ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 180 เจ้าหน้าที่กลั่นแกล้ง
ผู้ใหญ่บ้านชุยนั่งอยู่บนเกวียนวัวด้วยท่าทางหดหู่
ชุยหมิงหลินก็ก้มหน้าลง ไม่รู้ว่าก าลังคิดอะไรอยู่
โม่จิ่วเยี่ยคิดว่าไม่อยากมีเรื่องไปมากกว่านี้ จึงตั้งใจจะเดินผ่าน
พวกเขาอย่างรวดเร็วเพื่อจะได้ไม่ต้องพูดคุยอะไรกันมาก
แต่ใครจะรู้ว่าตอนที่เกวียนวัวก าลังจะผ่านไปนั้น ชุยหมิงหลิน
กลับเงยหน้าขึ้นมาพอดีและเห็นโม่จิ่วเยี่ยเข้า
ชุยหมิงหลินตะโกนถามเสียงดัง “พวกเจ้ามาท าอะไรที่นี่? คง
ไม่ได้มาดูเรื่องสนุกของลูกพี่ลูกน้องข้าใช่หรือไม่?”
ผู้ใหญ่บ้านชุยและคนอื่น ๆ จากตระกูลชุยซึ่งบนเกวียนวัวก็เห็น
โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านเช่นกัน
สายตาของทุกคนจ้องมองมาที่พวกเขาพร้อมกัน
ชายคนหนึ่งจากตระกูลชุยซึ่งดูแปลกหน้าถามว่า “พี่หลิน นี่
ไม่ใช่นักโทษเนรเทศที่ถูกส่งมาที่หมู่บ้านซีหลิ่งของเราเมื่อวานนี้
หรอกหรือ?”
น ้าเสียงของคนผู้นี้ก าลังดูถูกโม่จิ่วเยี่ยกับภรรยาอย่างชัดเจน แต่
พวกเขามาถึงซีเป่ยแล้ว ย่อมไม่ใช่นักโทษเนรเทศอีกต่อไป
นอกจากไม่สามารถออกจากเมืองอวิ่นได้ตามอ าเภอใจ ทุก
สิ่งของพวกเขาก็ไม่ต่างไปจากชาวบ้านทั่วไปด้วย
โม่จิ่วเยี่ยเหลือบมองคนผู้นั้นด้วยสายตาเย็นชาโดยไม่พูดอะไร
คนที่พูดถูกสายตาเย็นเยียบนั้นมองกลับจนสะท้านไปทั้งตัว
ในทันที่
เขาเองก็ได้ยินมาว่านักโทษที่ถูกเนรเทศมาครั้งนี้มีนิสัยไม่ดี
เท่าไหร่ แม้แต่ครอบครัวของผู้ใหญ่บ้านก็ยังไม่ได้รับผลประโยชน์
อะไร
อย่างไรก็ตาม ในใจของเขาด้วยฐานะที่เป็นคนตระกูลชุยย่อมไม่
อาจเสียหน้าได้ มิฉะนั้นต่อไปตระกูลชุยจะมีที่ยืนอยู่ในหมู่บ้านซีหลิ่ง
ได้อย่างไร?
คิดได้ดังนั้น คนผู้นั้นก็กระโดดลงจากเกวียนวัวทันที่ แล้วชี้นิ้วใส่
โม่จิ่วเยี่ยพลางตะโกนว่า
“เจ้ามองอะไร ถ้ายังมองอีก ระวังข้าจะควักลูกตาเจ้าออกมา”
ส าหรับคนเช่นนี้โม่จิ่วเยี่ยคร้านจะเสียเวลาพูดคุยด้วยซ ้า
ได้ยินเพียงเสียง ‘เพียะ’ ดังขึ้น แส้ที่ใช้บังคับลาก็ฟาดลงบนตัว
คนผู้นั้นอย่างแรง
ผู้ใหญ่บ้านชุยเห็นคนในตระกูลต้องการหาเรื่องกับโม่จิ่วเยี่ย เดิม
ทียังตั้งใจจะห้ามปราม แต่ผลคือการเคลื่อนไหวของเขาช้าไปกว่าคน
หนุ่มสาวพวกนี้
เพียงเห็นโม่จิ่วเยี่ยยกแส้ในมือขึ้น เขาจึงตะโกนเตือนว่า “ชุยเหลี
ยง รีบหลบเร็ว!”
