ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 273 ท่านแม่และพี่สะใภ้ยังรอพวกท่านกลับไป
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 273 ท่านแม่และพี่สะใภ้ยังรอพวกท่านกลับไป
“น้องเจ็ด เชื่อใจน้องสะใภ้เก้าเถอะ ฝีมือการรักษาของนางนั้น
ยอดเยี่ยมจริง ๆ”
เพื่อพิสูจน์ว่าค าพูดของตนเป็นความจริง พี่สี่ยังจงใจใช้ข้อศอก
ยันตัวให้ลุกขึ้นนั่ง
“เจ้าดูข้าสิ ตอนที่พวกน้องเก้าช่วยชีวิตข้ากลับมา ร่างกายก็
อ่อนแอเหมือนดินโคลน แต่ตอนนี้ข้าสามารถนั่งได้แล้ว”
พี่เจ็ดมองพี่สี่ที่นั่งพิงหัวเตียง “อืม ข้าก็ต้องหายเร็ว ๆ เหมือนกัน”
เห็นพี่ชายทั้งสองฮึดสู้อีกครั้ง โม่จิ่วเยี่ยจึงให้ก าลังใจว่า “พวก
ท่านจะต้องหายดีแน่นอน ถ้าท่านแม่กับพี่สะใภ้เห็นพวกท่านมีชีวิต
กลับไป พวกนางจะต้องดีใจมากแน่ ๆ”
ร่างกายของพี่สี่กับพี่เจ็ดอ่อนแอมาก อีกทั้งยังถูกเฮ่อจือหร่าน
ฉีดยาระงับประสาทเข้าไป หลังจากตื่นขึ้นมาก็รู้สึกง่วงนอน
ตลอดเวลา
หากไม่ใช่เพราะการได้พบพี่น้องแท้อีกครั้ง พวกเขาคงทนไม่
ไหวได้นานขนาดนี้
ตอนนี้สองพี่น้องได้พูดคุยกันมามากมาย จึงเริ่มรู้สึกลืมตาไม่ขึ้น
โม่จิ่วเยี่ยเห็นดังนั้นจึงลุกขึ้นยืน “พี่สี่ พี่เจ็ด พวกท่านพักผ่อน
สักครู่ ข้าจะให้ซุ่นจือเข้ามาเฝ้าดูแลพวกท่าน”
พี่ชายทั้งสองก็รู้สึกเห็นใจน้องชายกับน้องสะใภ้ที่ต้องล าบาก จึง
รับค าและให้พวกเขากลับไปพักผ่อนเช่นกัน
ตอนนี้ในห้องของพวกเขามีหลานเอ๋อร์และอวี่เอ๋อร์อาศัยอยู่ ทั้งคู่
จึงตรงไปยังมุมลับหลังเรือน แล้วแอบเข้าไปในพื้นที่มิติ
แม้โม่จิ่วเยี่ยจะกังวลเรื่องของพี่ชาย แต่ก็ไม่ลืมเรื่องที่ภรรยาไม่
พอใจ
เมื่อเข้าพื้นที่มิติ เขาก็ดึงคนเข้ามาในอ้อมกอด
“หร่านหร่าน เจ้าโกรธหรือ?”
เฮ่อจือหร่านไม่ใช่คนที่มีนิสัยเหมือนเด็กสาว หากไม่ใช่โม่จิ่ว
เยี่ยถาม นางก็คงลืมเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นในจวนรัชทายาทไป
แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น นางเชื่อมั่นในความรู้สึกของโม่จิ่วเยี่ยที่มีต่อนาง
เขาจะไม่มีความคิดอันไม่เหมาะสมกับหญิงอื่นแน่นอน
ถึงแม้จะมี เฮ่อจือหร่านก็ไม่กลัว ในยุคสมัยใหม่มีคู่สมรส
มากมายที่หย่าร้างกันเพราะความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นหรือการนอกใจ
แต่ส าหรับนาง นางจะไม่ยอมประนีประนอมอย่างเด็ดขาด
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงขีดจ ากัดของนางต่อการแต่งงานเท่านั้น
ตอนนี้นางกับโม่จิ่วเยี่ยมีความสัมพันธ์อันดี จึงไม่จ าเป็นต้องคิดอะไร
มาก
