ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 274 ปรมาจารย์ซือเหมิง
หากให้โม่จิ่วเยี่ยรู้เรื่องนี้ เขาคงจะบอกว่าข่าวนี้มาช้าไปสัก
หน่อย
สาเหตุก็ไม่มีอะไรมาก เป็นเพราะทหารรักษาการณ์กังวลว่าจะ
ถูกองค์จักรพรรดิต าหนิเรื่องที่มีคนบุกรุกเข้ามา จึงคิดจะส่งคนไป
ตามหาแล้วจบเรื่อง
ไม่คิดว่าเขาจะส่งก าลังพลจ านวนมากเช่นนั้นออกไปแล้ว แต่
กลับไม่พบร่องรอยอะไรเลย
ทหารรักษาการณ์คิดว่า คนที่บุกรุกเข้ามาน่าจะปะปนเข้าไปใน
เมืองแล้ว หากปิดบังเรื่องนี้ต่อไปแล้วเกิดเรื่องวุ่นวายใหญ่โตขึ้นมา
เขาจะรับผลที่ตามมาไม่ไหว ดังนั้นจึงจ าใจส่งคนมาแจ้งข่าวที่เมือง
หลวง
เมื่อรัชทายาทได้ยินว่ามีคนบุกรุกเข้ามาจากชายแดน ก็นึกไปถึง
เรื่องที่จวนของตนถูกโจรปล้นทันที่
“เสด็จพ่อ ต้องเป็นสายลับจากต้าซุ่นแน่นอน พวกเขาถึงได้
ขโมยของในจวนลูกไปได้”
จักรพรรดิหนานเจียงขมวดคิ้วแน่น
“คนที่มาส่งข่าวจากชายแดนเมื่อครู่บอกว่า พวกเขาเห็นเพียง
คนสองคนที่บุกรุกเข้ามา สองคนนั้นจะมีความสามารถอะไรถึงขโมย
ของในห้องเก็บสมบัติของจวนรัชทายาทได้หมด”
เมื่อได้ยินองค์จักรพรรดิพูดเช่นนั้น ก็มีขุนนางรีบเห็นด้วย
“จริงพ่ะย่ะค่ะ หรือว่าสายลับสองคนนั้นเป็นเทพเซียน? การรักษา
ความปลอดภัยของจวนรัชทายาทเข้มงวดขนาดนั้น จะยังมีคนที่
สามารถขโมยของทั้งหมดออกไปได้อย่างไร”
ค าพูดนี้ท าให้รัชทายาทโมโหทันที่
“เจ้าหมายความว่าข้าพูดเรื่องเหลวไหลอย่างนั้นหรือ”
“กระหม่อมไม่กล้า”
“หึ! แต่ข้าเห็นเจ้าใจกล้านัก”
เวลานี้จักรพรรดิหนานเจียงอารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว พอเห็นพวกเขา
ทะเลาะกันในท้องพระโรงก็โกรธจัดจนตบโต๊ะอย่างแรง
“หุบปากให้หมด!”
