ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 196 มองหาที่ดินท ากิน
หลังจากลงหลักปักฐานได้ในที่สุด ทุกคนก็เริ่มท างานอย่าง
กระตือรือร้นมากกว่าแต่ก่อน บรรยากาศในลานบ้านเต็มไปด้วย
ความสงบสุข
เฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยเห็นเช่นนั้นก็เข้าร่วมด้วย
หลังทานอาหารเช้า พี่แปดก็เรียกเหลียงห่าวและคนอื่น ๆ เตรียม
ตัวขึ้นไปบนภูเขา
โม่จิ่วเยี่ยอยากตามไปพร้อมกับพวกเขา แต่น่าเสียดายที่เฮ่อจื
อหร่านนัดแนะกับเฮนรี่ว่าวันนี้เพื่อช่วยหาช่างซ่อมเรือให้ เขาไม่อาจ
ปล่อยให้ภรรยาออกไปเพียงล าพัง ความคิดนั้นจึงต้องล้มเลิกไป
เวลาที่ตกลงกันไว้กับเฮนรี่ไม่ได้เช้ามากนัก ทั้งสองออกเดินทาง
ด้วยเกวียนลาหลังยามเฉิน
พอมาถึงกลางถนนใหญ่ในหมู่บ้าน ก็เห็นจ้าวเจ๋อชวนก าลังเดิน
ไปทางเข้าหมู่บ้านเช่นกัน
โม่จิ่วเยี่ยมีความประทับใจอันดีต่อจ้าวเจ๋อชวน จึงเอ่ยทักทาย
ก่อน
“บัณฑิตจ้าว เจ้าก าลังจะเข้าเมืองหรือ”
จ้าวเจ๋อชวนเห็นว่าเป็นโม่จิ่วเยี่ยก็ยิ้มออกมาทันที่
“ที่แท้ก็เป็นพี่จิ่วสกุลโม่นี่เอง ท่านอย่าเรียกข้าว่าบัณฑิตเลย ฟัง
แล้วชวนให้รู้สึกอึดอัดนิดหน่อย ท่านเรียกข้าเหมือนคนในหมู่บ้านก็
พอ”
เมื่อวานตอนไปส านักศึกษา เขาได้ถามอาจารย์เป็นพิเศษว่าเคย
ได้ยินเกี่ยวกับขุนนางแซ่โม่จากราชส านักหรือไม่
แซ่โม่นั้นหาได้ยากในราชวงศ์ต้าซุ่น พอได้ยินแซ่นี้ อาจารย์ก็
นึกถึงสกุลโม่ที่จวนฮู่กั๋วกงแห่งเมืองหลวงทันที่
หลังจากพูดคุยกับอาจารย์ จ้าวเจ๋อชวนถึงได้รู้ว่าคนสกุลโม่ถูก
เนรเทศมาที่ซีเป่ยแล้ว
เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ตรงกับโม่เหล่าจิ่วที่อยู่ตรงหน้านี้ก็คือท่านแม่ทัพ
คนก่อนอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ไม่รู้ว่าท าไมบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังเช่นนี้ถึงได้ตกต ่าถึงขั้น
ถูกเนรเทศ
ไม่แปลกที่จ้าวเจ๋อชวนจะคิดหาสาเหตุไม่ออก แม้แต่คนในสกุล
โม่เองก็ยังคิดไม่ตก พวกเขาเสียสละชีวิตปกป้องแผ่นดินต้าซุ่นไว้
แล้วเหตุใดถึงได้รับผลตอบแทนเช่นนี้
แม้จ้าวเจ๋อชวนจะไม่เข้าใจสาเหตุที่สกุลโม่ถูกเนรเทศมา แต่เขา
ก็เคารพนับถือต่อตระกูลที่ใช้ชีวิตปกป้องแผ่นดินต้าซุ่น
ดังนั้นเมื่อเขาเผชิญหน้ากับโม่จิ่วเยี่ยผู้ถูกราชส านักสั่งเนรเทศ
เขาจึงไม่รู้สึกดูแคลนแต่อย่างใด
กลับรู้สึกว่าโม่จิ่วเยี่ยคือคนที่ควรให้ความเคารพ
“พี่โม่จิ่ว เมื่อคืนข้าเขียนค าร้องเสร็จแล้ว ตั้งใจจะส่งไปให้ท่าน
นายอ าเภอล่วงหน้า หากท่านจะเข้าเมือง ช่วยพาข้าไปด้วยได้
หรือไม่”
โม่จิ่วเยี่ยขยับตัวไปด้านข้างเล็กน้อย
เว้นที่ไว้ข้าง ๆ
“ข้าจะไปพบคนคนหนึ่งแถวที่ว่าการ พวกเราไปทางเดียวกัน
พอดี”
หลังจ้าวเจ๋อชวนกล่าวขอบคุณ เขาก็นั่งลงอีกด้านของโม่จิ่วเยี่ย
การขับเกวียนลาเข้าเมืองต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งชั่วยาม โม่
จิ่วเยี่ยจึงถือโอกาสนี้สอบถามเรื่องบ้านตรงเชิงเขา
“น้องชายเจ๋อชวน บ้านตรงเชิงเขาเหล่านั้นเป็นของตระกูล
ใดบ้าง?”