แต่ค าเตือนของเขาก็ยังช้าไป แส้นั้นฟาดลงบนตัวชุยเหลียง
อย่างหนัก
ส าหรับคนที่ฝึกวิชายุทธ์มาตลอด แม้จะไม่ได้ใส่ก าลังภายในลง
ไป แต่แรงของแส้ที่ฟาดลงบนร่างกายก็ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะทาน
ทนได้
ชุยเหลียงร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด “อ๊าก…กลางวันเช่นนี้เจ้ายัง
กล้าลงมือ บ้านเมืองยังมีกฎหมายอยู่หรือไม่?”
โม่จิ่วเยี่ยหัวเราะเยาะ “เจ้ายังรู้จักกฎหมายด้วยหรือ? ตอนที่พวก
เจ้าอาศัยว่ามีญาติเป็นถึงรองนายอ าเภอ แล้วท าตัวเป็นอันธพาลใน
หมู่บ้านซีหลิ่ง ท าไมไม่พูดเรื่องกฎหมายบ้าง?”
ตอนนี้มีคนมากมายมามุงดูเหตุการณ์กันแล้ว
พวกเขาไม่รู้ว่าคนที่ทะเลาะกันมีความสัมพันธ์อะไร แต่ถึงอย่าง
นั้น พวกเขาก็เห็นว่าคนบนเกวียนวัวเป็นฝ่ายยั่วยุก่อน
คนแบบนี้ไม่ต้องคิดสงสัยก็รู้ว่าปกติคงชอบอาศัยอ านาจไปรังแก
คนอื่นอยู่บ่อย ๆ
ด้วยเหตุนี้หลังชุยเหลียงพูดถึงกฎหมายบ้านเมืองแล้วถูกโม่จิ่ว
เยี่ยโต้กลับ ผู้คนที่มุงดูก็ต่างหัวเราะ
ชุยเหลียงไม่ยอมแพ้ ชี้ใส่โม่จิ่วเยี่ยแล้วตะโกนว่า “เจ้าท าร้ายคน
กลางถนน ข้าจะไปร้องเรียนกับที่ว่าการ”
โม่จิ่วเยี่ยแค่นหัวเราะ “ได้ยินมาว่ารองนายอ าเภอชุยของพวกเจ้า
บาดเจ็บสาหัส ตอนนี้ยังจะมีเวลาจะมาสนใจเจ้าอยู่หรือ?”
ได้ยินดังนั้นชุยเหลียงก็รู้สึกหมดความมั่นใจทันที่
ตอนนั้นเองที่เจ้าหน้าที่หลายคนเพิ่งออกมาจากเรือนตระกูลชุย
ชุยเหลียงจึงกลอกตาคิดไปมาแล้วรีบวิ่งเข้าไปหา
เขาชี้มาทางโม่จิ่วเยี่ยแล้วบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า “พวกท่านเห็นคน
ผู้นั้นหรือไม่? ข้าสงสัยว่าเขาจะเป็นคนที่ท าร้ายท่านรองนายอ าเภอ
พวกท่านรีบไปจับตัวเขาไว้เร็ว”
หลังเห็นว่าคนที่ท าร้ายรองนายอ าเภอปรากฏตัว เจ้าหน้าที่
ทั้งหลายก็ถืออาวุธในมือเข้ามาล้อมโม่จิ่วเยี่ย
ชุยเหลียงเห็นโม่จิ่วเยี่ยก าลังจะเสียท่าจึงยิ้มเยาะออกมา
เจ้าหน้าที่ซึ่งล้อมเกวียนลาเอาไว้ มีคนหนึ่งจดจ าโม่จิ่วเยี่ยได้
เมื่อวานก่อนคนสกุลโม่ไม่ให้เกียรติกับรองนายอ าเภอชุยเลย
ดังนั้นพวกเขาจึงจ าโม่จิ่วเยี่ยได้อย่างแม่นย า
คิดดูดี ๆ แล้ว เมื่อวานท่านรองนายอ าเภอชุยท าให้พวกเขา
ล าบากขนาดนั้น การที่พวกเขาจะแค้นใจก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ย่อมมี
แรงจูงใจในการท าร้ายคนจริง ๆ
คิดถึงจุดนี้เจ้าหน้าที่จึงตะโกนว่า “พวกเจ้าตามข้าไปที่ว่าการ
อ าเภอเพื่อไต่สวนเดี๋ยวนี้”
ทว่าโม่จิ่วเยี่ยไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
“ข้าท าอะไรถึงต้องถูกไต่สวน?”
