ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 167 ทะเบียนราษฎร์
เจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ ก็เห็นถึงความน่าเกรงขามของโม่ชูหาน พวก
เขาไม่กล้ามาขัดขวางอีก แต่กลับเดินไปทางด้านหลังของเขาเพื่อ
จัดการโม่จิ่วเยี่ยและเฮ่อจือหร่าน
ใครจะรู้ว่าโม่จิ่วเยี่ยก็ไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมารังแกง่าย ๆ เมื่อ
เห็นคนเดินเข้ามา เขาก็รีบปกป้องเฮ่อจือหร่านไว้ด้านหลัง จากนั้นก็
ท าเหมือนโม่ชูหาน ผลักคนพวกนั้นออกไปทั้งหมด
เวลานี้เจ้าหน้าที่ทั้งหลายได้ประจักษ์ถึงความแข็งแกร่งของสองพี่
น้อง จึงไม่มีใครกล้าเข้ามาขวางทางอีก ได้แต่ยืนตะโกนอยู่ด้านข้าง
โดยหวังว่าวิธีนี้จะขู่ให้ทุกคนถอยออกไปได้
สองพี่น้องสกุลโม่เพิกเฉยต่อพวกเจ้าหน้าที่ที่เหมือนตัวตลก
ก าลังกระโดดโลดเต้นเหล่านั้น แล้วพากันเดินตรงเข้าไปหารอง
นายอ าเภอชุย
รองนายอ าเภอชุยเห็นสถานการณ์เช่นนี้ ก็อยากจะหนีออกไป
ทางประตูหลังตามสัญชาตญาณ
โม่ชูหานก้าวพรวดเดียวไปขวางทางเขาไว้
“รองนายอ าเภอชุยโปรดรอก่อน ท่านจัดการเรื่องทะเบียนราษฎร์
ให้พวกเราเสร็จสิ้นก่อนเถอะแล้วค่อยไป”
รองนายอ าเภอชุย “…”
เขาก็ต้องรักษาหน้าตาเหมือนกันนะ?
อย่างไรก็ตาม เมื่อเผชิญหน้ากับสีหน้าที่ดูน่าเกรงขามของโม่ชู
หาน เขาก็รู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัวทันที่
เมื่อมองไปยังเจ้าหน้าที่ใต้บังคับบัญชาที่ยืนหลบ ๆ ซ่อน ๆ ตรง
ประตู เขาก็รู้สึกโมโหขึ้นมาแล้ว
“พวกเจ้ามัวยืนเหม่อท าไม รีบไล่คนพวกนี้ออกไปเดี๋ยวนี้!”
เจ้าหน้าที่เห็นสถานการณ์เช่นนั้น จึงค่อย ๆ เข้ามาจับคนอย่าง
ระมัดระวัง
คราวนี้พวกเขาฉลาดขึ้น ไม่กล้าจัดการกับโม่จิ่วเยี่ยและโม่ชู
หาน แต่เข้าไปจัดการกับฟางฉวนโจวและเซี่ยเทียนไห่แทน
ทั้งสองคนเป็นเพียงปัญญาชน ทั้งยังมีอายุมากแล้ว เมื่อถูกพวก
เจ้าหน้าที่ดึงตัวไป ก็ได้แต่ถอยหลังไปตามแรงของพวกเขา
ฟางฉวนโจวรู้สึกโกรธแค้นเช่นกัน
“ปล่อยข้านะ ข้ามีเรื่องจะพูดกับรองนายอ าเภอ”
เมื่อได้ยินเสียงจากด้านหลัง โม่ชูหานและโม่จิ่วเยี่ยก็หันกลับไป
พร้อมกัน ท่าทีเหมือนพร้อมจะลงมือทุกเมื่อหากเจ้าหน้าที่ไม่ยอม
ปล่อยทั้งสองคนนั้น
เจ้าหน้าที่เห็นแววตาดุดันของสองพี่น้องก็ตกใจจนหัวหด แรง
ก าลังที่จับตัวคนผ่อนลงทันที่
ฟางฉวนโจวกับเซี่ยเทียนไห่ฉวยโอกาสนั้น รีบสลัดออกจากการ
ควบคุมของเจ้าหน้าที่ พวกเขาเดินอ้อมผ่านพี่น้องสกุลโม่และเฮ่อจื
อหร่านอย่างโกรธเคือง แล้วมาหยุดอยู่ตรงหน้ารองนายอ าเภอชุย
“ท่านรองนานยอ าเภอ การที่ท่านไม่ยอมออกทะเบียนราษฎร์
ใหม่ให้พวกเรา เพราะต้องการกลั่นแกล้งพวกเราใช่หรือไม่?”