“บ้านพวกนั้นเป็นบ้านเก่าของพวกเราสามตระกูล สิบกว่าปีก่อน
ตอนที่ชุยเหวินยังไม่ได้เป็นรองนายอ าเภอ ตระกูลชุยเพิ่งย้ายมาที่นี่ที
หลัง ทั้งยังมีคนในตระกูลน้อยกว่าพวกเราสองตระกูลด้วย”
“ดังนั้น บ้านที่อยู่เชิงเขาเหล่านั้น ส่วนใหญ่จึงเป็นของตระกูล
จ้าวกับตระกูลโจว บ้านของตระกูลชุยมีเพียงห้าหกหลังเท่านั้น”
โม่จิ่วเยี่ยถามต่อ “ข้าเห็นว่ารอบบ้านยังมีที่ดินรกร้างอีกมาก
ที่ดินรกร้างเหล่านี้มีเจ้าของหรือไม่”
ในฐานะลูกชายของหัวหน้าตระกูล เขาย่อมรู้สถานการณ์ใน
หมู่บ้านเป็นอย่างดี
“ที่ดินเหล่านั้นเป็นพื้นที่รกร้างที่บรรพบุรุษของเราบุกเบิกขึ้นมา
มีจุดประสงค์เพียงเพื่อต้องการเพิ่มผลผลิต ต่อมาตระกูลของข้ากับ
ตระกูลโจวถูกตระกูลชุยรังแก พวกเขาใช้ที่ดินรกร้างที่ตนเองบุกเบิก
มาบังคับแลกเปลี่ยนกับที่นาดี ๆ ของเรา พวกเราสองตระกูลจึงไม่ไป
ดูแลที่ดินตรงเชิงเขานั่นอีก”
“ลงทุนลงแรงอย่างหนักมาหลายปี จนในที่สุดที่ดินของเราก็อุดม
สมบูรณ์ขึ้น สุดท้ายกลับต้องยกผลประโยชน์ให้ตระกูลชุยไป ดังนั้น
พวกเราสองตระกูลจึงละทิ้งที่ดินแถบนั้น ปล่อยให้รกร้างมาสิบกว่าปี
แล้ว”
จ้าวเจ๋อชวนหยุดไปชั่วครู่แล้วถามกลับ “พี่โม่จิ่วตั้งใจจะซื้อที่ดิน
ท ากินหรือ”
โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้ปฏิเสธ “ต่อไปพวกเราจะอาศัยอยู่ที่นี่อีกนาน ก็
ต้องมองหาที่ดินท ากินบ้างเป็นธรรมดา”
จ้าวเจ๋อชวนถามต่อ “พี่โม่จิ่วคิดจะสร้างบ้านในหมู่บ้านด้วย
หรือไม่”
“ข้ามีความคิดนี้จริง ๆ แต่ไม่รู้ว่าบ้านเก่าตรงเชิงเขาจะขายได้
หรือไม่?”
