ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 277 ข้าอยากรู้ตัวตนของนายพล
การเคลื่อนไหวของเขาดูแข็งกระด้าง เพียงแค่ยกมือขึ้นสูงแล้ว
เร่งม้า
เมื่อนายพลเร่งความเร็ว คนที่อยู่ด้านหลังก็เร่งฝีเท้าตามไปด้วย
แม้จะไม่ได้ใช้วิชาตัวเบา แต่ความเร็วของพวกเขาก็สามารถเรียกได้
ว่าควบม้าห้อตะบึง
แม้จะควบม้าห้อตะบึง แต่การเคลื่อนไหวของมือพวกเขาก็ยังคง
ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ แม้แต่ความสั่นไหวเพียงเล็กน้อยก็ยังไม่มี
เมื่อคนพวกนั้นเร่งความเร็ว โม่จิ่วเยี่ยก็ต้องเร่งความเร็วตามไป
ด้วย เขาโอบเฮ่อจือหร่านไว้แล้วใช้วิชาตัวเบาไล่ตามไปอย่างรวดเร็ว
เฮ่อจือหร่านขมวดคิ้ว ดูเหมือนนางจะพบเบาะแสบางอย่าง
“คนที่ควบคุมทหารทั้งสามสิบคนน่าจะเป็นคนที่อยู่บนหลังม้า”
ขณะพูด นางก็หยิบปืนสไนเปอร์ออกมาจากพื้นที่มิติ บรรจุ
กระสุนแล้วเล็งไปที่คนบนหลังม้า
โม่จิ่วเยี่ยเดาใจนางออก จึงห้ามไว้ “หร่านหร่าน เปลี่ยนเป็นปืน
ยาสลบเถอะ ข้าอยากรู้ตัวตนของนายพลคนนั้น”
เฮ่อจือหร่านคิดว่าโม่จิ่วเยี่ยต้องการหาเบาะแสที่มีประโยชน์จาก
พวกนี้ จึงรีบเก็บปืนสไนเปอร์แล้วเปลี่ยนมาถือปืนยาสลบแทน
โม่จิ่วเยี่ยรู้ว่าภรรยาต้องการเล็งเป้า จึงตั้งใจเร่งความเร็วขึ้น แล้ว
หยุดลงเมื่อห่างจากคนบนหลังม้าไปไม่ถึงห้าสิบเมตร
พอเฮ่อจือหร่านทรงตัวได้ก็ยิงปืนออกไปทันที่ กระสุนปืนเข้าเป้า
ตรงไหล่ของนายพล
คนผู้นั้นดิ้นรนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะร่วงลงจากหลังม้า
เพื่อป้องกันไม่ให้คนด้านหลังเกิดความเคลื่อนไหว โม่จิ่วเยี่ยจึง
อุ้มเฮ่อจือหร่านกระโดดขึ้นไปบนยอดไม้อีกครั้ง
อันตรายที่เขาจินตนาการไว้ไม่ได้เกิดขึ้น หลังจากคนบนหลังม้า
ตกลงมา คนเหล่านั้นก็ยืนนิ่งอยู่กับที่ ทุกคนเหมือนเป็นรูปปั้นทหาร
ดินเผา ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เลย
เฮ่อจือหร่านถอนหายใจ ชี้ไปที่นายพลซึ่งนอนอยู่บนพื้นแล้วพูด
ว่า “พวกเขาน่าจะถูกคนคนนี้ควบคุมอยู่”
ตอนนี้โม่จิ่วเยี่ยก็ตระหนักได้เช่นกัน เมื่อเห็นว่าทหารเหล่านั้นไม่
มีการเคลื่อนไหวใด ๆ เขาจึงจูงมือเฮ่อจือหร่านเดินไปหานายพลคน
นั้นช้า ๆ
เพื่อพิสูจน์ว่าคนทั้งสามสิบคนไม่มีสติสัมปชัญญะหรือไม่ใช่คนมี
ชีวิตอยู่แล้วจริง ๆ เฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยจึงตั้งใจทดสอบพวกเขา
เมื่อเดินผ่านไป
การทดสอบครั้งนี้ท าให้โม่จิ่วเยี่ยต้องสูดลมหายใจเฮือกใหญ่
เขาตรวจสอบลมหายใจของคนเหล่านั้นแล้ว แต่มันกลับไม่มี
เลย…
ส่วนเฮ่อจือหร่านแตกต่างออกไป เพราะนางเป็นแพทย์ เมื่อตรวจ
ว่าคนยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ นางจะไม่ตรวจดูแค่ลมหายใจเท่านั้น แต่จะ
