็นเฮ่อจือห
ร่านขับรถลากมาแต่ไกล
โม่จิ่วเยี่ยเปิดม่านรถออกและทักทายเขาสองสามค า เฟ่ยหนา
นอวี่จึงแนะน าให้เฮ่อจือหร่านนั่งในรถม้า ส่วนเขาจะนั่งบังคับรถกับ
บ่าวรับใช้
ระหว่างทางเฟ่ยหนานอวี่สอบถามด้วยความเป็นห่วงว่าท าไมโม่
จิ่วเยี่ยถึงได้รับบาดเจ็บ
ทั้งสองคนคิดไว้แล้วว่าเฟ่ยหนานอวี่ต้องสอบถาม จึงตัดสินใจ
พูดไปตามความเป็นจริง
เฟ่ยหนานอวี่ฟังแล้วก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงถอนหายใจจากนั้นจึง
เปลี่ยนเรื่องพูดคุย
พวกเขาทั้งหมดคุยกันไปเรื่อยเปื่อย ไม่นานก็มาถึงบ้านร้างแห่ง
นั้น
อาการบาดเจ็บของโม่จิ่วเยี่ยยังคงสาหัส และถูกเฮ่อจือหร่าน
บังคับให้รออยู่บนรถลาก
เฮ่อจือหร่านพาอีกฝ่ายเข้าไปในบ้าน
เฟ่ยหนานอวี่เห็นร่องรอยการเหยียบย ่าในลานจึงไม่ได้สงสัย
อะไร และเดินตามเฮ่อจือหร่านไปที่หน้าประตูเรือนหลัก
เฮ่อจือหร่านชี้ไปยังหน้าต่างบานหนึ่งแล้วพูดว่า “ประตูถูกลง
กลอนไปแล้ว ข้าเข้าไปทางนั้น”
เฟ่ยหนานอวี่ไม่สงสัยสักนิด เดินตรงไปยังหน้าต่างทันที่
เฮ่อจือหร่านแสร้งท าเป็นออกแรงเขย่าสองสามที่ หน้าต่างก็เปิด
ออก
เฟ่ยหนานอวี่กระโดดข้ามหน้าต่างเข้าไป เมื่อเห็นหวงเหลียน
จ านวนมาก ท่าทางที่เขาท าเป็นไม่สนใจอะไรก็หายไปจนหมดสิ้น
“ฮูหยินโม่ ครั้งนี้ท่านมีบุญคุณใหญ่หลวงนัก ข้าขอขอบคุณ
ท่านแทนชาวเมืองตงเฟิงทุกคน”
เฮ่อจือหร่านกล่าวว่า “คุณชายเฟ่ยไม่ต้องเกรงใจ ข้ายังมีเรื่องจะ
ขอร้องท่านอีกอย่าง”
“ฮูหยินโม่โปรดบอกมาเถอะ ตราบใดที่หนานอวี่ท าได้ ข้าจะ
ทุ่มเทสุดความสามารถ”
เฮ่อจือหร่านชี้ไปยังเงินซึ่งวางอยู่บนพื้นแล้วเอ่ยว่า
“คุณชายเฟ่ยคงได้ยินมาแล้วว่านายอ าเภอผิงหยางเป็นขุนนาง
สุนัข ในช่วงที่ด ารงต าแหน่งหลายปีนี้เขารีดไถเงินของชาวบ้านไปไม่
น้อย เงินพวกนี้ต้องเป็นสิ่งที่เขาขูดรีดมาจากชาวบ้านแน่นอน ข้าคิด
ว่า เมื่อพวกเราพบเงินเหล่านี้แล้ว ก็ควรคืนให้กับเจ้าของที่แท้จริงจึง
จะถูกต้อง”