รัชทายาทและขุนนางผู้นั้นมองหน้ากันไปมา แล้วรีบปิดปาก
จักรพรรดิหนานเจียงไม่รู้ว่าจะจัดการเรื่องเช่นนี้อย่างไร สิ่งที่ท า
ได้อย่างเปิดเผยก็คือส่งคนออกไปค้นหาต่อ
หลังจากสั่งการเรื่องนี้แล้ว จักรพรรดิหนานเจียงก็รีบสั่งให้เหล่า
ขุนนางเลิกประชุม แล้วออกไปอย่างเร่งรีบ
รัชทายาทมาร้องทุกข์ถึงท้องพระโรงอยู่นาน แต่ก็ไม่ได้
ผลตอบแทนอะไร
แม้องค์จักรพรรดิจะส่งคนออกไปค้นหาเพิ่มเติม แต่ก็ไร้
ประโยชน์ส าหรับของมากมายที่ถูกขโมยไปจากจวนของเขา
เพราะห้องเก็บสมบัติในจวนถูกปล้น รัชทายาทจึงละเลยพิธีศพ
ขององค์หญิงสี่
เมื่อเขากลับมาที่จวนรัชทายาท ก็มีข้ารับใช้วิ่งมาขอค าสั่ง
เกี่ยวกับขั้นตอนต่อไปในพิธีศพของพระชายา
รัชทายาทจึงนึกขึ้นได้ว่าพิธีศพของชายาตนยังไม่แล้วเสร็จ
แม้เขาจะไม่ชอบองค์หญิงสี่แห่งต้าซุ่น แต่นางก็มาแต่งงานถึงที่นี่
พิธีศพของนางไม่อาจจัดอย่างเรียบง่ายเกินไป เพราะยังมีคน
มากมายคอยจับตามองอยู่ แม้จะเป็นแค่การแสดงก็ต้องท าให้ดี
ดังนั้นเขาจึงมอบหมายงานที่ต้องท าต่อไปกับข้ารับใช้อย่างเบื่อ
หน่าย
ขณะเดียวกัน เขาก็นึกขึ้นได้ว่าสาวใช้สองคนที่มาพร้อมกับองค์
หญิงสี่หายตัวไป บางทีพวกนางอาจจะขโมยของในจวนและหนีไป
แล้ว?
รัชทายาทรู้สึกว่าตนเองเข้าใจความจริงขึ้นแล้ว จึงสั่งการให้เพิ่ม
ก าลังคนค้นหาร่องรอยของหลานเอ๋อร์และอวี่เอ๋อร์อีกครั้ง…
ณ ยามนั้น ภายในวังหลวงหนานเจียง
จักรพรรดิหนานเจียงกลับมายังห้องทรงงาน ไล่ข้าราชบริพาร
ทั้งหมดออกไป จากนั้นจึงเดินอ้อมไปด้านหลังฉากบังตาขนาดใหญ่
พระองค์ยกมือกดปุ่มหนึ่ง เปิดประตูห้องลับแล้วเดินเข้าไป
ภายในห้องลับนั้นอาจกล่าวได้ว่าหรูหราอลังการ การตกแต่งก็
ไม่ด้อยไปกว่าห้องทรงงานของพระองค์เลย
ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ยังมีสิ่งอ านวยความสะดวกครบครัน แม้แต่โถ
ขับถ่ายก็ยังประดับขอบด้วยทองค า
จักรพรรดิหนานเจียงเดินเข้าไปแล้วกล่าวอย่างเร่งรีบว่า
“ท่านปรมาจารย์ ครั้งนี้ไม่ว่าอย่างไรท่านก็ต้องช่วยข้าแล้ว”
ฟังจากน ้าเสียงก็เดาไม่ยากว่าค าพูดของพระองค์ระมัดระวัง
เพียงใด กระทั่งยังแฝงความหวาดกลัวด้วยเล็กน้อย
ในยามนั้น คนผู้หนึ่งก าลังเอนกายอยู่บนเตียงนุ่ม การมาของ
จักรพรรดิหนานเจียงก็ไม่ได้ท าให้เขามีท่าทีจะลุกขึ้นเลย
คนผู้นี้สวมหมวกคลุมสีด าบนศีรษะ บนร่างกายสวมใส่เครื่องแต่ง
กายของสตรี แต่เสียงที่พูดกลับเป็นเสียงของบุรุษ
และยิ่งไปกว่านั้น น ้าเสียงของเขาฟังดูหงุดหงิดอยู่ในที่
“เกิดอะไรเรื่องขึ้น ถึงท าให้พระองค์ผู้เป็นจักรพรรดิต้องรีบร้อน
ถึงเพียงนี้?”
