ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 275 น้องสะใภ้เก้า เจ้ารีบไปซะ
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 275 น้องสะใภ้เก้า เจ้ารีบไปซะ
ตอนนี้จักรพรรดิหนานเจียงกล่าวว่าจวนรัชทายาทถูกคนปล้น
สิ่งของทั้งหมดราวกับถูกขนย้ายออกไป สิ่งนี้ท าให้ปรมาจารย์ซือเหมิ
งตกอยู่ในความสับสนชั่วขณะ
ตั้งแต่เขามาที่นี่เพื่อรักษาตัว ก็ได้รับข่าวร้ายมากมายอย่าง
ต่อเนื่อง
เรื่องแรกคือศิษย์ของเขาอวิ๋นหลี่หายตัวไป และตอนนี้โม่อวิ๋นเฟิง
ที่ถูกอวิ๋นหลี่ควบคุมก็หายตัวไปเช่นกัน
หากอวิ๋นหลี่ตายไป เขาก็ไม่มีอะไรต้องกังวล เพราะกู่แม่ยังอยู่ใน
มือของอวิ๋นหลี่ โม่อวิ๋นเฟิงก็คงไม่มีความหวังว่าจะมีชีวิตรอด
ตายไปก็ดี เขาแค่ลงไปขอขมาเหมิงเอ๋อร์ในปรโลกก่อนคนอื่น
ในสกุลโม่สักหน่อยก็เท่านั้น
สิ่งเดียวที่ท าให้เขาปวดหัวคือบุตรชายคนที่ห้าของสกุลโม่กับโม่
จิ่วเยี่ย
ถ้าคนที่มาก่อเรื่องในหนานเจียงครั้งนี้เป็นโม่จิ่วเยี่ยจริง เขาจะ
คว้าโอกาสนี้ไว้ด้วยก าลังทั้งหมดของตนเองอย่างแน่นอน จะท าให้
เขาไม่มีทางหนีรอดได้อีก
คิดถึงตรงนี้ ปรมาจารย์ซือเหมิงก็เอ่ยปาก
“เรื่องนี้ให้กระหม่อมจัดการเองเถอะ”
จักรพรรดิหนานเจียงเห็นว่าปรมาจารย์ซือเหมิงตอบตกลง จึงรีบ
กล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรบกวนท่านปรมาจารย์แล้ว”
ปรมาจารย์ซือเหมิงโบกมือให้เขาออกไป ดูเหมือนว่าครั้งนี้เขา
จะต้องใช้ไพ่ตายของตัวเองจริง ๆ แล้ว
หลังจากจักรพรรดิหนานเจียงจากไป เขาก็ลุกขึ้นจากเตียงนุ่ม
เดินตรงออกไปอีกทางหนึ่ง…
ภายในบ้านเช่า
เฮ่อจือหร่านใช้เข็มเงินจิ้มจุดสลบของพี่ชายทั้งสอง จากนั้นก็
ช่วยพวกเขาถ่ายเลือดอีกครั้ง นอกจากนี้ยังฉีดโปรตีนให้พวกเขา
ด้วย
หนึ่งชั่วยามต่อมา การถ่ายเลือดจึงเสร็จสิ้น พี่ชายสามีก็ทยอย
ลืมตาตื่น
พวกเขารู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก ต่างคิดว่า
เป็นเพราะอาหารบ ารุงที่น้องสะใภ้เก้าเตรียมให้บวกกับการได้
พักผ่อนให้ดีจึงเป็นเช่นนี้
เฮ่อจือหร่านไม่ได้อธิบายอะไรมากไปกว่านี้
นางคิดว่า วันนี้เมืองหลวงหนานเจียงคงจะวุ่นวายเพราะเรื่องที่
เกิดขึ้นกับจวนรัชทายาท นางวางแผนจะออกไปส ารวจดูกับโม่จิ่วเยี่ย
รัชทายาทค้นหาตัวคนที่ขโมยและช่วยพี่เจ็ดหนีไปได้ไม่พบ อีก
ฝ่ายย่อมไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ
และยามนี้ เขาจะต้องร่วมเข้าเฝ้าตอนเช้าแล้วแน่ หากเขาน า