“อย่ามัวพูดจาไร้สาระ ข้าสงสัยว่าเจ้าคือคนที่ท าร้ายท่านรอง
นายอ าเภอ” เจ้าหน้าที่ไม่สนใจฟังค าอธิบายใด ๆ ก้าวเข้ามาเพื่อจะ
จับตัวคน
โม่จิ่วเยี่ยจับมือเฮ่อจือหร่านไว้ แล้วหลบไปด้านข้างอย่าง
คล่องแคล่ว หลีกเลี่ยงมือของเจ้าหน้าที่ที่ยื่นเข้ามาได้อย่างง่ายดาย
เจ้าหน้าที่เห็นดังนั้นก็โกรธมาก “บังอาจนัก เจ้ากล้าหลบหนีการ
จับกุม มีโทษเพิ่มขึ้นอีก”
เขารู้ดีถึงสถานะในอดีตของโม่จิ่วเยี่ย คนที่เคยน าทัพออกรบ
ฝีมือย่อมต้องร้ายกาจแน่นอน แม้จะพูดเสียงแข็งแต่กลับไม่กล้าลงมือ
เข้าไปจับตัวอีก
ตอนนี้สีหน้าโม่จิ่วเยี่ยมืดด าไปหมดแล้ว
เขาจ้องมองคนตระกูลชุยอย่างโกรธเกรี้ยว แล้วหันไปมอง
เจ้าหน้าที่ เอ่ยถามเสียงเข้ม
“จับโจรต้องจับของกลาง ท่านมีหลักฐานอะไรที่จะตัดสินว่าข้า
คือคนที่ท าร้ายรองนายอ าเภอชุย”
ความจริงแล้วเจ้าหน้าที่ไม่ได้คิดสงสัยโม่จิ่วเยี่ยเลย
เพราะรองนายอ าเภอชุยบอกว่าคนร้ายที่ลงมือเมื่อคืนมีทั้งหมด
ห้าคน ทุกคนล้วนปกปิดใบหน้าทั้งหมด
คนที่มาจากสกุลโม่เมื่อวานเขาก็เห็นแล้วว่ามีแค่บุรุษสองคน
ส่วนคนที่เหลือล้วนเป็นสตรี ไม่มีทางรวมกันถึงห้าคนเพื่อก่อเหตุได้
อย่างไรก็ตาม รองนายอ าเภอเร่งเร้ามาก ต้องการให้พวกเขาจับ
ตัวคนร้ายให้ได้ภายในสามวัน
ไม่ต้องสงสัยก็รู้ว่าคนห้าคนที่กล้าบุกเข้าเรือนขุนนางยามดึก
เพื่อลงมือเช่นนี้ ย่อมไม่มีทางเป็นคนธรรมดาแน่
การจับกุมคนอย่างนี้อย่าว่าแต่สามวันเลย ต่อให้พวกเขามีเวลา
สามปีก็คงจับตัวคนร้ายไม่ได้
ดังนั้นเจ้าหน้าที่จึงคิดว่า สู้จับแพะมารับบาปสักคนสองคนแล้ว
ปิดคดีไปจะดีกว่า
พอตอนนี้ได้พบโม่จิ่วเยี่ย พวกเขาจึงเกิดความคิดนี้ขึ้นมา
ไม่ว่าสกุลโม่จะมีบุรุษกี่คน ขอเพียงพวกเขามีเรื่องบาดหมางกับ
รองนายอ าเภอก็สามารถใช้เป็นข้ออ้างในการจับกุมพวกเขาได้แล้ว
ยิ่งพาตัวไปถึงที่ว่าการอ าเภอ ไม่ว่าพวกเขาจะยอมรับผิดหรือไม่
เรื่องก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพวกเขาอีกต่อไป ด้วยวิธีนี้ก็จะสามารถปิดคดี
ได้เร็วขึ้น
โม่จิ่วเยี่ยมองความคิดของเจ้าหน้าที่เหล่านี้ออกตั้งนานแล้ว เขา
จะยอมท าตามความต้องการของอีกฝ่ายได้อย่างไร?
