ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 312 สิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้จัก
โม่จิ่วเยี่ยจูงมือเฮ่อจือหร่านเข้าไปในห้องด้วยกัน
เห็นว่าเต๋อเฟยเหนียงเหนียงตื่นขึ้นมาแล้วจริง ๆ แต่เหมือนนาง
จะยังไม่มีเรี่ยวแรงนัก
ตอนยังเด็ก โม่จิ่วเยี่ยมักเข้าวังบ่อย ๆ เขาเคยพบเต๋อเฟยเหนียง
เหนียงมาหลายครั้ง ดังนั้นทั้งสองจึงไม่ถือว่าเป็นคนแปลกหน้า
เต๋อเฟยเหนียงเหนียงหรี่ตามองส ารวจผู้มาเยือน แล้วพูดอย่าง
ยากล าบากว่า “เจ้าคือ…คุณชายเก้าใช่หรือไม่?”
ส าหรับเต๋อเฟยเหนียงเหนียงแล้ว โม่จิ่วเยี่ยไม่มีความรู้สึกที่ไม่ดี
ต่อนาง เขาจึงประสานมือค านับ
“คารวะเต๋อเฟยเหนียงเหนียง”
เต๋อเฟยเหนียงเหนียงโบกมือช้า ๆ “ไม่มีเต๋อเฟยเหนียงเหนียงอีก
แล้ว ต่อไปข้าเป็นเพียงสตรีสามัญชนคนหนึ่ง หากคุณชายเก้าไม่
รังเกียจ ก็เรียกข้าว่าป้าเหมยเถอะ”
เหมยคือชื่อเรียกส าหรับคนที่สนิทของเต๋อเฟยเหนียงเหนียง นาง
กับบุตรชายต้องปลอมตัวใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชนต่อไป ย่อมไม่สะดวก
จะเปิดเผยแซ่ ดังนั้นจึงให้โม่จิ่วเยี่ยเรียกนางว่าป้าเหมย
โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้ปฏิเสธ เขาเอ่ยปากเรียกอีกครั้ง “ป้าเหมย”
เต๋อเฟยเหนียงเหนียงกะพริบตาแสดงถึงความยินดี จากนั้นจึง
มองไปที่เฮ่อจือหร่าน
“นี่คือภรรยาของเจ้าใช่หรือไม่”
โม่จิ่วเยี่ยดึงเฮ่อจือหร่านมาข้างกาย “ใช่ขอรับ นี่คือภรรยาของ
ข้า”
เฮ่อจือหร่านท าความเคารพเต๋อเฟยเหนียงเหนียงด้วยท่าทีสง่า
งาม พร้อมกับสังเกตอาการของนางอย่างละเอียด
สีหน้าของเต๋อเฟยเหนียงเหนียงดูสดใสขึ้นกว่าตอนที่พบกันครั้ง
แรก แต่มุมปากยังคงมีร่องรอยแห้งแตกอยู่บ้าง
“ป้าเหมย ข้าเคยเรียนวิชาแพทย์มาบ้างตั้งแต่เด็ก ข้าขอจับชีพ
จรให้ท่านได้หรือไม่”
เต๋อเฟยเหนียงเหนียงพิจารณาเฮ่อจือหร่านครู่หนึ่ง แล้วกล่าว
เบา ๆ ว่า “ได้ เชิญฮูหยินตามสบายเถอะ”
เมื่อได้ยินผู้อาวุโสเรียกตนว่าฮูหยินเช่นนี้ เฮ่อจือหร่านรู้สึกเขิน
อายอยู่บ้าง
“ป้าเหมย ท่านเรียกชื่อข้าก็พอเจ้าค่ะ” จากสภาพของเต๋อเฟย
เหนียงเหนียงในตอนนี้ คาดว่านางกับหนานรุ่ยคงต้องพักอยู่ที่นี่สัก
พัก จะให้ผู้อาวุโสเรียกนางว่าฮูหยินทุกครั้งคงไม่เหมาะ
โม่จิ่วเยี่ยเห็นดังนั้นจึงกล่าวเสริมว่า “ป้าเหมย ปกติข้าเรียก
ภรรยาว่าหร่านหร่าน ท่านเรียกนางเช่นนี้ก็ได้”
เต๋อเฟยเหนียงเหนียงพยักหน้าน้อย ๆ “ดี ต่อไปข้าจะเรียกเจ้า
ว่าหร่านหร่าน”