เรื่องนี้ไปพูดในท้องพระโรง ก็คงจะมีคนส่งมาค้นหามากขึ้นเรื่อย ๆ
แม้ว่าเมื่อคืนพวกเขาจะโชคดีหนีรอดมาได้ แต่ตอนนี้ก็ยังไม่กล้า
ประมาท
หากทหารเหล่านั้นกลับมาค้นหาอีกครั้ง และตอนนั้นพวกเขาไม่
อยู่บ้าน คนที่อยู่ก็จะมีอันตราย
ในที่สุดทั้งสองก็ตกลงกันว่าจะให้โม่จิ่วเยี่ยออกไปตรวจสอบดูคน
เดียว ส่วนเฮ่อจือหร่านจะอยู่ที่บ้าน หากเกิดเหตุฉุกเฉินอะไร นาง
สามารถท าให้ทุกคนสลบและพาเข้าไปในพื้นที่มิติได้
โชคดีที่ทั้งสองตัดสินใจเช่นนี้ เพราะไม่นานหลังจากโม่จิ่วเยี่ยอ
อกไป ก็มีเสียงอึกทึกดังมาจากนอกลานบ้าน
เป็นไปตามคาด ทหารเหล่านั้นเริ่มค้นหาไปทีละบ้านอีกครั้ง
ครั้งนี้มีการเตรียมตัวมากกว่าเมื่อคืน องค์หญิงสี่สิ้นพระชนม์และ
สาวใช้สองคนของนางก็หายตัวไปพร้อมกัน
ในสถานการณ์เช่นนี้ ท าให้หลานเอ๋อร์และอวี่เอ๋อร์ถูกสงสัย
แม้ว่าพวกนางจะเป็นสตรีอ่อนแอที่ไม่มีก าลังพอจะมัดไก่ แต่การหาย
ตัวไปนาน ๆ เช่นนี้ ย่อมท าให้เกิดความสงสัย
พวกเขาไม่รู้ว่าโจรที่ปล้นจวนรัชทายาทหน้าตาเป็นอย่างไร แต่รู้
ลักษณะของสาวใช้สองคนขององค์หญิงสี่ ดังนั้นรัชทายาทแห่ง
หนานเจียงจึงสั่งให้ใช้พวกนางเป็นเบาะแสในการค้นหา
เวลานี้ พวกเขาจึงก าลังถือภาพวาดของหลานเอ๋อร์และอวี่เอ๋อร์
สอบถามทุกคนที่พบ พร้อมกับค้นหาทุกบ้าน
ตามที่รัชทายาทพูดไว้ ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด แม้แต่รูหนูก็
ห้ามปล่อยผ่าน
หลานเอ๋อร์กับอวี่เอ๋อร์ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหว จึงต่างวิ่งมาหา
เฮ่อจือหร่าน
“ฮูหยินเก้า พวกเราได้ยินเสียงทหารถามว่าเคยเห็นผู้หญิงสอง
คนในภาพวาดหรือไม่ ข้าคิดว่าพวกเขาคงก าลังตามหาพวกเรา ไม่สู้
ให้พวกข้ารีบออกไปตอนนี้ดีกว่า อย่าให้ฮูหยินเก้ากับคุณชายต้อง
พลอยเดือดร้อน”
พูดจบ หลานเอ๋อร์กับอวี่เอ๋อร์ก็จับมือกันเดินไปทางประตูใหญ่
“หยุดนะ!” เฮ่อจือหร่านเรียกพวกนางไว้
ขณะหลานเอ๋อร์กับอวี่เอ๋อร์หันมามอง ก็เห็นอากาศตรงหน้าเต็ม
ไปด้วยผงสีขาว พร้อมกันนั้นทั้งคู่ก็หมดสติไป
เฮ่อจือหร่านรีบส่งพวกนางเข้าไปในพื้นที่มิติอย่างรวดเร็ว
ส่วนซุ่นจือ เฮ่อจือหร่านก็ไม่ได้ปฏิบัติกับเขาอย่างนุ่มนวล
เท่าไหร่
เพราะยาสลบที่นางปรุงขึ้นเหลือน้อยแล้ว สามารถประหยัดได้
เท่าไหร่ก็ต้องประหยัด
ดังนั้นเฮ่อจือหร่านจึงใช้มือฟาดจนซุ่นจือสลบไป แล้วพาเขาเข้า
ไปในพื้นที่มิติด้วยกัน
ส่วนพี่ชายทั้งสองคนที่อยู่ในห้องล้วนเป็นผู้ฝึกวรยุทธ์ แม้