รองนายอ าเภอชุยไม่คิดว่าคนพวกนี้จะกล้ามาซักถามเขา
ที่ผ่านมาเขาไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนเลย
ตอนนี้พวกเจ้าหน้าที่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ อีกทั้งยังมีพี่น้องสกุลโม่
ก าลังจ้องมองเขาด้วยท่าทางดุดันอีก ท าให้รองนายอ าเภอชุยรู้สึก
หวั่นใจอยู่บ้าง
คนฉลาดย่อมไม่ยอมเสียเปรียบ ผู้มีคุณธรรมแม้จะแก้แค้นสิบปีก็
ยังรอได้…
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เขาต้องไม่ยอมให้ตัวเองเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
ก่อนเด็ดขาด
คิดได้ดังนั้น รองนายอ าเภอชุยจึงกระแอมเบา ๆ ท่าทีของเขาดู
ดีกว่าเมื่อครู่มาก
“ข้าพูดชัดเจนไปแล้ว ว่าทะเบียนราษฎร์ของพวกเจ้าจะต้องรอให้
นายอ าเภอคนใหม่มาถึงก่อน จึงจะสามารถด าเนินการได้”
หลังจากได้ยินค าพูดของเขา ฟางฉวนโจวกับเซี่ยเทียนไห่ก็แค่น
หัวเราะออกมาพร้อมกัน
เซี่ยเทียนไห่ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว “แม้ว่าข้าจะถูกตัดสินให้
ต้องโทษเนรเทศ แต่ข้าก็เคยเป็นขุนนางมาหลายสิบปี ย่อมรู้ถึง
ขั้นตอนการท างานของเหล่าขุนนางในเมืองนี้เป็นอย่างดี ท่านอย่า
คิดจะใช้เรื่องทะเบียนราษฎร์มาแก้แค้นกับพวกเราเลย”
ฟางฉวนโจวกล่าวเสริม “รองนายอ าเภอชุยคงเคยอ่านระเบียบ
และหน้าที่ของขุนนางราชวงศ์ต้าซุ่นมาแล้วใช่หรือไม่? ตามกฎหมาย
แล้ว เรื่องการออกทะเบียนราษฎร์ควรจะเป็นหน้าที่ของรอง
นายอ าเภอที่ต้องจัดการ ถ้าท่านคิดว่าเรื่องนี้จ าเป็นต้องให้นายอ าเภอ
ลงมือเอง ข้าก็ขอถามสักหน่อย ว่าท าไมราชส านักถึงต้องเลี้ยงดูพวก
ท่านที่เป็นรองนายอ าเภอด้วย?”
ค าพูดเหล่านี้แต่เดิมเป็นสิ่งที่โม่จิ่วเยี่ยอยากจะพูด แต่ตอนนี้ถูก
ท่านลุงทั้งสองพูดไปจนหมดแล้ว เขาจึงลงมือตบโต๊ะอย่างแรง
“ข้าขอถามท่าน ท่านจะท าทะเบียนราษฎร์ให้พวกเราหรือไม่?”
