ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 281 เจ้าก็รู้ว่าเขาเป็นคนไม่ดีใช่หรือไม่
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 281 เจ้าก็รู้ว่าเขาเป็นคนไม่ดีใช่หรือไม่
นอกวังหลวงมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด แต่ทั้งหมด
นี้ไม่ใช่ปัญหาส าหรับโม่จิ่วเยี่ยและเฮ่อจือหร่าน
ทั้งสองจัดการกับทหารรักษาการณ์ด้านนอกเสร็จแล้ว ก็เข้าไป
ในต าหนักบรรทมของจักรพรรดิหนานเจียงด้วยกัน
อาจเป็นเพราะช่วงนี้มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในหนานเจียง
จักรพรรดิจึงไม่มีอารมณ์ที่จะสนใจสนมนางใน บนเตียงใหญ่โตจึงมี
เพียงพระองค์ที่บรรทมอยู่
ความเกลียดชังของโม่จิ่วเยี่ยที่มีต่อจักรพรรดิหนานเจียงนั้นมา
จากก้นบึ้งของจิตใจ หากไม่ใช่เพราะจักรพรรดิหนานเจียงรุกราน
ต้าซุ่นซ ้าแล้วซ ้าเล่า บุรุษสกุลโม่ก็คงไม่ต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
เขาตัดสินใจแล้วว่า หากวันนี้มีโอกาส เขาจะต้องเอาชีวิต
จักรพรรดิหนานเจียงให้ได้
เฮ่อจือหร่านคุ้นเคยกับการท าเรื่องแบบนี้เป็นอย่างดี นางฉวย
โอกาสตอนที่จักรพรรดิหนานเจียงหลับสนิทฝังเข็มลงบนจุดสลบของ
อีกฝ่าย แล้วจับโยนเข้าไปในพื้นที่มิติ
นางกับโม่จิ่วเยี่ยค้นหาไปทั่วต าหนักบรรทม พร้อมกับเก็บข้าว
ของทุกอย่างไปด้วย
เมื่อทั้งต าหนักกลายเป็นความว่างเปล่า ทั้งสองจึงออกไปโดยไร้
ร่องรอย
จุดประสงค์ของการบุกเข้าวังหลวงครั้งนี้ส าเร็จลุล่วงแล้ว ยามนี้ก็
ใกล้รุ่งสาง ทั้งสองไม่กล้าอยู่ที่นี่นานกว่านี้ จึงหลบหลีกเหล่าทหาร
ออกจากวังหลวงไป
พวกเขากลับไปที่บ้านเช่าเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ก่อน เมื่อ
เห็นว่าพี่ชายทั้งสองยังปลอดภัยดี จึงแอบไปที่ลานด้านหลังและเข้า
พื้นที่มิติอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่เข้ามา เฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยก็ตกตะลึงกับภาพ
ตรงหน้า
ข้าวปั้นน้อยก าลังนั่งกอดหน่อไม้อันใหญ่อยู่บนอกของ
จักรพรรดิหนานเจียง มันกินอย่างเอร็ดอร่อยทีละค า ขณะเดียวกัน
ก้นน้อย ๆ ก็ปล่อยก้อนสีเขียวออกมาไม่หยุด…
เฮ่อจือหร่านเห็นภาพเช่นนี้ ความตึงเครียดตลอดทั้งคืนก็คลาย
ลงทันที่
นางอดหัวเราะไม่ได้ พลางพูดขึ้นว่า “ข้าวปั้นน้อย เจ้าก็รู้ว่าเขา
เป็นคนไม่ดีใช่หรือไม่ ถึงได้แกล้งเขาแบบนี้?”
“อือ…อือ ๆ …” ข้าวปั้นส่งเสียงร้องตื่นเต้น จากนั้นก็กลิ้งลงจาก
ตัวจักรพรรดิหนานเจียง แล้วเดินโซเซด้วยขาสั้นป้อมไปหาเจ้าของ
เฮ่อจือหร่านอุ้มข้าวปั้นขึ้นมาหอมก่อน แล้วจึงตรวจดูอาการของ
พี่หก
ถ้านางประเมินไม่ผิด พี่หกคงจะตื่นในอีกหนึ่งชั่วยาม
พวกเขาต้องสอบสวนจักรพรรดิหนานเจียงที่นี่ และต้องท าให้เร็ว
ที่สุด
โม่จิ่วเยี่ยทนไม่ไหว รีบเข้าไปเตะจักรพรรดิหนานเจียงอย่างแรง
หลายที่
เฮ่อจือหร่านไม่คิดจะให้จักรพรรดิหนานเจียงหลับไปนานนัก พอ
เขาถูกเตะจนเจ็บก็ลืมตาตื่นขึ้นมา
ภาพที่เห็นตรงหน้าท าให้เขาตะลึงไปชั่วขณะ จากนั้นก็เห็นชาย
หญิงแปลกหน้าสองคนก าลังจ้องมองมาที่ตน
“พวกเจ้า…พวกเจ้าช่างบังอาจนัก เห็นข้าแล้วยังไม่ค านับ…”
ค าพูดนี้ท าให้โม่จิ่วเยี่ยอดแค่นหัวเราะไม่ได้
เมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูของตน เขาไม่อยากพูดอะไรให้เสียเวลา
แม้แต่ค าเดียว
“บอกมา ใครอยู่ในห้องลับที่ห้องหนังสือของเจ้า?”