ร่างกายจะอ่อนแอ แต่ก็ยังพอได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวภายนอกอยู่
บ้าง
ทั้งสองไม่อยากให้น้องเก้าและน้องสะใภ้เก้าต้องพลอยเดือดร้อน
ไปด้วย
สองพี่น้องปรึกษากันและตัดสินใจว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องโน้มน้าว
ให้น้องสะใภ้เก้าหนีไปคนเดียว ไม่ต้องสนใจพวกเขา
ในตอนนั้น เฮ่อจือหร่านก็เดินเข้ามา
“น้องสะใภ้เก้า เจ้าหนีไปก่อนเถอะ ไม่ต้องสนใจพวกเรา”
“ท าตามที่พวกเราบอกเถอะ น้องสะใภ้เก้า เจ้ารีบไปซะ”
โม่ซิวเหยียนกับโม่หยวนเช่อรู้สึกเกลียดตัวเองเป็นครั้งแรก
ร่างกายไม่เอาไหนแบบนี้อาจจะกลายเป็นภาระให้น้องสะใภ้อีก
ตอนที่เฮ่อจือหร่านเข้ามา นางได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาประตู
เรื่อย ๆ ตอนนี้นางไม่มีเวลาอธิบายอะไรมาก การใช้เข็มเงินจิ้มจุด
สลบของพวกเขาคงไม่ทันแล้ว นางจึงโยนถุงยาสลบออกไปอย่าง
รวดเร็ว แล้วรีบพาพวกเขาเข้าไปในพื้นที่มิติ
เฮ่อจือหร่านเพิ่งปรากฏตัวก็ถูกข้าวปั้นน้อยเกาะติดทันที่
พอมองสิ่งมีชีวิตตัวน้อยที่ทั้งนุ่มนิ่มและน่ารัก เฮ่อจือหร่านก็รู้สึก
ผ่อนคลายลงไม่น้อย
นางเตรียมของอร่อยหลายอย่างให้ข้าวปั้นน้อย แล้วปล่อยให้มัน
ไปเล่นตามล าพัง
ตอนนี้นางถือโอกาสที่พี่ชายทั้งสองคนก าลังหลับสนิทช่วยตรวจ
ร่างกายของพวกเขาอีกครั้ง
ผลการตรวจค่อนข้างดี ทุกอย่างเป็นไปตามที่เฮ่อจือหร่าน
คาดการณ์ไว้
โดยเฉพาะพี่สี่ ค่าหัวใจของเขาฟื้นตัวได้ดี อีกครึ่งเดือนก็
สามารถผ่าตัดได้โดยไม่มีปัญหา
ส่วนร่างกายของพี่เจ็ดแม้จะยังอ่อนแอไปบ้าง แต่ก็ดีขึ้นมากแล้ว
อีกไม่นานเขาก็จะค่อย ๆ ลุกเดินได้
หลังดูเวลาแล้ว พวกเขาก็คงจะยังหลับต่อไปอีกสักพัก เฮ่อจือห
ร่านจึงใช้จิตส านึกตรวจของที่น ามาจากจวนรัชทายาท
จุดประสงค์หลักของนางคือการค้นหาต้านผี
ยังดีที่หลังจากค้นหาอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็พบกล่องเล็ก ๆ ใบนั้น
เสียที่
ต้านผีไม่ได้มีขนาดใหญ่อะไร และสมุนไพรที่ล ้าค่าขนาดนี้ก็มี
เพียงชิ้นเดียว พูดได้ว่าหากกล่องใบนั้นไม่ได้ประณีตสักหน่อย ก็อาจ
เรียกได้ว่าไม่น่าสนใจเลยทีเดียว
ทุกคนเข้ามาในพื้นที่มิติเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว พวกทหารที่มา
ตรวจค้นก็คงออกไปแล้ว เฮ่อจือหร่านจึงพาคนไม่กี่คนออกมา
พอปรากฏตัวในห้อง โม่จิ่วเยี่ยก็กลับมาพอดี
“สถานการณ์ข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง?”
