ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 138 คนสกุลโม่ไม่ยอมอ่อนข้อง่าย ๆ
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 138 คนสกุลโม่ไม่ยอมอ่อนข้อง่าย ๆ
หนานเหิงก้าวเดินออกไปนอกห้อง ส่วนชายหนวดเครายังคงนั่ง
ตัวตรงอย่างส ารวม แม้แต่ศีรษะก็ไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย
ท่าทางเช่นนี้คล้ายกับโม่ชูหานตอนที่ถูกคุมด้วยหนอนพิษกู่อยู่
บ้าง แต่ก็มีความแตกต่าง
โม่ชูหานถูกกู่หุ่นเชิด แม้จะไม่มีสติ แต่ก็ยังเคลื่อนไหวได้ ส่วน
คนตรงหน้านี้ดูเหมือนไม่เพียงไร้สติ แต่ร่างกายก็แข็งที่อไปด้วย
ตอนนี้พวกเขาต้องสังเกตความเคลื่อนไหวของหนานเหิง จึงต้อง
ปล่อยเรื่องชายหนวดเคราคนนี้ไปก่อน
เรือล าเล็กจอดเทียบกับเรือส าราญอย่างรวดเร็ว หนานเหิงสั่งให้
คนหย่อนบันไดลงมาต้อนรับท่านราชครู
ใครจะรู้ว่าท่านราชครูไม่ก้าวเท้าเหยียบบันได แต่สะกิดปลายเท้า
กระโดดขึ้นมาเบา ๆ มายืนตรงหน้าหนานเหิง
หนานเหิงแย้มยิ้มประจบ
“ข้าได้รอต้อนรับท่านราชครูอยู่นานแล้ว เชิญด้านในเถอะ”
เฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยสังเกตท่านราชครูคนนั้นอย่างละเอียด
จากบนดาดฟ้าเรือ
นางเป็นสตรีจริง ๆ อายุราวสี่สิบปี แต่งตัวไม่ต่างจากชาวต้าซุ่น
เท่าไหร่ ใบหน้าที่มีร่องรอยของกาลเวลาเล็กน้อยยังคงชวนให้ดูเสน่ห์
อยู่
เฮ่อจือหร่านถามเสียงเบา “ท่านรู้จักราชครูคนนี้หรือไม่”
ดวงตาสีด าของโม่จิ่วเยี่ยเต็มไปด้วยความแค้น “แน่นอน ถึงตาย
ข้าก็ไม่มีวันลืมเด็ดขาด!”
เฮ่อจือหร่านสังเกตได้จากสีหน้า ว่าเขาเกลียดชังคนตรงหน้า
มากเพียงใด
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาถามถึงสาเหตุเหล่านั้น
เพื่อป้องกันไม่ให้เปิดเผยร่องรอย ทั้งคู่จึงกลั้นหายใจและจ้องมอง
ด้านล่างต่อไปอย่างเงียบเชียบ
หนานเหิงน าราชครูเข้าไปในห้องอย่างนอบน้อม พร้อมท าท่า
เชื้อเชิญให้นั่งตรงต าแหน่งหัวโต๊ะ
ราชครูนั่งลงอย่างเป็นธรรมชาติ มือข้างหนึ่งพิงหน้าผาก ดู
ท่าทางเกียจคร้านเล็กน้อย
“ข้าบอกไปแล้วว่า คนสกุลโม่ไม่ยอมอ่อนข้อง่าย ๆ ซ ้ายังควบคุม
ยาก แต่เจ้าก็ยังไม่ฟัง”
เมื่อได้ยินค าว่า ‘คนสกุลโม่’ เฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยต่างรู้สึกใจ
หายพร้อมกัน
สัญชาตญาณพาให้โม่จิ่วเยี่ยมองไปทางชายหนวดเคราคนนั้น
เพื่อมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เขาค่อย ๆ ขยับต าแหน่งเล็กน้อย
มองดูจากมุมอื่น
