ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 229 ช่างเป็นค าพูดโอ้อวดไร้ยางอายจริง ๆ
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 229 ช่างเป็นค าพูดโอ้อวดไร้ยางอายจริง ๆ
เฮ่อจือหร่านครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “แม้ข้าจะยินดีช่วย
ถอนพิษให้มารดาของหนานรุ่ย แต่ก็ไม่สามารถเปิดเผยตัวตนที่
แท้จริงได้”
โม่จิ่วเยี่ยเห็นด้วย “จริงอย่างที่เจ้าว่า”
เฮ่อจือหร่านไม่อยากเปิดเผยตัวตน ซึ่งมันก็ท าได้ง่าย ๆ เพียงแค่
นางซื้ออุปกรณ์บางอย่างมาแต่งหน้า รับรองว่าไม่มีใครจะจ านางได้
ทั้งนั้น
“ถึงตอนนั้นข้าจะปลอมตัวเป็นคนแก่ พยายามไม่พูดอะไรเลยดี
หรือไม่”
โม่จิ่วเยี่ยพยักหน้า “อืม ตกลงตามนี้ อีกสามวันข้าจะไปบอก
หนานรุ่ยว่าหาผู้วิเศษที่ถอนพิษได้แล้ว”
เมื่อตกลงกันเสร็จ คู่รักก็ใช้เวลาอันแสนหวานชื่นกันสักพักก่อน
จะหลับไปอย่างมีความสุข
วันรุ่งขึ้น มีเจ้าหน้าที่หลายคนมาที่บ้าน
เนื่องจากเมื่อวานเมืองอวิ่นเกิดเรื่องวุ่นวาย ก าหนดการเดิมที่จะ
ส่งเจ้าหน้าที่มาวัดพื้นที่รกร้างและที่ดินบนภูเขาจึงไม่ส าเร็จ
วันนี้เมิ่งไห่หนิงให้ความส าคัญกับเรื่องนี้ก่อน จึงส่งคนมาแต่เช้า
โม่จิ่วเยี่ยพาเจ้าหน้าที่ไปวัดพื้นที่ พบว่าที่ดินรกร้างมีจ านวน
ใกล้เคียงกับที่พวกเขาประเมินไว้ รวมทั้งหมดห้าสิบเอ็ดหมู่
ส่วนบนภูเขานั้นมีความแตกต่างมาก เจ้าหน้าที่เพียงวัดรอบ ๆ
เชิงเขาเท่านั้น สุดท้ายก็ตัดสินใจขายภูเขาทั้งลูกให้บ้านสกุลโม่ โดย
ระบุพื้นที่อย่างขอไปทีว่ามีพื้นที่หนึ่งร้อยหมู่
ภูเขาใหญ่ขนาดนี้ โม่จิ่วเยี่ยประเมินว่าน่าจะมีอย่างน้อยสามร้อย
หมู่ขึ้นไป เห็นได้ชัดว่าเมิ่งไห่หนิงคงก าชับกับเจ้าหน้าที่มาก่อนแล้ว
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างสกุลโม่กับเมิ่งไห่หนิงคงไม่
ขาดสะบั้นลงเพียงแค่นี้ ในวันหน้าย่อมมีโอกาสตอบแทนบุญคุณนี้
อีกมาก
ขณะที่โม่จิ่วเยี่ยก าลังวุ่นอยู่กับการพาเจ้าหน้าที่ไปวัดพื้นที่ เฮ่อจื
อหร่านก็ไม่ได้อยู่เฉย
ผู้เฒ่าโจวส่งคนมาบอกนางว่า ตระกูลชุยทนไม่ไหวแล้ว
นอกจากจะขายที่นาดี ๆ พวกเขายังคิดจะขายบ้านที่ก าลังอยู่อาศัย
ด้วย
หลังจากเฮ่อจือหร่านขอบคุณคนที่ส่งข่าวจากตระกูลโจวแล้ว
นางก็ตั้งใจจะไปที่บ้านตระกูลชุย