จับเส้นเลือดใหญ่ที่คอด้วย
หากไม่ได้ทดสอบแบบนี้ นางอาจคิดว่าพวกเขาเป็นคนที่ตาย
แล้วทั้งหมด
แม้ไม่มีลมหายใจ แต่เส้นเลือดใหญ่ยังเต้นอ่อน ๆ สถานการณ์
แบบนี้เฮ่อจือหร่านก็เพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก
นางยังไม่ทันได้บอกโม่จิ่วเยี่ยถึงสิ่งที่ตัวเองพบ โม่จิ่วเยี่ยก็เดิน
เข้าไปใกล้นายพลคนนั้นแล้ว
เฮ่อจือหร่านเห็นอย่างนั้นจึงหยิบไฟฉายออกมา แล้วส่องไปที่
ใบหน้าคนผู้นั้น
โม่จิ่วเยี่ยยื่นมือไปถอดหน้ากากของเขาออก ชายหนุ่มพลัน
ตกใจจนนั่งแน่นิ่ง ไม่สนใจว่ามือทั้งสองข้างจะเปื้อนโคลนหรือไม่
“พี่หก เป็นพี่หก…”
เฮ่อจือหร่านก็ตกใจเช่นกัน ตอนแรกนางคิดว่าคนพวกนี้อาจ
เกี่ยวข้องกับปรมาจารย์ซือเหมิง ไม่ได้คิดไปถึงคนสกุลโม่เลย
เพราะพี่น้องสกุลโม่ที่พวกเขาช่วยกลับมาได้เมื่อเร็ว ๆ นี้ ไม่ว่าจะ
เป็นใครก็ดูน่าสงสารทั้งนั้น
โดยเฉพาะพี่สี่กับพี่เจ็ด การที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ได้จนถึง
ตอนนี้ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว
แต่พี่หกที่อยู่ตรงหน้ากลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เขาไม่ได้ผอม
แห้งแรงน้อย และสีหน้าก็ดูแข็งแรงดีอยู่
แต่ในเมื่อเป็นพี่น้องชายสกุลโม่ เฮ่อจือหร่านก็ไม่มีเหตุผลที่จะ
ปล่อยให้เขามีสภาพเช่นนี้ต่อไป
นางโบกมือพาพี่หกและโม่จิ่วเยี่ยเข้าไปในพื้นที่มิติด้วยกัน
ทั้งสองคนไม่สนใจเสื้อผ้าที่เปียกฝนของตัวเอง รีบเข้าห้องผ่าตัด
เพื่อตรวจสอบอาการของพี่หก
หลังจากตรวจสอบพบว่าพี่หกถูกพิษกู่หุ่นเชิดจริง ๆ
เพื่อป้องกันเหตุใด ๆ เฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยจึงก าจัดหนอนกู่
ให้เขาโดยรวดเร็วที่สุด
ในขณะเดียวกัน ปรมาจารย์ซือเหมิงที่ก าลังนั่งสมาธิอยู่ในห้อง
ลับของคฤหาสน์ซือเหมิง จู่ ๆ ก็พ่นเลือดออกมา พร้อมกันนั้นขวดที่
บรรจุกู่แม่ของกู่หุ่นเชิดในอกของเขาก็สั่นไหวไม่หยุด
เขาไม่สนใจจะเช็ดคราบเลือดตรงมุมปาก รีบหยิบขวดกระเบื้อง
ออกมาตรวจสอบ
เขาวางกู่แม่ไว้บนฝ่ามือ กู่แม่กระพือปีกพยายามจะบินออกจาก
ปากบ่อ
ปรมาจารย์ซือเหมิงไม่สนใจสภาพร่างกายของตัวเอง รีบตามกู่
แม่ไปอย่างรวดเร็ว
เขาเป็นอัจฉริยะด้านการเลี้ยงกู่ และเป็นผู้เชี่ยวชาญในหมู่ผู้ใช้กู่
แห่งหนานเจียง กู่ที่เขาเลี้ยงไว้โดยเฉพาะอย่างยิ่งกู่หุ่นเชิดตัวนี้ อยู่
เคียงข้างเขามาหลายปี พัฒนาจนมีสติปัญญาบางอย่างขึ้นมา เมื่อ
ผู้ใดที่มีกู่ลูกอยู่ร่างแสดงอาการผิดปกติ กู่แม่ของเขาก็จะตอบสนอง
อย่างทันท่วงที่
เพียงแต่ไม่รู้ว่าเป็นร่างไหนที่มีปัญหา