จักรพรรดิหนานเจียงยังคงยืนอย่างนอบน้อมต่อหน้าบุคคลนั้น
แล้วกล่าวว่า “ข้าเพิ่งได้รับรายงานจากชายแดนว่ามีสายลับสองคน
จากต้าซุ่นแทรกซึมเข้ามา จนถึงตอนนี้ก็ยังหาไม่พบตัว ไม่เพียง
เท่านั้น เมื่อคืนยังเกิดเหตุประหลาดกับจวนรัชทายาทอีก ข้าสงสัยว่า
มันอาจเกี่ยวข้องกับสายลับสองคนนั้น…”
เมื่อได้ฟังค าพูดของจักรพรรดิหนานเจียง บุคคลบนเตียงก็เริ่ม
สนใจขึ้นมาบ้าง เขาค่อย ๆ นั่งตัวตรงแล้วถามว่า “พระองค์
หมายความว่า สายลับสองคนนั้นมีฝีมือเก่งกาจ ถึงขนาดสามารถขน
ของมากมายในห้องเก็บสมบัติของจวนรัชทายาทออกไปได้ในคราว
เดียวหรือ?”
หากเป็นในอดีตเขาอาจจะไม่เชื่อเรื่องเหลวไหลแบบนี้
พูดถึงเรื่องที่ไกลออกไป ท้องพระคลังของต้าซุ่นก็ถูกขโมยจน
หมดเกลี้ยงภายในคืนเดียว สุดท้ายโจรชั่วยังวางเพลิงที่นั่นอีกด้วย
ยังมีเรือนของนายอ าเภอคนหนึ่งของต้าซุ่นซึ่งถูกขโมยด้วยวิธี
เดียวกัน
ที่ส าคัญคือเมื่อคืนเขาได้เห็นกับตาว่าห้องหนังสือในคฤหาสน์
ซือเหมิงก็ถูกขโมยของไปจนหมด ลูกศิษย์ที่เขาทิ้งไว้ล้วนตาย และ
โม่ซิวเหยียนก็ถูกช่วยออกไป
น่าเสียดายที่เขามาพบช้าเกินไป คนร้ายก็วิ่งหายไปไหนต่อไหน
แล้ว
หากเมื่อคืนเขาไม่ได้ไปที่คฤหาสน์ซือเมิงแต่อยู่ในเมืองหลวง
หากจวนรัชทายาทมีเรื่องใหญ่โต เขาก็จะสามารถรีบไปตรวจสอบได้
ทันเวลา ไม่เสียโอกาสที่ดีที่สุดในการหาเบาะแสจนถึงตอนนี้
เดิมทีเขาก็โกรธเพราะเรื่องนี้อยู่แล้ว ตอนนี้จักรพรรดิหนานเจียง
ก็มาขอความช่วยเหลือจากเขาอีก
เมื่อวิเคราะห์เรื่องเหล่านี้ร่วมกัน ปรมาจารย์ซือเหมิงก็รู้สึกว่ามัน
อาจเกี่ยวข้องกับคนสกุลโม่ และตอนนี้เรื่องมันเกิดขึ้นในเมืองหลวง
ของหนานเจียง
ตอนที่สกุลโม่ถูกเนรเทศ พวกเขาเหลือบุรุษเพียงคนเดียวคือโม่
จิ่วเยี่ย
คนผู้นี้ช่างโชคดีจริง ๆ ไม่ว่าเขาจะใช้สติปัญญาหรือก าลัง ก็ไม่
สามารถท าร้ายอีกฝ่ายได้แม้แต่น้อย
ได้ยินว่า ตอนนี้คนสกุลโม่เดินทางไปถึงซีเป่ยได้อย่างปลอดภัย
และตั้งรกรากแล้ว หากเขาไม่ได้บาดเจ็บจากหนอนกู่ที่เพิ่งขัดเกลา
เมื่อไม่นานมานี้ เขาก็อยากจะไปพบโม่จิ่วเยี่ยที่ซีเป่ยแล้ว
ตอนนี้เขาได้ส่งคนไปสืบสถานการณ์ของสกุลโม่ที่ซีเป่ย แต่ยัง
ไม่มีข่าวคราวอะไรส่งกลับมา ในตอนนี้ที่ไม่รู้รายละเอียด เขาจึงไม่
ตั้งใจจะท าอะไรโดยพลการ
ใครจะรู้ว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ กลับเกิดขึ้นติดต่อกัน และแรงจูงใจ
ของเหตุการณ์เหล่านี้ล้วนท าให้เขานึกถึงโม่จิ่วเยี่ย