ฮูหยินผู้เฒ่าเป็นห่วงว่าคนตระกูลชุยอาจจะแค้นเคืองพวกเขา
การที่เฮ่อจือหร่านซึ่งเป็นสตรีอ่อนแอไปคนเดียวอาจไม่ปลอดภัย จึง
ให้เหลียงห่าวไปเป็นเพื่อน
เมื่อเฮ่อจือหร่านและเหลียงห่าวมาถึงเขตบ้านตระกูลชุย ที่นั่นก็มี
คนมุงดูอยู่เต็มไปหมดแล้ว
อาจเป็นเพราะข่าวที่ตระกูลชุยจะขายที่นาและบ้านแพร่ออกไป
ก่อน ท าให้มีคนแปลกหน้ามามุงดูอยู่มากมาย
คาดว่าเป็นคนจากนอกหมู่บ้านที่คิดจะมาซื้อบ้านและที่ดินของ
ที่นี่ พวกเขาจึงมาส ารวจดู
นอกจากนี้ คนตระกูลเซี่ยและตระกูลฟางก็มาด้วย พวกเขาเห็น
เฮ่อจือหร่านก็เข้ามาหา
เฮ่อจือหร่านทักทายพวกเขาแล้วสังเกตการณ์ต่อ
นางต้องการดูว่าตระกูลชุยจะยังสามารถเล่นตุกติกอะไรได้อีกใน
ยามนี้
ตอนนั้นเอง ผู้เฒ่าคนหนึ่งจากตระกูลชุยก็พูดเสียงดังว่า “สวรรค์
ช่างไม่ยุติธรรม ไม่ให้พวกเราตระกูลชุยมีชีวิตอยู่แล้ว พวกเราถึงต้อง
จ าใจต้องขายบ้านและที่ดินที่มี”
พูดจบ ผู้เฒ่าตระกูลชุยก็เรียกหลานชายคนหนึ่งมา ให้เขาพา
คนนอกหมู่บ้านไปดูที่ดินท ากินที่ตระกูลชุยจะขาย
หลานชายตระกูลชุยเรียกคนนอกไปดูที่ดิน เฮ่อจือหร่านกับคน
ตระกูลเซี่ยและตระกูลฟางก็ตามไปด้วย
เฮ่อจือหร่านไม่ได้ตั้งใจจะซื้อที่ดินท ากินพวกนั้นของตระกูลชุย
เพราะที่ดินรกร้างที่นางซื้อไว้ก็มีมากพออยู่แล้ว สิ่งเดียวที่นางคิดถึง
คือที่ดินรกร้างกับบ้านพัง ๆ ตรงเชิงเขาของตระกูลชุยเท่านั้น
ที่นางตามไปดูก็แค่นึกสนุก
เป็นไปตามที่เฮ่อจือหร่านคิดไว้จริง ๆ คนตระกูลชุยรีบร้อนหาเงิน
มาจ่ายค่าปรับ ซ ้ายังอยากจะเรียกราคาแพงสูงอีก
หลานชายตระกูลชุยชี้ไปยังที่ดินของตระกูลและกล่าวว่า “เห็น
หรือไม่ ตรงนี้คือที่นาอันอุดมสมบูรณ์ของตระกูลชุยเรา พวกเราดูแล
รักษามาอย่างดี ให้ผลผลิตสูงกว่าที่ดินผืนอื่นมาก”
เมื่อได้ยินค าพูดของเขา เฮ่อจือหร่านก็แทบจะหลุดข า
นางไม่เข้าใจว่าคนคนนี้คิดอะไรอยู่ คนที่มาดูที่ดินส่วนใหญ่ล้วน
มีพื้นเพเป็นชาวนา พวกเขาแทบจะมองออกได้ทันทีว่าที่ดินดีหรือไม่
ดีอย่างไร
ยังจะบอกว่าให้ผลผลิตสูงมากอีก ช่างเป็นค าพูดโอ้อวดไร้
ยางอายจริง ๆ …
มีคนเริ่มร าคาญกับค าพูดเกินจริงของเขาแล้ว จึงเร่งเร้าว่า “พูด
มากไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก บอกมาเสียว่าราคาเท่าไหร่!”