โม่จิ่วเยี่ยมีสีหน้าเคร่งเครียดอยู่บ้าง
“มีทหารบนอยู่เต็มถนนไปหมด เรื่องที่ของในจวนรัชทายาทถูก
ขโมยแพร่สะพัดไปแล้ว พวกเขายังถือภาพวาดของหลานเอ๋อร์กับอวี่
เอ๋อร์สอบถามไปทั่ว ได้ยินว่าจักรพรรดิหนานเจียงยังส่งคนมาค้นหา
เพิ่มอีก”
เฮ่อจือหร่านรู้สึกขบขันอยู่บ้าง
ถ้านางไม่มีพื้นที่มิติก็คงไม่กล้าคุยโวแน่ แต่ด้วยมีพื้นที่มิตินี้ ต่อ
ให้ชาวหนานเจียงช่วยกันค้นหาจนพลิกเมืองหลวงก็ไม่มีทางหาพวก
เขาเจอ
อย่างไรก็ตาม นางก็จะไม่ประมาทเด็ดขาด
“ข้างนอกวุ่นวายขนาดนี้ คืนนี้พวกเราคงเคลื่อนไหวล าบาก”
เฮ่อจือหร่านตระหนักถึงจุดนี้เช่นกัน หากไม่ใช่เพราะสัญญากับ
นักสะสมตัวน้อยไว้ว่าจะช่วยเขาหาไข่มุกแดนใต้ นางก็คงจะคิด
หาทางไปจากที่นี่แล้วด้วยซ ้า
อย่างไรก็ตาม นางเป็นคนที่ซื่อสัตย์มาโดยตลอด ไม่ว่าจะ
สามารถหาไข่มุกแดนใต้เม็ดนั้นได้หรือไม่ นางจ าเป็นต้องไปที่วัง
หลวงแห่งหนานเจียงสักครั้ง อย่างน้อยก็เพื่อความสบายใจ
วันนี้สภาพอากาศของหนานเจียงไม่ค่อยดีนัก ตอนกลางวันมีลม
แรง แต่พอย่างเข้าค ่าคืนกลับมีฝนเทกระหน ่าลงมา
บทที่ 276 ข้าไม่แน่ใจจนกว่าจะตรวจสอบให้ชัดเจน
เฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยไม่อยากหยุดอยู่ที่นี่นานเกินไป พวก
เขาจึงฝ่าสายฝนเพื่อไปยังพระราชวังหนานเจียง
ถ้าทุกอย่างราบรื่น พวกเขาก็จะออกจากสถานที่แห่งนี้ได้ในวัน
พรุ่งนี้
ฝนที่ตกลงมานั้นนับว่าเป็นใจให้พวกเขาไม่มากก็น้อย
แม้ว่าบนท้องถนนจะยังคงเห็นทหารอยู่ทุกหนทุกแห่ง แต่พวก
เขาก็แต่งกายเหมือนชาวหนานเจียง และชาวหนานเจียงก็ไม่นิยมใช้
ร่มหรือสิ่งของอื่น ๆ เพื่อบังฝน ใครที่เดินผ่านไปมาต่างก็ยอมเดิน
ตากฝนไปเช่นนั้น
ฝนเริ่มตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ เฮ่อจือหร่านและโม่จิ่วเยี่ยจึงท าตาม
ชาวหนานเจียง พวกเขายกมือขึ้นบังหน้าผาก พยายามไม่ให้สายตา
มัวพร่ามัว แล้ววิ่งฝ่าสายฝนยามค ่าคืนไป
พวกทหารที่ออกค้นหาเห็นเพียงชาวบ้านหนานเจียงวิ่งผ่านไป
มา ประกอบกับพวกเขาต้องยืนตากฝนจนตัวเปียกปอนไปหมดอยู่
แล้ว ตอนตรวจค้นคนจึงไม่ได้ใส่ใจมากนัก
ขณะทั้งสองวิ่งผ่านกลุ่มทหารก็ราวกับพวกเขาล่องหนไปเลย
ทีเดียว
โม่จิ่วเยี่ยค่อนข้างคุ้นเคยกับเมืองหลวงของหนานเจียงเป็นอย่าง
ดี อีกทั้งช่วงกลางวันเขาก็ได้แอบส ารวจเส้นทางเอาไว้แล้ว
ดังนั้น พวกเขาจึงมาถึงใกล้วังหลวงได้อย่างปลอดภัย
โม่จิ่วเยี่ยชี้ก าแพงวังด้านทิศตะวันตกแล้วกล่าวว่า “ข้าตรวจสอบ
แล้ว ทหารยามตรงนั้นหละหลวมกว่า พวกเราเข้าไปทางนั้นกันเถอะ”
เฮ่อจือหร่านพยักหน้า ทั้งสองจูงมือกันวิ่งไปทางทิศตะวันตกของ
วังอีกครั้ง
แต่พึ่งจะเลี้ยวตรงหัวมุมก็เห็นขบวนคนและม้าวิ่งตรงเข้ามา