ถ้าเป็นทางฝั่งตะวันตกก็คงจะยุ่งยากแล้ว ถึงแม้เขาจะงอกปีกบิน
ได้ก็คงไปไม่ทัน
สิ่งเดียวที่ท าให้เขาสบายใจคือทั่วทั้งแผ่นดินนี้ ไม่มีใครสามารถ
ถอนกู่ที่เขาใส่ให้คนอื่นได้
อย่างมากร่างอาศัยก็จะตาย เขาก็เสียเพียงบุรุษสกุลโม่ไปคน
หนึ่ง อีกทั้งคนที่เขาใช้เวลาหลายปีเพื่อบ่มเพาะยังไม่ทันได้ใช้
ประโยชน์ก็หายไปเสียแล้ว นี่ช่างน่าเสียดายจริง ๆ
แม้จะน่าเสียดาย แต่คนที่เขาไม่สามารถควบคุมได้อีกต่อไป การ
ตายก็เป็นเรื่องที่ดีที่สุด
แน่นอนว่าหากโม่จิ่นเหนียนคุณชายหกแห่งสกุลโม่เกิดเรื่อง เขา
ที่เพิ่งออกจากเมืองหลวงก็ยังมีโอกาสไปช่วยเหลือได้
ดังนั้น ปรมาจารย์ซือเหมิงจึงรีบใช้วิชาตัวเบาไล่ตามออกไปทันที่
โดยหวังว่าจะตามโม่จิ่นเหนียนทัน
เมื่อเขาไล่ตามมาถึงประตูเมือง ก็สอบถามทหารยามที่เฝ้าประตู
เมืองเป็นพิเศษ ยืนยันว่าโม่จิ่นเหนียนได้พาคนออกจากเมืองหลวงไป
แล้ว จึงไล่ตามต่อไป
ในเวลานี้ เฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยได้น ากู่ลูกออกจากร่างของ
โม่จิ่นเหนียนแล้ว
ตัวอ่อนของหนอนพิษนี้แตกต่างจากที่พวกเขาเคยเห็นมาก่อน
กู่ลูกที่ถูกน าออกมาจากร่างของพี่ชายคนอื่นที่พวกเขาช่วยไว้
ก่อนหน้านี้ล้วนมีสีเขียวใส แต่ตัวที่อยู่ในร่างของพี่หกกลับมีสีม่วงอม
เขียว
มันดูคล้ายกับสีผิวผิดปกติของผู้ที่ถูกพิษ
โม่จิ่วเยี่ยก็เห็นความแตกต่างของกู่ลูกตัวนี้ เขามองกู่ลูกซึ่งก าลัง
ดิ้นรนอยู่ในขวดใสที่อยู่ในมืออย่างละเอียด
“หร่านหร่าน เจ้าดูสิ มันยังใช้หัวชนฝาขวดอยู่เลย”
เฮ่อจือหร่านกลับไม่ได้สนใจเรื่องนี้
“สีของมันดูแปลกมาก เหมือนกับถูกชุบด้วยยาพิษ”
โม่จิ่วเยี่ยจึงสังเกตเห็นสีของกู่ลูกเป็นครั้งแรก
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
หากเป็นมนุษย์ เฮ่อจือหร่านยังสามารถเก็บตัวอย่างเลือดไป
ตรวจสอบได้ แต่ส าหรับแมลงพิษแล้ว นางคงท าไม่ได้จริง ๆ
อีกยังไม่รู้ว่าคนมากมายที่ยังอยู่ด้านนอกจะเป็นอย่างไรบ้าง
เมื่อนึกถึงคนเหล่านั้น เฮ่อจือหร่านก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ทันที่
“ท่าน ข้าสงสัยว่าคนข้างนอกเหล่านั้นอาจเป็นโอสถมนุษย์ใน
ต านาน”
“โอสถมนุษย์?” ค านี้โม่จิ่วเยี่ยก็เคยได้ยินมาเหมือนกัน แต่เขาก็
เพียงเคยได้ยินเท่านั้น
ตามที่เขารู้มา วิธีการสร้างโอสถมนุษย์นั้นได้สูญหายไปหลาย
ร้อยปีแล้ว ท าไมจึงยังมีโอสถมนุษย์ปรากฏอยู่?
ในขณะเดียวกัน เพื่อพิสูจน์เรื่องนี้เฮ่อจือหร่านก็ไม่อยากทิ้ง
ร่องรอยใด ๆ ไว้ จึงออกมาจากพื้นที่มิติ แล้วน าทหารเหล่านั้นทั้งหมด
เข้ามา
อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่มีสติสัมปชัญญะอยู่แล้ว จึงไม่ต้อง
กังวลว่าเรื่องพื้นที่มิติจะถูกเปิดเผย