การมองครั้งนี้แปลกไป เขาถึงกับสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ หาก
ไม่มีสติยั้งคิด เขาคงอยากกระโจนลงไปช่วยคนผู้นั้นเดี๋ยวนี้เลย
เฮ่อจือหร่านรับรู้ถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของเขา ในใจก็เริ่ม
เดาได้ลาง ๆ แล้ว
เพื่อป้องกันไม่ให้โม่จิ่วเยี่ยท าอะไรหุนหันพลันแล่น นางจึงจับมือ
เขาไว้ก่อน
ขณะจับมือเขา เฮ่อจือหร่านสัมผัสได้ว่าฝ่ามือของอีกฝ่ายเปียก
ชุ่มไปด้วยเหงื่อ
โม่จิ่วเยี่ยเอ่ยเบา ๆ ว่า “เขาคนนั้นคือพี่สาม”
เฮ่อจือหร่านเพิ่งนึกถึงความเป็นไปได้นี้ จึงไม่ได้ทีท่าทีตกใจมาก
นัก
เช่นเดียวกับโม่จิ่วเยี่ย ในหัวของนางก าลังเต็มไปด้วยค าถามนับ
ไม่ถ้วน
อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ก็รู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลา จึงต้องมองความ
เคลื่อนไหวเบื้องล่างต่อไป
หนานเหิงเพียงยิ้มสองหน จากนั้นก็มองไปทางโม่อวิ๋นเฟิงที่นั่ง
อยู่ราวกับคนตาย
“ท่านราชครู ท่านก็รู้ว่าตอนนั้นข้าสร้างอิทธิพลในกลุ่มเหยียน
ปางมาอย่างยากล าบากแค่ไหน แต่มันกลับถูกโม่อวิ๋นเฟิงน าคนมา
ท าลายจนย่อยยับ
สองปีที่ผ่านมาข้าต้องใช้ความพยายามมาก กว่าจะฟื้นฟูกลุ่มเห
ยียนปางให้กลับมาเหมือนเดิมได้ ท่านก็เห็นแล้ว ตอนนี้กลุ่มเหยียน
ปางก าลังขาดหัวหน้ากลุ่มที่ทั้งว่านอนสอนง่ายและมีวรยุทธ์สูงส่ง ข้า
คิดว่าโม่อวิ๋นเฟิงนั้นเหมาะสมที่สุด เขาเคยท าให้กลุ่มเหยียนปางของ
ข้าพังพินาศอย่างไร ต่อไปก็ต้องช่วยข้าสร้างกลุ่มเหยียนปางให้
เติบโตแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน
หากกลุ่มเหยียนปางโชคร้ายถูกจับได้อีก ความผิดก็จะตกเป็น
ของสกุลโม่”
ราชครูมองโม่อวิ๋นเฟิงด้วยสายตาเย็นชา แล้วพูดเสียงเรียบ
“ตอนที่ข้าจับโม่อวิ๋นเฟิงมา ก็ไม่ได้คิดจะให้เจ้าใช้เขามาแก้แค้นนะ”
หนานเหิงยิ้มประจบ “ข้าเข้าใจเจตนาของท่านราชครูดี แต่ท่าน
ไม่คิดหรือว่าการเก็บโม่อวิ๋นเฟิงไว้ที่นี่ จะมีประโยชน์มากกว่า?”
ราชครูก้มหน้าลง “เขามีความมุ่งมั่นแน่วแน่เกินไป ข้าจะลงมือ
เป็นครั้งสุดท้าย ถ้ายังไม่ได้ผลอีก เจ้าก็ส่งตัวเขามาให้ข้า”
ระหว่างที่พูดคุยกัน ราชครูก็หยิบขวดเล็ก ๆ ออกมาจากอกเสื้อ
ขณะนางก าลังจะเปิดจุกขวด ก็พลันมีลูกดอกสองดอกพุ่งเข้าหา
นางจากหลังคาพร้อมกัน
ราชครูตอบสนองอย่างรวดเร็ว ร่างกายของนางหลบหลีกได้
อย่างคล่องแคล่ว พร้อมกับรีบเก็บขวดเล็กกลับเข้าไปในอกเสื้อ
หนานเหิงตะโกน “ทหาร! มีมือสังหาร!”