รองนายอ าเภอชุยหวั่นใจเล็กน้อยเพราะค าพูดของฟางฉวนโจว
และเซี่ยเทียนไห่
พอถูกโม่จิ่วเยี่ยข่มขู่เช่นนี้อีก หน้าผากของเขาก็เริ่มมีเหงื่อผุด
ออกมาทันที่
พวกเจ้าหน้าที่ก็ตกใจกลัวราวกับเต่าหดหัวเช่นกัน
เขาคิดว่าถ้าตอนนี้ตัวเองยังกล้าพูดค าว่า “ไม่” ออกมา จะต้อง
ได้รับบาดเจ็บอย่างแน่นอน
“ท า…ข้าจะท าให้พวกเจ้าเดี๋ยวนี้…”
อย่างไรเสียในอนาคตคนพวกนี้ก็ต้องไปอยู่ที่เมืองอวิ่น ยังมีวิธี
มากมายเพื่อจัดการพวกเขา เขาไม่มีทางยอมให้ตัวเองเสียเปรียบอยู่
ฝ่ายเดียวแน่
รองนายอ าเภอชุยพูดจบก็รีบหยิบกระดาษทะเบียนราษฎร์
ออกมาจากใต้โต๊ะ แล้วเขียนทะเบียนราษฎร์ให้พวกเขาทั้งหมดต่อ
หน้าทุกคน พร้อมกับประทับตราท้องถิ่นลงไปอย่างเป็นทางการ
เพื่อป้องกันไม่ให้รองนายอ าเภอสุนัขผู้นี้คิดใช้กลอุบาย ฟางฉ
วนโจวกับเซี่ยเทียนไห่จึงตรวจสอบทะเบียนราษฎร์ทั้งหมดอย่าง
ละเอียดอีกครั้งหลังท าเสร็จ เมื่อเห็นว่าไม่มีปัญหาอะไรจึงพยักหน้าให้
พี่น้องสกุลโม่
ทุกคนถือทะเบียนราษฎร์เดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว โม่ชู
หานยังไม่ลืมหันกลับมาจ้องรองนายอ าเภอชุยอย่างดุดัน
รองนายอ าเภอชุยตกใจจนเหงื่อเย็นผุดอีกรอบ…
เพราะถูกพี่น้องสกุลโม่ข่มขู่ไปเมื่อครู่ พวกเจ้าหน้าที่ที่ส่งพวก
เขาไปหมู่บ้านซีหลิ่งจึงไม่กล้าวางท่าอวดดีเหมือนแต่ก่อน แต่ละคน
หดหัวเหมือนนกกระทาและคอยน าทางไปเท่านั้น
หลังออกจากที่ว่าการได้ไม่นาน เฮ่อจือหร่านก็เห็นถังหมิงรุ่ยยืน
โบกมือให้นางอยู่ริมทาง
เฮ่อจือหร่านจงใจพูดกับโม่จิ่วเยี่ยเสียงดัง “ท่านพี่ หมู่บ้านซีหลิ่ง
อยู่ไกลจากที่นี่แค่ไหนหรือ?”
โม่จิ่วเยี่ยเห็นถังหมิงรุ่ยด้วยหางตา รู้ว่าเฮ่อจือหร่านถามแบบนี้ก็
เพื่อบอกที่อยู่ของพวกเขาให้อีกฝ่ายรู้
ดังนั้น เขาจึงพูดเสียงดังตอบไปว่า “ได้ยินมาว่าหมู่บ้านซีหลิ่งอยู่
ทางทิศตะวันตกของเมืองอวิ่น แต่ไม่รู้ว่าไกลแค่ไหน”
ถังหมิงรุ่ยพยักหน้าให้ทั้งสองคน บ่งบอกว่าเขารับรู้จุดหมาย
ปลายทางของพวกเขาแล้ว จากนั้นก็ก้มหน้าเดินจากไปอย่างไร้พิรุธ
หมู่บ้านซีหลิ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองอวิ่น ซึ่งเป็น
ต าแหน่งที่อยู่ติดกับชายแดนที่สุดของราชวงศ์ต้าซุ่น
ชื่อนั้นบอกอยู่แล้ว ที่นั่นมีเทือกเขาสูงชันทอดยาวต่อเนื่องกัน
เทือกเขาใหญ่ที่ทอดยาวนั้นกลายเป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างต้าซุ่น
กับชนเผ่าหมานอี๋
เพราะภูมิประเทศที่นี่เป็นภูเขาสูงชัน ท าให้ชนเผ่าหมานอี๋ข้าม
แดนมาได้ยาก ด้วยเหตุนี้ ราชวงศ์ต้าซุ่นจึงไม่ได้สร้างก าแพงเมือง