ปรมาจารย์ซือเหมิงไม่ได้ตอบกลับจักรพรรดิหนานเจียงในทันที่
แต่กลับครุ่นคิดถึงความคล้ายคลึงกันของเหตุการณ์หลายอย่าง
ข้อแรก ท้องพระคลังของต้าซุ่นถูกปล้น เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นใน
คืนก่อนที่สกุลโม่จะถูกเนรเทศ
ตามรายงานจากคนของเขา โม่จิ่วเยี่ยถูกจักรพรรดิซุ่นอู่เรียกตัว
เข้าวังในวันแต่งงาน จากนั้นก็ถูกลงโทษอย่างหนักด้วยการโบยห้า
สิบไม้ และถูกหามกลับจวน
และการปล้นท้องพระคลังก็เกิดขึ้นหลังจากโม่จิ่วเยี่ยถูกลงโทษ
เขาเองก็เป็นคนฝึกวรยุทธ์ เข้าใจดีว่าการถูกโบยห้าสิบไม้นั้น
หมายถึงอะไร
หากเป็นเขาที่โดนโบยห้าสิบไม้เข้าไป คงต้องนอนพักอย่างน้อย
หนึ่งเดือน
แม้ว่าวรยุทธ์ของโม่จิ่วเยี่ยจะสูงกว่าเขา แต่ก็คงไม่สามารถ
เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วภายในครึ่งเดือน แล้วเขาจะไปขโมย
ท้องพระคลังซึ่งเป็นเรื่องยากได้อย่างไร อย่างไรก็ไม่น่าจะเป็นฝีมือ
ของเขา
แต่มันก็ไม่สามารถตัดความเกี่ยวข้องของเขาออกไปได้ทั้งหมด
ข้อสองคือเรื่องของครอบครัวนายอ าเภอคนนั้น พวกเขาทั้ง
บาดเจ็บ เสียสติ และสิ่งของในห้องเก็บของจ านวนมากก็หายไป
ภายในคืนเดียว
จากการสืบสวนของคนของเขา กลุ่มเนรเทศของสกุลโม่ก าลัง
อยู่แถวนั้นพอดี
เพียงแต่ยังไม่ได้ตรวจสอบต าแหน่งที่แน่ชัด
จากสองเหตุการณ์นี้ แม้ว่าเขาจะไม่พบหลักฐานที่ชี้เป้าไปที่โม่
จิ่วเยี่ย แต่สัญชาตญาณบอกเขาว่า เรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับโม่จิ่วเยี่ย
แน่นอน
สุดท้ายคือคฤหาสน์ซือเหมิงของเขา
สิ่งของในห้องหนังสือใต้บ่อน ้านั้นมีไม่น้อย แม้จะใช้วิชาตัวเบา
ขนขึ้นไป ก็คงต้องขึ้นลงหลายเที่ยว
เขาตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว รอยเท้าของคนนอกซึ่งอยู่ที่นั่นมี
มากสุดแค่เพียงสองคน
และเมื่อดูจากขนาดของรอยเท้า สองคนนี้น่าจะเป็นชายหญิงคู่
หนึ่ง
ผู้ชายเขาพอจะเดาได้ว่าเป็นโม่จิ่วเยี่ย โม่ซิวเหยียนมีสภาพ
เหมือนคนตายทั้งเป็น คนทั้งคนสกปรกมอมแมม หากไม่ใช่พี่น้องแท้
ๆ ของเขา คงไม่อยากยื่นมือไปช่วยด้วยซ ้า
เพียงแต่เขานึกไม่ออกว่าผู้หญิงอีกคนเป็นใคร?
คนที่กล้าบุกเข้าคฤหาสน์ซือเหมิงของเขา หากไม่มี
ความสามารถจริง ๆ คงไม่มีทางเข้าไปได้
แต่ตามที่เขารู้ ในบรรดาสะใภ้สกุลโม่ ไม่มีผู้ใดมีวรยุทธ์เลย
หลังจากครุ่นคิดไปมา ปรมาจารย์ซือเหมิงรู้สึกว่าตัวเองยิ่งหา
เบาะแสไม่เจอ