ก่อนแต่งงาน ร่างเดิมของเฮ่อจือหร่านเคยเข้าวังพร้อมกับ
ครอบครัวเพื่อร่วมงานเลี้ยง นางเป็นหนึ่งในสาวงามอันดับต้น ๆ ของ
เมืองหลวง
หากไม่ได้ยินว่านางหมั้นหมายกับโม่จิ่วเยี่ยมาตั้งแต่เด็ก เต๋อเฟย
เหนียงเหนียงคงอยากขอราชโองการให้นางเป็นแต่งกับหนานรุ่ย
แม้หนานรุ่ยจะอายุมากกว่าอยู่บ้าง แต่ตอนนั้นเขายังไม่มีชายา
เอก ในจวนก็มีแค่สาวใช้อุ่นเตียงสองคนเท่านั้น
น่าเสียดายที่บุตรชายของนางไม่มีวาสนาเช่นนั้น
เฮ่อจือหร่านไม่รู้ว่าเต๋อเฟยเหนียงเหนียงก าลังคิดอะไรอยู่ นางจึง
จับข้อมือของอีกฝ่ายมาตรวจชีพจร
ผลการตรวจดีกว่าที่นางคาดเดาเอาไว้เล็กน้อย แม้เต๋อเฟย
เหนียงเหนียงจะถูกหนอนกู่ทรมานมาหลายปี แต่อาจเป็นเพราะได้รับ
การบ ารุงตอนอยู่ในวังมาอย่างดี ร่างกายจึงฟื้นตัวได้เร็ว
ดูจากอาการปัจจุบัน แค่ทานอาหารบ ารุงเป็นประจ า ร่างกายนาง
ก็จะฟื้นตัวได้เอง
ใบหน้าซูบโทรมของนางก็จะค่อย ๆ ฟื้นคืนสภาพตามร่างกายที่
ดีขึ้น
หนานรุ่ยเห็นนางลุกขึ้นจึงถามอย่างกังวลว่า “ฮูหยินเก้า ร่างกาย
ของท่านแม่ข้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
เฮ่อจือหร่านยิ้มให้เล็กน้อยพลางตอบว่า “อาการของท่านป้าดี
ขึ้นแล้ว แค่ต้องค่อย ๆ บ ารุงไป ร่างกายจะต้องฟื้นตัวได้อย่างแน่นอน”
หนานรุ่ยไม่รู้ว่าวิชาแพทย์ของเฮ่อจือหร่านดีเพียงใด แต่เมื่อมี
คนบอกว่าร่างกายของมารดาไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เขาก็รู้สึกโล่งใจ
มาก
ห้องนี้ไม่ได้กว้างมากนัก พอหนานรุ่ยถามถึงอาการของนาง เต๋อ
เฟยเหนียงเหนียงย่อมได้ยินชัดเจน
ไม่ว่าจะในยุคโบราณหรือยุคปัจจุบัน คนที่มีอายุมากล้วนเกรง
กลัวความตาย เต๋อเฟยเหนียงเหนียงก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
นางตื่นขึ้นมาและรู้ว่าหนอนกู่ในร่างกายถูกก าจัดออกไปแล้ว
เดิมทีคิดว่าร่างกายจะฟื้นตัวทันที่ แต่นอกจากไม่รู้สึกเจ็บปวดทรมาน
แล้ว ส่วนอื่นกลับยังคงเหมือนเดิม
นางเริ่มกังวลว่าตนเองอาจมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานนัก และรู้สึก
สงสารบุตรชายที่ต้องเติบโตอย่างโดดเดี่ยว ไร้ญาติพี่น้องคอยอยู่
เคียงข้าง
หลังได้ยินเฮ่อจือหร่านบอกว่าร่างกายของนางยังไม่มีอะไรน่า
เป็นห่วง ก็โล่งใจไปทั้งร่าง
ความรู้สึกโล่งใจในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย เต๋อเฟยเหนียง
เหนียงเห็นเฮ่อจือหร่านและโม่จิ่วเยี่ยก าลังจะจากไปจึงผุดลุกขึ้นนั่ง