จะเรียกว่าขบวนคนและม้าก็ไม่เชิงนัก เพราะมีเพียงแค่ผู้ที่
น าหน้าเท่านั้นที่ก าลังขี่ม้า ส่วนคนที่เหลือล้วนวิ่งตามหลัง
โม่จิ่วเยี่ยรีบอุ้มเฮ่อจือหร่านกระโดดขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ ทั้งสอง
กลั้นหายใจมองลงไปด้านล่าง
มองด้วยสายตาน่าจะมีคนประมาณสามสิบคน อีกทั้งนายพลที่
อยู่บนหลังม้าและทหารที่วิ่งอยู่ ล้วนสวมหน้ากากครึ่งหน้ารูปจันทร์
เสี้ยว
สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ คนกลุ่มนี้เดินเป็นแถวเป็นแนว
เหมือนกับทหารที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีในยุคปัจจุบัน
นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยส าหรับเฮ่อจือหร่านซึ่งเคยเป็นทหารมา
ก่อนในชาติที่แล้ว
แม้ว่าขบวนแบบนี้จะไม่ใช่เรื่องแปลกส าหรับเฮ่อจือหร่าน แต่มัน
กลับปรากฏขึ้นในตรอกตรงหัวมุม ทั้งยังในยามกลางดึกเช่นนี้ พวก
เขามีจุดประสงค์อะไรกันแน่?
เรื่องนี้ท าให้เฮ่อจือหร่านอดสงสัยไม่ได้
เมื่อสังเกตท่าทางของคนเหล่านั้นอย่างละเอียด แต่ละคนถือดาบ
ใหญ่เล่มหนึ่งที่ส่องประกายวาววับ ยกขึ้นมาไว้ที่หน้าอกโดยพร้อม
เพรียง ปลายดาบชี้ไปข้างหน้า
แม้จะวิ่งอย่างไร ท่าทางนั้นก็ไม่เปลี่ยนแปลง โม่จิ่วเยี่ยที่ช่าง
สังเกตยังพบว่ามือของพวกเขาไม่มีการสั่นเลยแม้แต่น้อย
นายพลบนหลังม้าก็เช่นกัน มือหนึ่งถือค้อนทองแดงคู่หนึ่ง อีก
มือจับบังเหียนม้า ใบหน้ามองตรงไป
ตอนนี้เป็นยามค ่าคืน ประกอบกับสายฝนยังตกหนัก ส่งผล
กระทบต่อทัศนวิสัยของพวกเขาอย่างมาก ใบหน้าและสีหน้าของคน
เหล่านั้นที่เผยออกมาครึ่งหนึ่งจึงมองไม่เห็นชัดเจน
แต่เมื่อเห็นค้อนทองแดงคู่นั้น โม่จิ่วเยี่ยก็รู้สึกคุ้นเคยอย่างบอก
ไม่ถูก
ในบรรดาพี่น้องทั้งเก้าคนของเขา มีเพียงพี่หกที่ชอบใช้ค้อน
ต่อสู้ เขาเคยใช้ค้อนทองแดงคู่เช่นกัน เหตุผลเพราะพี่หกแข็งแรง
มาก แต่วิชาหมัดมวยและการต่อสู้ด้วยมือเปล่าสู้พี่น้องคนอื่นไม่ได้
เวลาเขาออกรบสังหารศัตรู ส่วนใหญ่จะได้เปรียบเพราะ
พละก าลังที่มากกว่า
คนตรงหน้านี้ แม้จะถือค้อนทองแดงคู่หนึ่งเหมือนกัน แต่ดูจะ
ใหญ่กว่าค้อนที่พี่หกเคยใช้อยู่เท่าตัว
โม่จิ่วเยี่ยยังจ าได้ว่าครั้งสุดท้ายที่เขาอยู่กับพี่หก พี่ชายบอกว่าดู
เหมือนพละก าลังของตัวเองจะเพิ่มขึ้นอีกแล้ว รอให้สงครามสิ้นสุดลง
เขากลับไปจะหลอมค้อนทองแดงที่หนักกว่าเดิมอีกคู่
เฮ่อจือหร่านเห็นโม่จิ่วเยี่ยจ้องมองนานขนาดนั้นแต่กลับไม่มี
ปฏิกิริยาอะไรเลย จึงเตือนว่า “คนพวกนั้นเดินห่างออกไปแล้ว พวก
เราจะเข้าวังหลวงหรือไม่ หรือท่านคิดว่าคนพวกนี้มีปัญหาอะไร จะ
ตามไปดูสักหน่อยหรือไม่?”