โม่จิ่วเยี่ยรู้ดีว่าบ้านที่ทรุดโทรมเหล่านั้นไม่สามารถอยู่อาศัยได้
เขาตั้งใจจะซื้อมาก็เพื่อใช้เป็นที่ดินส าหรับปลูกเรือน
อย่างไรเสียทั้งเขาและภรรยาต่างก็ชอบพื้นที่ตรงนั้นมาก
เดิมทีคิดว่าจ้าวเจ๋อชวนจะอธิบายให้เขาเข้าใจต่อไป แต่ใครจะรู้
ว่าอีกฝ่ายกลับแนะน าไม่ให้เขาสร้างบ้านที่นั่น
“พี่โม่จิ่ว ที่นั่นไม่เหมาะส าหรับอยู่อาศัยระยะยาวหรอกนะ
โดยเฉพาะหน้าหนาว”
โม่จิ่วเยี่ยเลิกคิ้ว “ท าไมเล่า”
“พี่โม่จิ่วอาจไม่รู้ เมื่อไม่กี่ปีก่อนสภาพการค้าขายไม่ดี พวกชน
เผ่าหมานอี๋มักจะข้ามเขาลงมาเพื่อปล้นอาหาร หากอาศัยอยู่ที่เชิง
เขา ก็จะกลายเป็นเป้าของพวกมันอย่างแน่นอน ตระกูลของพวกเรา
ย้ายออกมาจากที่นั่นและสร้างก าแพงสูงไว้ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้พวก
มันเข้ามาปล้น”
“อีกอย่าง พวกเรามีคนมากและสามัคคีกัน หากเห็นว่าพวก
หมานอี๋มาก็จะรวมตัวกันขับไล่”
“บางทีพวกมันอาจจะไม่ได้รับผลประโยชน์จากที่นี่ ช่วงไม่กี่ปีนี้
จึงไม่ได้เข้ามา”
สิ่งที่จ้าวเจ๋อชวนพูด ไม่กี่วันก่อนโม่จิ่วเยี่ยก็เคยได้ยินมาบ้าง
เขาไม่หวาดกลัวกระทั่งกองทัพนับหมื่นของศัตรู แล้วจะกลัวพวก
หมานอี๋ที่เป็นเหมือนโจรกลุ่มนี้ได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น เขาตกลงกับเฮ่อจือหร่านไว้แล้วว่าหากสร้างบ้าน
ตรงนั้นก็สามารถเพิ่มความสูงของก าแพงรั้วได้ เมื่อถึงตอนนั้นพวก
เขาก็จะเลี้ยงสุนัขไว้ในบ้านหลายตัว หากมีความเคลื่อนไหวใด ๆ
พวกเขาจะรับรู้ได้ทันที่
ดังนั้นเขาจึงไม่กังวลเรื่องพวกชนเผ่าหมานอี๋จะมารบกวนหรือ
ปล้นสะดม
“ไม่ต้องห่วงเรื่องพวกหมานอี๋หรอก ถ้าเจอก็แค่ไล่กลับไป ตอนนี้
ข้าแค่อยากรู้ว่าบ้านร้างพวกนั้นจะขายให้พวกเราได้หรือไม่”
จ้าวเจ๋อชวนก็เห็นด้วย อีกฝ่ายเป็นถึงแม่ทัพที่น าทหารนับพันนับ
หมื่นนายออกรบ จะเกรงกลัวคนป่าเถื่อนพวกนั้นแค่ไม่กี่คนได้
อย่างไร
ส่วนเรื่องที่ว่าบ้านร้างเหล่านั้นจะขายได้หรือไม่ จ้าวเจ๋อชวน
สามารถตอบได้โดยไม่ต้องถามความเห็นของบิดาเขา
“บ้านเก่าถูกทิ้งร้างมาหลายปีแล้ว อีกอย่างพวกเราก็ไม่ได้จะ
กลับไปอยู่ที่นั่นอีก ถ้าพี่โม่จิ่วต้องการ ก็คงไม่มีใครปฏิเสธหรอก
ขอรับ”
“แต่ราคาคงไม่เหมาะสมเท่ากับการซื้อที่ดินแล้วสร้างบ้านใหม่”
โม่จิ่วเยี่ยเข้าใจเหตุผลข้อนี้ดี แม้ว่าบ้านเรือนตรงตรงนั้นจะเก่า
จนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ แต่ก็ยังเป็นบ้านที่มีรั้วรอบขอบชิด การจะ
ซื้อในราคาเดียวกันกับที่ดินรกร้างคงเป็นไปไม่ได้
การที่เขาพูดคุยเรื่องนี้กับจ้าวเจ๋อชวนก็แค่อยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติม
เท่านั้น หากต้องการซื้อบ้านและที่ดินพวกนั้น เขาก็ต้องไปเจรจากับ
หัวหน้าตระกูลทั้งสองคน
ท่วาเรื่องนี้ไม่ได้เร่งด่วน เขาต้องปรึกษากับคนในบ้านอย่าง
ละเอียดก่อนถึงจะตัดสินใจ
ยังมีตระกูลเซี่ยกับตระกูลฟาง พวกเขารีบมาหมู่บ้านซีหลิ่งเพื่อ
ติดตามครอบครัวของเขา เรื่องการเลือกสถานที่เพื่อสร้างบ้านก็ต้อง
ถามความคิดเห็นของพวกเขาด้วย
ขณะทั้งสองคนคุยกันไปเรื่อยเปื่อย พวกเขาก็มาถึงบริเวณใกล้
กับที่ว่าการแล้ว
มองจากไกล ๆ ก็เห็นว่าด้านหน้าที่ว่าการ มีชาวบ้านก าลังยืน
ล้อมวงเต็มไปหมด พวกเจ้าหน้าที่ก็ก าลังชี้โน่นนี่พูดอะไรบางอย่าง
จ้าวเจ๋อชวนกล่าวขอบคุณโมจิ่วเยี่ย แล้วจึงถือหนังสือร้องเรียน เดินนาหน้าไป