ประตูห้องถูกผลักเปิดจากด้านนอกอย่างรวดเร็ว กลุ่มองครักษ์
ถือกระบี่วิ่งเข้ามา กระทั่งคนจากกลุ่มเหยียนปางที่ก าลังดื่มสุราก็ตาม
เข้ามาด้วย
หนานเหิงชี้ไปยังทิศทางด้านบน “มือสังหารอยู่ข้างบน! ไปค้นหา
ห้ามปล่อยให้รอดไปเด็ดขาด”
ราชครูชักกระบี่อ่อนออกจากเอว แล้วกระโดดขึ้นไปบนหลังคา
ดาดฟ้าเรือ
เฮ่อจือหร่านเห็นว่าสถานการณ์ไม่ดีแล้ว หลังจากยิงลูกดอก
ออกไปก็รีบลากโม่จิ่วเยี่ยหลบเข้าไปในพื้นที่มิติ
นางรู้ดีในใจว่าคืนนี้คงต้องมีการต่อสู้กันอย่างหนักแน่นอน
ถึงขนาดมีความรู้สึกว่าถ้าไม่ใช่พวกเขาตาย ก็ต้องเป็นพวกนาง
ตายเลยทีเดียว
แน่นอนว่าความคิดเฮ่อจือหร่านเป็นเพียงการกระตุ้นส าหรับการ
เคลื่อนไหวครั้งต่อไปของพวกเขาเท่านั้น
เมื่อมีพื้นที่มิติที่ทรงพลังเช่นนี้อยู่ คนที่จะตายก็คือฝ่ายตรงข้าม
ทั้งสองเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดด าในพื้นที่มิติ ใช้ผ้าปิดบังใบหน้าไว้
อดทนรออยู่สักพัก กระทั่งรู้สึกว่าพวกนั้นคงไม่พบอะไรบนดาดฟ้าเรือ
และไปค้นหาที่อื่นต่อ เฮ่อจือหร่านจึงตัดสินใจออกไปส ารวจก่อน
หากยังไม่ปลอดภัย นางก็จะกลับเข้ามา
อย่างไรก็ตาม มันเป็นเพียงความคิดเท่านั้น แม้ว่าคนพวกนั้นจะ
เห็นนางก็คงคิดว่าตาฝาดไปเอง
โม่จิ่วเยี่ยก็คงไม่ยอมให้นางเสี่ยงอันตรายคนเดียวด้วย เฮ่อจือห
ร่านจึงออกจากพื้นที่มิติไปโดยไม่ได้บอกเขา
แน่นอนว่าโม่จิ่วเยี่ยรู้สึกตื่นตระหนกเมื่อเห็นนางหายไปต่อหน้า
ต่อตา
ทว่าน่าเสียดายที่ตอนนี้เขาไร้พลังจนท าอะไรไม่ได้
ขณะโม่จิ่วเยี่ยก าลังกระวนกระวาย เฮ่อจือหร่านก็ปรากฏตัวต่อ
หน้าเขา
“คนพวกนั้นเริ่มลงไปค้นหาด้านล่างแล้ว พวกเราออกไปกัน
เถอะ”
สิ้นเสียง คนทั้งสองก็ปรากฏตัวบนหลังคาห้องโดยสารเรือ
จริงอย่างที่เฮ่อจือหร่านกล่าว พวกองครักษ์ทั้งหมดถือคบเพลิง
ค้นหาอยู่ด้านล่าง
เมื่อมองภายในห้องอีกครั้ง โม่อวิ๋นเฟิงยังคงนั่งอยู่ที่นั่นโดยไร้
การเคลื่อนไหว ตรงประตูมีองครักษ์สองนายยืนเฝ้าอยู่
ทั้งคู่สบตากันแล้วกระโดดลงจากหลังคา ลงมือจัดการกับ
องครักษ์ที่เฝ้าอยู่อย่างรวดเร็ว
ครั้นมาถึงตรงหน้าโม่อวิ๋นเฟิง โม่จิ่วเยี่ยเรียกอีกฝ่ายเบา ๆ สอง
ครั้ง แต่โม่อวิ๋นเฟิงกลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ เลย
เฮ่อจือหร่านโบกมือ ส่งคนเข้าไปในพื้นที่มิติทันที่
ดูจากสภาพของโม่อวิ๋นเฟิงแล้วน่าจะเป็นเหมือนกับโม่ชูหาน
พวกเขาต่างก็ถูกกู่หุ่นเชิดเข้าครอบง า
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในตอนนี้เขาจะจ าอะไรไม่ได้ แค่ส่งคนออกจาก
พื้นที่มิติก่อนที่เขาจะฟื้นคืนสติก็พอ
หลังเฮ่อจือหร่านส่งคุณชายสามเข้าพื้นที่มิติส าเร็จ โม่จิ่วเยี่ยก็
จูงมือนางออกจากห้องไปด้วยกัน
แต่พอมาถึงประตูกลับเผชิญหน้ากับราชครูเข้า
ราชครูพลันตะโกนเสียงดัง “มือสังหารอยู่ที่นี่!” นางยกกระบี่ใน
มือฟันเข้าใส่ทั้งสองคน
โม่จิ่วเยี่ยโอบเอวเฮ่อจือหร่านไว้ พร้อมกับปกป้องนางไว้ข้างหลัง
ขณะเดียวกันก็ยกมีดทหารในมือขึ้นรับการโจมตีของราชครู
ทั้งสองต่อสู้กันอย่างดุเดือด
ตอนนั้นเอง องครักษ์ที่ถูกเรียกมาด้วยเสียงตะโกนของราชครูก็
เข้าร่วมต่อสู้ด้วย
เฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยหันหลังชนกัน พร้อมเผชิญหน้ากับ
ศัตรู
ราชครูเพียงปะทะกับโม่จิ่วเยี่ยไม่กี่กระบวนท่า ก็รู้ว่าตนไม่ใช่คู่
ต่อสู้ของเขา
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเห็นว่าคนข้างกายเขาหยิบถุงผงบางอย่าง
ออกมาโปรย พวกองครักษ์ก็ทรุดตัวล้มลงเป็นจ านวนมาก