เมื่อได้ยินค าถามเช่นนี้ จักรพรรดิหนานเจียงก็ตกใจจนสีหน้า
ซีดเผือด
เขามองพินิจโม่จิ่วเยี่ยอย่างละเอียด พยายามหาร่องรอย
ความคุ้นเคยแม้เพียงเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม เขาไม่เคยเห็นคนสองคนนี้มาก่อน
ยิ่งไปกว่านั้น การที่อีกฝ่ายสามารถถามค าถามเช่นนี้ได้ แสดง
ว่าพวกเขาต้องค้นพบห้องลับในห้องทรงงานแล้วแน่นอน
ทั้งที่ตัวเองนอนอยู่ในวังหลวง อีกทั้งด้านนอกก็มีทหารคอยเฝ้า
อย่างเข้มงวด แต่ท าไมเขาถึงได้มาที่นี่โดยไม่มีใครรู้เห็นและไม่
รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย
จักรพรรดิหนานเจียงยิ่งคิดก็ยิ่งหวาดกลัว รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว
แม้แต่กระหม่อมก็ดูเหมือนจะเย็นเฉียบ…
“พวกเจ้าเป็นใครกันแน่?”
“เพื่อให้เจ้าตายตาหลับ ข้าจะให้เจ้าดูว่าข้าเป็นใคร”
โม่จิ่วเยี่ยพูดจบก็ดึงหนวดปลอมออก ถอดหมวกที่ปิดหน้าผาก
ออก แล้วใช้มือเช็ดเครื่องส าอางบนใบหน้าออกอย่างง่าย ๆ เผยให้
เห็นใบหน้าที่แท้จริง
เมื่อจักรพรรดิหนานเจียงเห็นคนตรงหน้าก็ตกใจราวกับเห็นผี
ร่างกายหดเข้าหากัน
“เจ้า…เจ้าคือ โม่จิ่วเยี่ย…”
โม่จิ่วเยี่ยค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ “ใช่ ข้าเอง”
หากถามว่าจักรพรรดิหนานเจียงกลัวใครมากที่สุด ก็คงเป็นบุรุษ
สกุลโม่เท่านั้น
เขาทุ่มเททรัพย์สมบัติเกือบทั้งหมดเพื่อโจมตีราชวงศ์ต้าซุ่น แต่
สุดท้ายกลับถูกพ่อลูกสกุลโม่ท าลายจนพ่ายแพ้
แม้จะพูดว่าสกุลโม่เหลือบุรุษเพียงคนเดียว แต่โม่จิ่วเยี่ยเก่งกาจ
ในการรบมาก เขาจึงยังไม่กล้าประมาท
ไม่นานมานี้ เขายังคิดว่าสวรรค์เข้าข้างตนเองอยู่ คนสกุลโม่จึง
ถูกจักรพรรดิซุ่นอู่สั่งให้ริบทรัพย์และเนรเทศไป
เขาพยายามอย่างยากล าบากเพื่อให้ได้โอกาสชนะ แต่ผลลัพธ์
กลับถูกคนที่เขาหวาดกลัวที่สุดจับตัวได้
สิ่งแรกที่จักรพรรดิหนานเจียงคิดคือ การที่สกุลโม่ถูกตัดสินให้
เนรเทศนั้นเป็นเรื่องหลอกลวง เป็นแผนการของจักรพรรดิซุ่นอู่ที่
ตั้งใจให้เขาลดความระแวดระวังลง แล้วส่งโม่จิ่วเยี่ยมาจับตัวเขาถึง
หนานเจียง
เป็นเพราะเขาประมาทเกินไปจึงหลงกลจักรพรรดิซุ่นอู่
ถ้าเฮ่อจือหร่านรู้ว่าจักรพรรดิหนานเจียงคิดอะไรมากมายขนาด
นี้ คงจะบอกว่าคนคนนี้แต่งเรื่องได้ไม่เลว
ทั้งสองย่อมไม่รู้ว่าจักรพรรดิหนานเจียงคิดอะไรอยู่ โม่จิ่วเยี่ยยิ่ง
ไม่อยากเสียเวลากับเขา
“ถ้าอยากตายอย่างสงบก็บอกข้ามา คนที่ซ่อนอยู่ในห้องลับคือ
ใคร?”