อย่างไรก็ตาม พอเขาพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเอง เฮ่อจือหร่านก็อด
ไม่ได้ที่จะเตือนสติเขาสักหน่อย
“ดวงตาข้าไม่อาจทนต่อเม็ดทรายได้ หากวันใดที่ในใจท่านไม่มี
อยู่ข้าอีกต่อไป ท่านบอกข้ามาตามตรงได้เลย”
นางสามารถไปจากได้อย่างสงบ…
โม่จิ่วเยี่ยเห็นนางพูดเช่นนั้นก็ยิ่งรู้สึกกังวลมากขึ้น
“หร่านหร่าน ข้าโม่จิ่วเยี่ยขอสาบานว่าชาตินี้จะรักเพียงเจ้าคน
เดียว หากผิดค าสัตย์ ขอให้สวรรค์ลง…”
“พอเถอะ ข้าเข้าใจแล้ว ท่านไม่ต้องพูดอีก” เฮ่อจือหร่านยื่นมือ
น้อยไปปิดปากเขาไว้ ท าให้เขาพูดไม่จบประโยค
โม่จิ่วเยี่ยเห็นดังนั้นจึงกอดนางแน่น
“หร่านหร่าน เจ้าเข้าใจข้าดีที่สุด”
เฮ่อจือหร่านมองเขาด้วยสายตาดุ ๆ ไม่รู้ว่าผู้ชายคนนี้กลายเป็น
คนปากหวานไปตั้งแต่เมื่อไหร่
ขณะที่ทั้งสองก าลังจะกอดกันอย่างหวานซึ้ง ข้าวปั้นน้อยก็วิ่งเข้า
มาขัดจังหวะ
เจ้าตัวน้อยส่งเสียงร้องอือ ๆ ไปทางทุ่งเลี้ยงสัตว์สองสามครั้ง เป็น
การบอกให้พวกเขามองไปทางนั้น
ช่วงนี้พวกเขาไม่ค่อยมีเวลาหวานชื่นกันเพราะเรื่องของพี่ชาย
หากไม่ใช่เพราะอารมณ์พาไปก็คงไม่เลือกที่จะท าอะไรในเวลานี้
การมาถึงของข้าวปั้นน้อยจึงเหมือนกับราดน ้าเย็นลงบนศีรษะ
ของทั้งคู่
เฮ่อจือหร่านผลักโม่จิ่วเยี่ยออกไป เขาจึงยอมปล่อยคนอย่างไม่
เต็มใจนัก
พวกเขาเดินไปทางทุ่งเลี้ยงสัตว์ด้วยกัน เมื่อเข้าไปใกล้จึงเห็นว่า
พวกวัวก าลังออกลูก
วัวเหล่านี้เป็นสัตว์ที่เฮ่อจือหร่านเลี้ยงไว้ตั้งแต่ก่อนมาถึงซีเป่ย
เนื่องจากมีเรื่องยุ่งมากจนนางไม่มีเวลามาดูแล
การที่วัวพวกนั้นออกลูก ย่อมแสดงว่าพวกเขามีนมวัวจากพื้นที่
มิติให้ดื่มแล้ว
ในยุคโบราณเช่นนี้ ส าหรับพี่ชายทั้งสองที่ร่างกายอ่อนแอ นมวัว
จึงถือเป็นของบ ารุงชั้นดี
เฮ่อจือหร่านเดินไปตรงแผงควบคุมเพื่อจัดการ รีดนมวัวออกมา
ได้หนึ่งถังใหญ่
ก่อนออกจากพื้นที่มิติในตอนเช้า นางก็ต้มนมให้สุกและน า
ออกมาจากลานด้านหลัง
หลานเอ๋อร์และอวี่เอ๋อร์ก็ตื่นแล้ว พวกนางก าลังกวาดลาน
พอเห็นโม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านกลับมาจากลานด้านหลัง ในมือ
ยังถือถังไม้ที่ยังมีไอร้อนลอยออกมา พวกนางก็คิดว่าเมื่อคืนพวกเขา
คงไปพักที่โรงเตี๊ยมแถวนี้ หลังตื่นเช้าจึงปีนก าแพงกลับเข้ามาพร้อม
กับอาหารเช้า
หลานเอ๋อร์วางไม้กวาดลงข้าง ๆ แล้วกล่าวอย่างรู้สึกผิด “นี่เป็น
ความผิดของพวกเราที่ท าให้คุณชายเก้ากับฮูหยินเก้าต้องออกไป
พักที่โรงเตี๊ยม”
เฮ่อจือหร่านโบกมือ “ไม่เป็นไร พวกเราจะพักที่ไหนก็เหมือนกัน
ทั้งนั้น” จากนั้นนางก็ถามต่อ “เมื่อคืนทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่หรือไม่?”