นางพูดเช่นนี้ เพราะพบว่าคนพวกนี้ไม่เหมือนคนทั่วไป
อย่างแรก นางไม่อาจคาดเดาจุดประสงค์ของการกระท าของพวก
เขาในตรอกมืดเช่นนี้ได้
อย่างที่สอง พวกเขาก้าวเดินด้วยท่าทางที่เหมือนกันทุกประการ
นางไม่เชื่อว่าชาวหนานเจียงจะฝึกฝนคนให้เป็นแบบนี้ได้ ลองนึกถึง
ทหารที่เข้าร่วมพิธีสวนสนามในยุคปัจจุบันแล้ว พวกเขายังท าเช่นนี้
ไม่ได้เลย
สุดท้าย แม้นางอาจมองไม่เห็นสีหน้าและรูปลักษณ์ของพวกเขา
แต่กลับสังเกตเห็นรายละเอียดบางอย่าง หน้าอกของพวกเขาไม่มีการ
เคลื่อนไหวขึ้นลงของการหายใจ…
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เฮ่อจือหร่านสงสัยว่าคนพวกนี้อาจไม่ใช่มนุษย์
หรือไม่ก็อาจถูกควบคุมด้วยกู่ชนิดใดชนิดหนึ่ง จนสูญเสียความรู้สึก
นึกคิดของตนเองไป
คนที่พวกเขาก าลังตามหาคือปรมาจารย์ซือเหมิง เขาย่อมเป็น
ผู้เชี่ยวชาญด้านพิษกู่ระดับปรมาจารย์อย่างไม่ต้องสงสัย ผู้เชี่ยวชาญ
กู่มักเลี้ยงกู่หลายชนิด ดังนั้นนางจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าคนพวกนี้อาจ
เกี่ยวข้องกับปรมาจารย์ซือเหมิง
ด้วยเหตุนี้ นางจึงเอ่ยถามความเห็นของโม่จิ่วเยี่ย
เพราะรู้ดีว่าโม่จิ่วเยี่ยเป็นห่วงความปลอดภัยของพี่สี่กับพี่เจ็ดจึง
ไม่อยากหยุดอยู่นาน การจะตามไปดูหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ
ของเขา
แม้โม่จิ่วเยี่ยจะไม่ได้คิดมากเท่าเฮ่อจือหร่าน แต่เมื่อเห็นค้อน
ทองแดงในมือของคนบนหลังม้า เขากลับรู้สึกอยากเข้าไปดูใกล้ ๆ
อย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกคุ้นเคยก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
“อืม ไปดูกันเถอะ”
เมื่อพูดจบ เขาก็โอบเอวเฮ่อจือหร่าน ใช้วิชาตัวเบาทะยานไป
ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด ไม่ใกล้ไม่ไกล คอยติดตามคนเหล่านั้นไป
คนเหล่านั้นมุ่งตรงไปยังประตูเมือง ซึ่งเป็นเส้นทางที่พวกเขาต้อง
ผ่านตอนที่เดินทางมายังเมืองหลวง
ว่ากันตามเหตุผลแล้ว เมื่อมาถึงประตูเมืองซึ่งมีทหารยามเฝ้าอยู่
พวกเขาก็น่าจะหยุดเพื่อแสดงป้ายผ่านทางหรือสิ่งของประเภท
เดียวกัน เพราะเมืองหลวงในตอนนี้มีการป้องกันอย่างเข้มงวด คงไม่
น่าจะปล่อยให้ผู้คนเข้าออกได้ตามใจชอบแล้ว
