ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 137 พวกเขาคือใคร
เฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยต่างเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดด า แล้วออก
จากกระโจม
เนื่องจากไม่มีเป้าหมายที่แน่ชัด โม่จิ่วเยี่ยจึงอุ้มเฮ่อจือหร่านไว้
แล้วใช้วิชาตัวเบาเคลื่อนที่ไปรอบ ๆ อย่างไร้จุดหมาย
หลังจากผ่านไปสักพัก สายตาของพวกเขาก็หยุดตรงเรือส าราญ
ล าหนึ่งบนทะเลสาบ ซึ่งมีแสงไฟสว่างไสว
ยังได้ยินเสียงดนตรีและการเต้นร าบนเรือจากระยะไกล
เรือส าราญแล่นเอื่อยอยู่กลางทะเลสาบ คาดว่าห่างจากฝั่ง
ประมาณสองลี้
เพื่อให้แน่ใจว่าบนเรือมีบุคคลส าคัญที่พวกเขาสงสัยหรือไม่
เฮ่อจือหร่านจึงตัดสินใจซื้อกล้องส่องทางไกลกลางคืนมา
ต้องยอมรับว่า กล้องส่องทางไกลกลางคืนได้นี้เป็นผลผลิตของ
เทคโนโลยีที่ทรงพลังจริง ๆ
เฮ่อจือหร่านเพียงมองผ่าน ๆ ไปรอบหนึ่ง สายตาพลันหยุดอยู่ที่
ชายสองคนนั่งอยู่กึ่งกลางชั้นสองของเรือ
หนึ่งในนั้นดูอายุราวสามสิบต้น ๆ ผิวขาวผ่อง เรียวคิ้วและตา
เฉียงขึ้น ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นคนเจ้าเล่ห์
ดูจากเครื่องแต่งกายอันหรูหราของเขา คนผู้นี้น่าจะเป็นบุคคล
ส าคัญที่ผู้ดูแลท่าเรือกล่าวถึง
ชายคนนั้นโอบกอดหญิงสาวแต่งกายเปิดเผยไว้ในอ้อมแขน มือ
ถือจอกสุรา ดวงตาจับจ้องนางร าที่ก าลังเต้นร าอย่างหื่นกระหาย
ส่วนชายที่นั่งอยู่อีกด้านหนึ่ง มีหนวดเคราเต็มใบหน้า รูปร่าง
ผอมบาง เส้นผมยาวคล้ายจงใจปล่อยให้ตกลงมาจนบังใบหน้าไว้
ครึ่งหนึ่ง
เมื่อมองผ่านกล้องส่องทางไกลแล้ว เฮ่อจือหร่านกลับแทบไม่เห็น
ใบหน้าของชายคนนี้
ทั้งสองคนเป็นคนแปลกหน้าส าหรับเฮ่อจือหร่านมาก
โม่จิ่วเยี่ยมองสิ่งของในมือนางแล้วถาม “มันคืออะไร?”
เฮ่อจือหร่านส่งกล้องส่องทางไกลให้เขา
“ยกส่องตรงนี้ ท่านลองดูสิ”
นางคิดว่าการให้เขาลองใช้งานจริงจะสะดวกกว่าการอธิบาย
และถือเป็นโอกาสให้โม่จิ่วเยี่ยดูว่าเขาคุ้นเคยกับสองคนนั้นหรือไม่
เฮ่อจือหร่านจ้องมองโม่จิ่วเยี่ยอย่างใกล้ชิด เรียวคิ้วที่เดิมเรียบตึง
ของเขา กลายเป็นรอยขมวดมุ่นในพริบตา
จากสีหน้าของโม่จิ่วเยี่ย เดาไม่ยากว่าเขาต้องรู้จักคนทั้งสองแน่
หรืออย่างน้อยก็รู้จักคนใดคนหนึ่ง
นางรีบถามอย่างร้อนรน
“พวกเขาเป็นใคร?”
โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้ตอบ แต่มองต่ออีกสักครู่ก่อนจะเก็บกล้องส่อง
ทางไกลลง
“เป็นหนานเหิง”
“หนานเหิง?”
เฮ่อจือหร่านถามต่อ “แล้วอีกคนท่านรู้จักหรือไม่?”