หลานเอ๋อร์พยักหน้า “ทุกอย่างเรียบร้อยดีเจ้าค่ะ”
พูดจบ หลานเอ๋อร์ก็เรียกอวี่เอ๋อร์ให้เข้ามาช่วยรับถังไม้ไปจาก
มือโม่จิ่วเยี่ย
พวกนางเพิ่งรับถังไม้มาก็ได้กลิ่นหอมของนม
ในยุคสมัยนี้ แม้ว่านมวัวจะเป็นของมีค่า แต่สาวใช้ที่เติบโตในวัง
ก็คุ้นเคยกับมัน
“คุณชายเก้า ฮูหยินเก้า พวกท่านออกไปซื้อนมวัวมาหรือ?”
เฮ่อจือหร่านตอบอย่างคลุมเครือ “บังเอิญเจอคนขายระหว่างทาง
จึงซื้อมา”
เพื่อไม่ให้พวกนางซักถามเรื่องนี้ต่อ เฮ่อจือหร่านจึงเร่งว่า “รีบ
เอาไปไว้ที่ห้องครัวก่อน แล้วส่งไปให้พี่สี่กับพี่เจ็ดคนละชาม พวกเจ้า
ก็ดื่มด้วย ดื่มได้เต็มที่เลยนะ”
สองสาวใช้ไม่คิดว่าฮูหยินเก้าจะใจดีถึงเพียงนี้ ถึงกับแบ่งนมวัว
อันล ้าค่าให้พวกนางด้วย
ทั้งสองรู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมาทันที่ ไม่แปลกใจเลยที่องค์หญิงจะ
ฝากฝังพวกนางไว้กับคุณชายเก้าและฮูหยินเก้าก่อนสิ้นใจ
องค์หญิงมองคนออกได้แม่นย าที่สุด ฮูหยินเก้าไม่ใช่หญิงเจ้าคิด
เจ้าแค้นจริง ๆ
คิดได้ดังนี้หลานเอ๋อร์กับอวี่เอ๋อร์ก็รู้สึกยอมรับชีวิตในอนาคต
ได้มากขึ้น
เฮ่อจือหร่านไม่รู้ความคิดของพวกนาง หลังจากดื่มนมวัวไปหนึ่ง
ชาม นางก็ช่วยเตรียมอาหารเช้าให้พี่ชายสามีด้วยตัวเอง
มันยังคงเป็นอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน ร่างกายของพวกเขา
ยังอ่อนแอเกินไป แต่คาดว่าอีกไม่นานพวกเขาก็จะต้องรีบกลับซีเป่ย
เมื่อมีสมาชิกเพิ่มมา รถคันใหญ่ของพวกเขาก็ใช้งานไม่ได้แล้ว
ถึงตอนนั้นการนั่งรถม้ากลับไปตลอดทางย่อมหลีกเลี่ยงการ
โคลงเคลงไม่ได้ หากไม่รีบบ ารุงร่างกายของพวกเขาให้ดีขึ้น เฮ่อจื
อหร่านก็กังวลว่าอีกฝ่ายจะทนการเดินทางที่ยากล าบากเช่นนี้ไม่ไหว
หลังท าอาหารเช้าเสร็จ เฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยก็อยู่ในห้องเพื่อ
พูดคุยกับพี่ชาย หัวข้อสนทนาส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่สกุลโม่พบพี่
น้องชายไปแล้วกี่คน และชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาในซีเป่ย
ขณะเดียวกัน
ภายในวังหลวงแห่งหนานเจียง
รัชทายาทยืนอยู่กลางท้องพระโรง สีหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
และโกรธแค้น
“เสด็จพ่อ ไม่รู้ว่าใครที่มีความสามารถมากถึงเพียงนี้ ถึงกับ
ขโมยสิ่งของในจวนลูกไปจนหมด”
เรื่องเมื่อคืนที่ผ่านมา รัชทายาทได้ส่งคนมาขอความช่วยเหลือ
จากวังหลวงและรายงานต่อจักรพรรดิหนานเจียงแล้ว อย่างไรก็ตาม
เหล่าขุนนางที่อยู่ในที่นั้นไม่ได้รู้เรื่องนี้
เพียงได้ยินรัชทายาทกล่าวเช่นนี้ ทุกคนต่างก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่อง
เหลือเชื่อ
โดยเฉพาะรัชทายาทผู้นี้ที่ภายนอกดูดีแต่มักท าเรื่องไร้สาระอยู่
เสมอ ค าพูดของเขาจึงแทบไม่มีใครอยากจะเชื่อ
ทว่าเมื่อมองไปยังองค์จักรพรรดิที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ เหมือน
พระองค์จะก าลังขมวดคิ้วแน่น ดูท่าว่าคงไม่ใช่เรื่องโกหกแล้ว
ขณะทีฬ แเหล่าขุนนางทั้งหลายกำลังสงสัย เก็มีคนมารายงานว่ามี ข่าวสารสงมาจากชายแดน