ตอนนี้จักรพรรดิหนานเจียงไม่ได้สนใจประเด็นหลักของค าถาม
สิ่งที่เขาได้ยินมีเพียงค าว่าตายอย่างสงบ…
“ข้าเป็นจักรพรรดิของหนานเจียง เจ้าไม่อาจฆ่าข้าได้”
ไม่อาจฆ่า?
มันเป็นไปไม่ได้เลย โม่จิ่วเยี่ยหัวเราะเยาะในใจพร้อมกับก้าวไป
ข้างหน้า คว้าผมของจักรพรรดิหนานเจียงดึงขึ้นมา
จักรพรรดิหนานเจียงถูกจับในต าหนักบรรทม ตอนนี้เขาจึง
เปลือยท่อนบน สวมเพียงกางเกงเนื้อบางตัวเดียว เมื่อโม่จิ่วเยี่ยกระ
ชากผมอย่างแรง มันก็เกือบจะท าให้กางเกงของเขาหลุด
เขาไม่สนใจความเจ็บปวดบนหนังศีรษะ รีบยื่นมือไปคว้า ‘ผ้าปิด
ความอับอาย’ ชิ้นเดียวที่เหลืออยู่บนร่างกาย
โม่จิ่วเยี่ยเห็นภาพนั้น จึงรีบบังสายตาของภรรยาตาม
สัญชาตญาณ
ภาพนี้น่าเกลียดเกินไป อาจท าให้ดวงตาของหร่านหร่านต้องมัว
หมองได้…
เฮ่อจือหร่านรู้สึกอึดอัดใจเช่นกัน แม้ว่านางจะเป็นหมอและเคย
เห็นร่างกายของผู้ชายมามาก แต่รูปร่างของจักรพรรดิหนานเจียงที่
เรียกว่าอัปลักษณ์นั้น ท าให้มองแล้วรู้สึกขยะแขยงได้จริง ๆ
พูดถึงเรื่องขยะแขยง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะช่วงนี้นางเจอเรื่องราว
มากมายหรือไม่ พอเห็นอาหารทีไรก็มักจะรู้สึกคลื่นไส้ตลอด
จักรพรรดิซุ่นอู่คว้ากางเกงเนื้อบางของตัวเองไว้ แต่เส้นผมยังคง
ถูกโม่จิ่วเยี่ยดึงอยู่ เขาร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด
“โม่จิ่วเยี่ย…เจ้าปล่อยข้าเดี๋ยวนี้…”
โม่จิ่วเยี่ยยังไม่มีท่าทีว่าจะปล่อยมือ เมื่อเจอคนขี้ขลาดแบบนี้ แค่
ท าให้เขาเจ็บปวดสักหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะสอบสวน
แม้จะเป็นเช่นนั้น เฮ่อจือหร่านก็ยังคงระมัดระวัง นางเตรียมจะใช้
วิชาสะกดจิตกับจักรพรรดิหนานเจียงแล้ว
วิธีนี้นอกจากจะได้ค าตอบที่เป็นความจริงแล้ว ยังช่วย
ประหยัดเวลาได้อีกด้วย
ขณะที่จักรพรรดิหนานเจียงก าลังจะพูดอะไรบางอย่าง นาฬิกา
พกเรือนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
“ท่านเคยเห็นสิ่งนี้มาก่อนหรือไม่? มันมาจากชาวตะวันตก”
เฮ่อจือหร่านพูดพลางแกว่งนาฬิกาพกในมือไปมา
จักรพรรดิหนานเจียงตะลึงไปชั่วขณะ แล้วจ้องมองนาฬิกาพก
เรือนนั้น สายตาของเขาเริ่มเลื่อนลอยขึ้นเรื่อย ๆ ไม่นานก็ตกอยู่ใน
ภวังค์สะกดจิต
โม่จิ่วเยี่ยเคยเห็นมามากจึงรู้จักสังเกตจังหวะเวลา
เขารู้ว่าตอนนี้สามารถเริ่มถามค าถามได้แล้ว
“ใครกันที่ซ่อนตัวอยู่ในห้องลับของเจ้า?”
จักรพรรดิหนานเจียง “ปรมาจารย์ซือเหมิง”
เมื่อได้ยินชื่อนี้ พวกเขาทั้งคู่ก็สูดลมหายใจด้วยความตกตะลึง