การจับกุมของเจ้าหน้าที่ไม่บริสุทธิ์ใจตั้งแต่แรกจะไปมีหลักฐาน
อะไรได้
เจ้าหน้าที่คนนั้นมองคนที่มาด้วยกันด้านหลังตัวเอง รวมแล้วมี
แค่สี่คน แต่การจัดการกับคนที่เคยผ่านสนามรบมาเช่นนี้ จึงไม่มี
ความมั่นใจอะไรมากนัก
ขณะที่เจ้าหน้าที่ก าลังคิดหาวิธีอยู่นั้น อีกฝั่งหนึ่งของถนนก็มี
กลุ่มเจ้าหน้าที่อีกกลุ่มวิ่งมา
ในกลุ่มนั้นดูเหมือนจะมีเจ้าหน้าที่อย่างน้อยหกถึงเจ็ดคน รวมกัน
แล้วก็จะมีมากกว่าสิบคน
เจ้าหน้าที่คนนั้นเริ่มรู้สึกมั่นใจขึ้นทันที่ เขาตะโกนเรียกสหาย
ร่วมงานที่วิ่งมา “พวกเจ้าวิ่งมาเร็ว ๆ หน่อย คนที่ท าร้ายท่านรอง
นายอ าเภอเมื่อคืนอยู่นี่แล้ว”
แต่ใครจะรู้ว่าเจ้าหน้าที่ที่วิ่งมาไม่ได้มาเพื่อช่วยจับโม่จิ่วเยี่ย แต่
กลับแจ้งอีกฝ่ายพลางหอบหายใจ
“เร็วเข้า รีบกลับไปที่ว่าการอ าเภอตอนนี้เลย นายอ าเภอคนใหม่
มาถึงแล้ว”
ข่าวนี้ค่อนข้างกะทันหัน เจ้าหน้าที่ซึ่งต้องการจับกุมโม่จิ่วเยี่ยมา
เป็นแพะรับบาปได้ยินก็นิ่งอึ้งไป จากนั้นก็รีบเรียกคนที่อยู่ด้านหลังวิ่ง
ไปยังที่ว่าการอ าเภอ โดยไม่สนใจโม่จิ่วเยี่ยอีกต่อไป
ฝูงชนที่มามุงดูได้ยินว่าเมืองอวิ่นมีนายอ าเภอคนใหม่มาก็พากัน
วิ่งไปดูด้วยความคึกคัก
ที่นี่จึงเงียบเหงาลงในพริบตา
โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านก็อยากไปดูว่านายอ าเภอคนใหม่ที่มา
เป็นใคร แต่ก่อนจะออกไปจากที่นี่ พวกเขาจ าเป็นต้องจัดการกับพวก
คนตระกูลชุยที่ไม่รู้จักกลัวตายเสียก่อน
โม่จิ่วเยี่ยหยิบแส้ขึ้นมาอีกครั้ง แล้วค่อย ๆ เดินไปทางเกวียน
เทียมวัวที่คนตระกูลชุยนั่งอยู่อย่างไม่รีบร้อน