แต่พวกเขากลับไม่ท าเช่นนั้น ตรงกันข้าม พวกเขายังคงรักษา
ท่าทางเช่นเดิมเอาไว้ ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดฝีเท้าแม้แต่น้อย
เหล่าทหารยามของประตูเมืองยังคงพยายามเข้าไปตรวจสอบใน
ตอนแรก ทว่าเพียงแค่พวกเขาจะเข้าไปใกล้ ก็ถูกคนที่อยู่บนหลังม้า
ใช้ค้อนทุบจนตายคาที่
เหล่าทหารยามต่างพากันวิ่งหนีแตกตื่นเอาชีวิตรอด เมื่อเผชิญ
กับสถานการณ์ที่ยากล าบากเช่นนี้ การรักษาชีวิตเอาไว้ย่อมส าคัญ
กว่าสิ่งอื่นใด
กลุ่มคนเหล่านั้นออกจากเมืองหลวงไปโดยไม่สนใจสิ่งใด โม่จิ่ว
เยี่ยที่ก าลังกอดเฮ่อจือหร่านอยู่ก็ฉวยโอกาสนี้ใช้วิชาตัวเบาพุ่งข้าม
ก าแพงเมืองออกมา
รอจนกระทั่งคนเหล่านั้นเดินขึ้นไปบนถนนสายหลักซึ่งรอบข้าง
ไม่มีทั้งทหารและชาวบ้าน โม่จิ่วเยี่ยจึงค่อย ๆ แอบตามกลุ่มคน
เหล่านั้นไป
ตามหลักแล้ว กลุ่มคนที่สามารถบุกฝ่าเมืองมาได้แบบนี้ หากได้
ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากข้างหลัง พวกเขาก็น่าจะหันกลับไปมอง แต่
ทว่าพวกเขากลับไม่ท าเช่นนั้น ยังคงเดินหน้าต่อไป
ภาพนี้ยิ่งท าให้รู้สึกประหลาดใจ
โม่จิ่วเยี่ยกระซิบถามเฮ่อจือหร่านว่า “หร่านหร่าน เจ้าคิดว่าพวก
เขาถูกกู่หุ่นเชิดด้วยหรือเปล่า?”
เฮ่อจือหร่านส่ายหน้าเบา ๆ “ข้าไม่แน่ใจจนกว่าจะตรวจสอบให้
ชัดเจน”
นางคิดว่าคนที่โดนกู่หุ่นเชิดจะถูกควบคุมโดยผู้ที่ใช้ และเมื่อครู่
นี้นางได้นับดูแล้ว หากรวมทั้งกับคนที่ขี่ม้า พวกเขาจะมีทั้งหมด
สามสิบเอ็ดคน
อ้างอิงตามที่กล่าวไว้ในหนังสือ กู่หุ่นเชิดนั้นเลี้ยงดูยากมาก
แม้แต่กู่แม่ตัวเดียวในมือผู้เชี่ยวชาญก็สามารถควบคุมได้มากสุดแค่
ห้าคน
และผู้ใช้กู่แต่ละคนสามารถเลี้ยงกู่แม่ได้มากที่สุดแค่สามถึงสี่ตัว
เมื่อค านวณตามตัวเลขนี้ ผู้ใช้กู่คนหนึ่งจะควบคุมได้มากที่สุด
ยี่สิบคน
แต่คนเหล่านี้ ทั้งการเคลื่อนไหวและพฤติกรรมล้วนเหมือนกัน
ทุกประการ นอกจากจะถูกควบคุมโดยคนเดียวแล้ว ย่อมเป็นไปไม่ได้
ที่จะพร้อมเพรียงกันขนาดนี้
ดังนั้นเฮ่อจือหร่านจึงค่อนข้างตัดความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะ
โดนกู่หุ่นเชิดออกไปแล้ว
ขณะที่นางก าลังครุ่นคิดอยู่นั้น คนบนหลังม้าก็เปลี่ยนท่าทางใน
ที่สุด