หลานชายตระกูลชุยพูดตามที่คนในบ้านสอนมา เขาจึงรู้ดีว่า
ควรตั้งราคาอย่างไร
“ทั้งเมืองอวิ่นคงหาที่ดินดี ๆ แบบนี้ไม่ได้แล้ว ตระกูลชุยของเรา
ก าลังต้องการเงิน ดังนั้นจึงขายราคาถูก เพียงหมู่ละสิบสองต าลึง”
พอเขาพูดจบ เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นทันที่
“ข้าว่าพวกเจ้าไม่ได้ต้องการจะใช้เงินหรอก แต่ก าลังฉวยโอกาส
หาผลประโยชน์ต่างหาก”
“ใช่ เจ้าคิดว่าพวกเราเป็นคนโง่หรืออย่างไร ยังจะคิดราคาหมู่ละ
สิบสองต าลึงอีก”
“ช่างเถอะ ๆ ที่ดินท ากินแพงขนาดนี้ ข้าซื้อไม่ไหวหรอก กลับ
บ้านดีกว่า…”
คนที่มาดูที่ดินต่างทยอยจากไปพร้อมเสียงบ่นระงม ส่วนคนที่ยัง
ยืนอยู่ตรงนี้โดยไม่ขยับเขยื้อนไปไหน นอกจากเฮ่อจือหร่านก็เหลือ
แต่คนตระกูลฟางกับตระกูลเซี่ย
อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ได้พูดอะไร เพียงอยากมาดูว่าที่ดินท า
กินของตระกูลชุยที่ตั้งราคาสูงเช่นนี้จะไม่มีคนโง่มาซื้อ และพวกเขา
จะท าอย่างไรเมื่อไม่มีเงินมาจ่ายค่าปรับ
เมื่อเห็นคนเหล่านั้นจากไปกันหมด หลานชายตระกูลชุยก็เริ่มอยู่
ไม่สุข
จริง ๆ แล้วเขาก็รู้ดีว่าที่ดินที่มีค่าเพียงแปดต าลึงต่อหนึ่งหมู่ แต่
กลับตั้งราคาขายสูงขนาดนี้ คนพวกนั้นไม่หนีไปก็แปลกแล้ว
แต่คนในตระกูลต่างคิดว่าที่ดินท ากินของพวกเขาดี พอจ าใจ
ต้องขายออกไป จึงอยากขายในราคาที่สูง
ตอนนี้ดีจริง ๆ คนที่คิดจะซื้อที่ดินก็หนีไปหมดแล้ว พรุ่งนี้ก็จะถึง
ก าหนดจ่ายค่าปรับด้วย ตระกูลชุยของพวกเขาจะหาเงินมากมาย
ขนาดนั้นมาจากไหนกัน
หลานชายตระกูลชุยมองดูเฮ่อจือหร่านกับคนอื่น ๆ แล้วเดิน
กลับไปหาญาติพี่น้องด้วยท่าทางหมดอาลัยตายอยาก
คนตระกูลชุยก็เห็นคนที่มาซื้อที่ดินหนีไปก็ยิ่งร้อนใจ
โดยเฉพาะผู้เฒ่าตระกูลชุย พอเห็นหลานชายที่ส่งออกไป
กลับมา ก็รีบถามทันที่ “เกิดอะไรขึ้น ท าไมคนพวกนั้นถึงวิ่งหนีไปกัน
หมด”
หลานชายตระกูลชุยพูดด้วยสีหน้าเศร้าหมอง “พอข้าบอกราคา
พวกเขาก็หันหลังเดินไปเลย”
ผู้เฒ่าตระกูลชุยตบหัวหลานชายอย่างแรง “เจ้าโง่หรืออย่างไร
ข้าบอกแล้วว่าสิบสองต าลึงเป็นแค่เงินเริ่มต้น พวกเขายังสามารถ
ต่อรองได้อีก ท าไมเจ้าไม่บอกพวกเขา”
คนอื่น ๆ ในตระกูลชุยก็เข้ามาต่อว่าด้วยความไม่พอใจ “ใช่แล้ว
สิบสองต าลึงเป็นแค่เงินเริ่มต้นไม่ใช่หรือ ท าไมเจ้าไม่บอกพวกเขา”
หลานชายท าหน้างงงวย “ข้าตื่นเต้นจนลืมไป…”
คนตระกูลชุยอยากจะทุบตีเจ้าโง่คนนี้สักยก แต่ตอนนี้เรื่องหาเงิน
ส าคัญที่สุด พวกเขาจึงไม่มีเวลามาสั่งสอน
ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในตระกูลชุยต่างมารวมตัวปรึกษากัน สุดท้าย
ก็ตัดสินใจมองไปที่เฮ่อจือหร่านกับคนอื่น ๆ
ถึงแม้ช่วงนี้พวกเขาจะไม่ค่อยได้ออกไปไหน แต่ก็ได้ยินมาว่า
สกุลโม่ซื้อที่ดินรกร้างตรงเชิงเขาทั้งหมดของตระกูลจ้าวและตระกูล
โจวไป
ที่สกุลโม่ซื้อที่ดินแบบนั้น ก็เพราะหาที่ดินดี ๆ ในหมู่บ้านไม่ได้
แล้วนั่นเอง
ดังนั้น พวกเขาจึงได้แต่ฝากความหวังสุดท้ายไว้กับคนสกุลโม่
ในตอนนี้
หลานชายคนนั้นท างานไม่น่าไว้วางใจ ตระกูลชุยจึงไม่กล้าให้
เขาไปออกหน้าอีก
คราวนี้เป็นผู้อาวุโสของตระกูลชุยที่อาสาออกหน้าแทน
เพื่อให้ขายที่ดินของครอบครัวได้ส าเร็จ ผู้อาวุโสตระกูลชุยจึง
พยายามวางท่าให้ดูต ่าต้อยที่สุด
“ขอถามสักหน่อย หัวหน้าสกุลโม่อยู่หรือไม่?”