โม่จิ่วเยี่ยยิ่งขมวดคิ้วแน่น “รูปร่างคุ้นตา แต่ตอนนี้ข้าไม่กล้า
ยืนยัน”
เฮ่อจือหร่านมองส ารวจรอบ ๆ แล้วพูดเสียงเบา “ไม่สู้พวกเราไป
ดูที่เรือส าราญดีกว่า”
แม้นางจะไม่พูด โม่จิ่วเยี่ยก็มีความตั้งใจจะท าเช่นนั้นอยู่แล้ว
ไม่ว่าหนานเหิงจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มเหยียนปางหรือไม่ แต่แค่เขา
ส่งนักฆ่ามาลอบสังหารตัวเขา โม่จิ่วเยี่ยก็ไม่คิดจะปล่อยอีกฝ่ายไป
ง่าย ๆ แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ค าพูดเมื่อครู่เขายังเอ่ยคลุมเครือ ชายหนวดเครา
นั่นแม้จะไม่ได้เห็นหน้าชัดเจน แต่ไม่รู้ว่าท าไมเขาถึงรู้สึกคุ้นเคยอย่าง
ประหลาด
ไม่ว่าอย่างไรวันนี้เขาก็ต้องไปส ารวจบนเรือส าราญให้รู้เรื่อง
“รอบเรือส าราญมีองครักษ์ของหนานเหิงอยู่ ข้าจะว่ายน ้าไป
ตรวจสอบคนเดียว เจ้ารออยู่ที่นี่ก็พอ”
เฮ่อจือหร่านรู้ว่าโม่จิ่วเยี่ยเป็นห่วงความปลอดภัยของนาง แต่
การรออยู่ที่นี่เพื่อความปลอดภัยไม่ใช่นิสัยของนางเลย
“ท่านพาข้าไปด้วย พวกเราซื้อเรือยางล าเล็กจากเถาเป่ามาแล้ว
พายข้ามไป จากนั้นค่อยหาโอกาสลงมือ
หากถูกคนพวกนั้นจับได้ อย่างน้อยก็ยังมีข้าอยู่ด้วย ข้าสามารถ
พาท่านเข้าไปในพื้นที่มิติเพื่อหลบสักพักได้ และท่านก็รู้ว่าข้ามีของดี
ที่สามารถหยิบออกมาใช้ในยามฉุกเฉินได้ตลอดเวลา”
การท าความรู้จักกันในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ โม่จิ่วเยี่ยย่อมเข้าใจ
นิสัยของนางดี หากเป็นสิ่งที่นางต้องการท า ตัวเขาเองก็ไม่สามารถ
ขัดขวางได้
“เจ้าต้องติดตามข้าอย่างใกล้ชิด ห้ามอยู่ห่างจากข้าเด็ดขาด”
“วางใจได้เลย!”
ขณะที่พูดคุยกัน ทั้งสองคนก็มาถึงริมทะเลสาบแล้ว
เฮ่อจือหร่านตรวจสอบความเคลื่อนไหวรอบด้านอย่างระมัดระวัง
อีกครั้ง เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติ จิตส านึกของนางก็เข้าสู่พื้นที่มิติ
และซื้อเรือยางลมมาหนึ่งล า
เพื่อไม่ให้เรือยางถูกสังเกตเห็นในทะเลสาบเกลือ นางจึงเลือกสี
ด าสนิทมาเป็นพิเศษ
เฮ่อจือหร่านใช้ปั๊มลมเป่าเรือยางอย่างรวดเร็ว แล้วน ามันลง
ทะเลสาบทันที่
โม่จิ่วเยี่ยจูงมือนางและนั่งลงบนเรือด้วยกัน
เพื่อกลมกลืนไปกับสิ่งรอบข้าง ทั้งสองคนไม่กล้าพายเรือแรง
เกินไป เพื่อหลีกเลี่ยงการสาดน ้าที่อาจท าให้ฝ่ายตรงข้ามพบเห็น
ร่องรอย
เมื่อห่างจากเรือส าราญไปพอสมควร โม่จิ่วเยี่ยจึงหยิบกล้องส่อง
ทางไกลขึ้นมาส่องตรวจสอบอีกครั้ง
จากนั้นเขาก็ส่งกล้องส่องทางไกลให้เฮ่อจือหร่าน
เฮ่อจือหร่านตรวจดูสถานการณ์แล้วพูดเบา ๆ ว่า “ท่านตั้งใจจะ
ยิงพวกองครักษ์ที่อยู่ใกล้ ๆ แล้วขึ้นเรือจากตรงนี้หรือ”
โม่จิ่วเยี่ยพยักหน้า “ท้ายเรือตรงที่เราเห็น มีคนเฝ้าอยู่ทั้งหมดหก
คน เมื่อเทียบกับจุดอื่นแล้วการรักษาความปลอดภัยค่อนข้างอ่อน
กว่า”
“ดี ข้าจะจัดการสามคนทางซ้าย”
พอเฮ่อจือหร่านพูดจบ นางและโม่จิ่วเยี่ยก็ยกแขนขึ้นพร้อมกัน