กั้นเขตที่นั่น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภูมิประเทศจะเป็นภูเขาสูงชัน แต่ก็ยังไม่
สามารถหยุดยั้งฝีเท้าของชนเผ่าหมานอี๋ได้
ท้ายที่สุดแล้ว การปีนข้ามภูเขาลูกหนึ่งได้อย่างยากล าบากยัง
ง่ายกว่าการบุกโจมตีเมือง
แน่นอนว่า ชนเผ่าหมานอี๋ไม่ได้มาก่อกวนบ่อย ๆ พวกเขาจะ
เลือกมาก็ต่อเมื่อต้องพบเจอสถานการณ์ที่แห้งแล้งหรือขาดแคลน
อาหารในฤดูหนาวเท่านั้น
แต่แม้จะเป็นเช่นนั้นก็ท าให้ชาวบ้านแถบนั้นเดือดร้อนจนทนไม่
ไหว
เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าชนเผ่าหมานอี๋เหล่านี้จะมาเมื่อไหร่ จึงมัก
ใช้ชีวิตกันอย่างหวาดระแวงอยู่เสมอ
เจ้าหน้าที่น าทุกคนเดินเท้าเป็นเวลาเกือบหนึ่งชั่วยามกว่า ใน
ที่สุดก็มาถึงหมู่บ้านซีหลิ่ง
เมื่อมองไป ก็เห็นหมู่บ้านซีหลิ่งตั้งอยู่หลังเทือกเขา
ตอนนี้เข้าช่วงฤดูหนาวแล้ว แม้ว่าเมืองอวิ่นจะยังไม่มีหิมะตก แต่
บนยอดเขาสูงก็ถูกปกคลุมด้วยกลุ่มก้อนสีขาวโพลนไปทั่ว
ยังไม่ทันเข้าไปในหมู่บ้าน ก็เห็นทุ่งนาที่ทอดยาวต่อเนื่องกันไม่
ขาดสาย
เห็นได้ชัดว่าหมู่บ้านซีหลิ่งมีพื้นที่ส าหรับเพาะปลูกเป็นจ านวน
มาก
ภายในหมู่บ้านซีหลิ่ง มีบ้านเรือนถูกสร้างรวมกันเป็นสามกลุ่ม
หากไม่รู้ว่าบ้านเรือนเหล่านี้ล้วนอยู่ในเขตหมู่บ้านซีหลิ่ง ก็อาจเข้าใจ
ผิดคิดว่าเป็นอีกสามหมู่บ้านได้ง่าย ๆ
โม่จิ่วเยี่ยดึงเจ้าหน้าที่คนหนึ่งมาถามว่า “ท าไมบ้านเรือนที่นี่ถึง
แยกกันอยู่เป็นสามแห่ง?”
เจ้าหน้าที่มีนิสัยชอบเรียกร้องหาผลประโยชน์อยู่แล้ว แต่พอเห็น
แววตาลึกล ้าของโม่จิ่วเยี่ย ก็นึกขยาดกลัวขึ้นมาทันที่
“ข้าจะบอกอะไรให้ เป็นเพราะพวกเจ้าไปท าให้รองนายอ าเภอชุย
ไม่พอใจ เขาถึงจงใจส่งพวกเจ้ามาที่นี่เพื่อให้ถูกคนกลั่นแกล้ง”
หมู่บ้านซีหลิ่งมีสามตระกูลใหญ่ คือตระกูลชุย ตระกูลจ้าว และ
ตระกูลโจว
คนตระกูลชุยล้วนเป็นญาติของรองนายอ าเภอชุย และเป็น
ตระกูลที่ใหญ่ที่สุดในแถบนี้
ส่วนอีกสองตระกูลแม้จะอ่อนแอกว่า แต่พวกเขาก็รู้จักกาลเทศะ
จึงไม่เคยขัดแย้งกับตระกูลชุย ท าให้สามารถใช้ชีวิตอย่างสงบสุขได้
เผิงวั่งได้กล่าวเตือนโม่จิ่วเยี่ยถึงสถานการณ์โดยรวมของ
หมู่บ้านซีหลิ่งแล้ว อย่างไรก็ตาม เขาไม่รู้ว่าที่นี่คือหมู่บ้านที่ญาติของ
รองนายอ าเภอชุยอาศัยอยู่
หากไม่ใช่เพราะเจ้าหน้าที่บอก โม่จิ่วเยี่ยก็คงไม่รู้ถึง
ความสัมพันธ์นี้
ดูท่าการที่รองนายอ าเภอชุยส่งพวกเขามาที่หมู่บ้านซีหลิ่ง คงไม่
เพียงต้องการให้พวกเขาถูกกีดกันจากตระกูลอื่น ๆ เท่านั้น แต่สิ่ง
ส าคัญที่สุดคือต้องการให้คนของตระกูลชุยเป็นคนจัดการเอง