อย่างสอดประสาน ขณะที่เรือพายค่อย ๆ เคลื่อนเข้าไปใกล้เรือ
ส าราญ เกาทัณฑ์แขนเสื้อก็เล็งไปยังหว่างคิ้วขององครักษ์สองคน
การเคลื่อนไหวของทั้งสองประสานกันอย่างลงตัวมาก และยิงไม่
พลาดเป้าแม้แต่ดอกเดียว
เพียงชั่วพริบตา หลังจากลูกดอกหลายดอกพุ่งออกไป องครักษ์
ทั้งหกคนก็ล้มลงไม่ลุกขึ้นอีก
โม่จิ่วเยี่ยไม่รอช้า ฉวยอุ้มเฮ่อจือหร่านขึ้นมาแล้วใช้วิชาตัวเบา
กระโดดขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือ จังหวะเดียวกัน เฮ่อจือหร่านก็เก็บเรือ
พายเข้าไปในพื้นที่มิติ
บนดาดฟ้า องครักษ์ทั้งหกคนไร้ลมหายใจไปแล้ว
หันมองไปข้างหน้า ยังมีองครักษ์ที่ก าลังเฝ้ายามอยู่เช่นกัน ไม่
เพียงเท่านั้น ยังมีกลุ่มองครักษ์ลาดตระเวนที่เพิ่งเดินผ่านไปจากตรง
นี้ด้วย
เฮ่อจือหร่านกระซิบ “เพื่อความสะดวก พวกเราเปลี่ยนเป็นชุด
ของพวกทหารยามกันเถอะ”
โม่จิ่วเยี่ยพยักหน้า เขาลงมือถอดเสื้อผ้าขององครักษ์ยามที่ตัว
เล็กกว่าออกแล้วโยนให้เฮ่อจือหร่าน จากนั้นก็หาชุดจากอีกคนที่มี
รูปร่างใกล้เคียงกับเขามาสวม
คนทั้งสองเพิ่งจัดการเสื้อผ้าเรียบร้อย ก็มีองครักษ์ลาดตระเวน
เดินมาหา
องครักษ์เห็นว่าที่นี่มีแค่สองคน จึงถามว่า “พวกเจ้าคนอื่น ๆ ไป
ไหนกันหมด?”
โม่จิ่วเยี่ยตอบอย่างใจเย็น “ไม่รู้ว่าพวกเขากินอะไรเข้าไปจน
ท้องเสีย จึงไปห้องสุขากันหมด”
องครักษ์ไม่ได้สงสัยอะไรมาก เดินผ่านพวกเขาแล้วเดิน
ลาดตระเวนต่อไป
หลังเห็นองครักษ์เหล่านั้นเดินห่างออกไป โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือห
ร่านก็เดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสองของเรือส าราญ
เมื่อเทียบกันแล้ว บนชั้นสองนั้นคึกคักกว่ามาก ไม่เพียงมีเวรยาม
เฝ้าอยู่ ยังมีคนแต่งกายเหมือนชาวบ้านนั่งดื่มสุราและเล่นสนุกกันอยู่
หน้าโต๊ะตัวเล็กอีกหลายคน
โม่จิ่วเยี่ยคิดว่าคนที่แต่งกายเหมือนชาวบ้านเหล่านี้ น่าจะเป็นคน
ของกลุ่มเหยียนปางทั้งหมด
เห็นได้ชัดว่าแม้หนานเหิงจะไม่ใช่ผู้บงการเบื้องหลังกลุ่มเหยียน
ปาง แต่เขาก็ต้องมีความเกี่ยวข้องกับคนพวกนี้แน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น จากท่าทางของพวกกลุ่มเหยียนปาง หนานเหิงก็ดู
คุ้นเคยกับพวกเขาเป็นอย่างดี
โม่จิ่วเยี่ยมองดูรอบ ๆ แล้วพาเฮ่อจือหร่านกระโดดขึ้นไปบน
ดาดฟ้าของเรือส าราญทันที่
พวกเขาหาต าแหน่งที่ค่อนข้างใกล้กับหนานเหิง แล้วแง้มช่อง
เล็ก ๆ เพื่อมองลงไปด้านล่าง
ในตอนนั้นเอง เรือเล็กล าหนึ่งก็ลอยมาจากจุดที่ไม่ไกลจากเรือ
ส าราญ
ด้วยแสงจันทร์ยามนี้ สามารถมองเห็นได้ว่ามีคนยืนกอดอกอยู่
ตรงหัวเรือ ดูจากรูปร่างแล้วน่าจะเป็นสตรี
ไม่นานก็มีองครักษ์เข้ามารายงานพวกเขา
“ทูลองค์ชายเหิง ท่านราชครูมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
หนานเหิงผลักหญิงสาวในอ้อมกอดออกไปด้านข้าง แล้วลุกขึ้น
จัดเสื้อผ้าที่ยับให้เรียบร้อย
“พาข้าไปต้อนรับเขา”