ตั้งใจจะลุกไปส่ง แน่นอนว่าเฮ่อจือหร่านรู้ดีว่าสาเหตุหนึ่งที่ท าให้เต๋อ
เฟยเหนียงเหนียงมีอาการเช่นนี้ เป็นเพราะอีกฝ่ายวิตกกังวล อาจ
เพราะเมื่อครู่ตนเอ่ยว่าร่างกายของนางไม่ได้มีปัญหาอะไรแล้ว จึงท า
ให้นางรู้สึกฮึกเหิมจนสามารถลุกขึ้นนั่งได้
แม้จะเป็นเช่นนั้น นางก็ไม่อาจปล่อยให้เต๋อเฟยเหนียงเหนียงลง
จากเตียงมาส่งพวกเขาได้
“ป้าเหมย ร่างกายของท่านยังอ่อนแอ ควรพักผ่อนบนเตียงจะ
ดีกว่า”
หนานรุ่ยเห็นมารดาผุดลุกขึ้น ก็ทั้งดีใจและเป็นห่วงในเวลา
เดียวกัน
“ใช่แล้วท่านแม่ ท่านพักผ่อนอยู่ที่นี่เถอะ ข้าจะไปส่งคุณชายเก้า
เอง”
ดูเหมือนว่าตอนนี้ หนานรุ่ยจะเปลี่ยนค าเรียกมารดาจากเสด็จแม่
เป็นท่านแม่แล้ว
นับแต่นี้ต่อไป บนโลกนี้จะไม่มีเต๋อเฟยเหนียงเหนียงอีก!
หลังจากปลอบโยนเต๋อเฟยเหนียงเหนียงจนสบายใจ โม่จิ่วเยี่ย
กับเฮ่อจือหร่านจึงขอตัว
การช่วยหนานรุ่ยซื้อของนั้นง่ายมาก เถาเป่าและพื้นที่มิติของ
เฮ่อจือหร่านสามารถจัดหาได้ทั้งหมด อีกทั้งยังมีทุกอย่างที่ต้องการ
ระหว่างทางกลับหมู่บ้าน เฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยได้เข้าไปใน
พื้นที่มิติ นางเขียนสูตรอาหารเพื่อบ ารุงร่างกายของเต๋อเฟยเหนียง
เหนียงไว้หลายสูตร หยิบสิ่งที่มีอยู่ในคลังของพื้นที่มิติออกมาทั้งหมด
ส่วนที่ไม่มีก็สั่งซื้อมาจากเถาเป่า
นอกจากนี้ นางยังเตรียมธัญพืชและอาหารส าหรับหนานรุ่ย
เอาไว้ด้วย
เมื่อเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองจึงมุ่งหน้ากลับบ้าน
เฮ่อจือหร่านอาศัยจังหวะที่ไม่มีใครอยู่ น าวัตถุดิบอาหารทั้งหมด
ใส่ในรถม้า โม่จิ่วเยี่ยเพียงแค่ไปรับแม่นมคนสนิทของเต๋อเฟยเหนียง
เหนียงที่เมืองอวิ่นมาก็พอ
หลังโม่จิ่วเยี่ยจากไป เฮ่อจือหร่านก็รู้สึกเบื่อหน่ายเพราะต้องอยู่
คนเดียว จึงตัดสินใจเข้าไปในพื้นที่มิติเพื่อศึกษานกพิราบตัวนั้น
ไม่คิดว่านางเพิ่งจะเข้ามาในพื้นที่มิติ ก็พบว่าเจ้าตัวน้อยก าลังอุ้ม
กรงนกพิราบอยู่ แถมยังก าลังพิจารณามันอย่างละเอียด
ดูท่าว่านกพิราบตัวนั้นจะมีจิตวิญญาณบางอย่างจริง ๆ เมื่อ
เผชิญหน้ากับข้าวปั้นน้อย มันก็กระพือปีกประท้วงไม่หยุด
เฮ่อจือหร่านกลัวว่าข้าวปั้นน้อยจะเผลอเล่นจนท านกพิราบตาย
จึงรีบใช้จิตส านึกน าหน่อไม้สดมาแลกกับกรงนก
แต่ข้าวปั้นน้อยกลับดื้อรั้น ปกติพอมันเห็นหน่อไม้อ่อนแสนอร่อย
ก็มักจะรีบวิ่งมาออดอ้อนเจ้าของทันที่
แต่ครั้งนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น ข้าวปั้นน้อยไม่สนใจหน่อไม้เลย
แม้แต่น้อย มันยังคงจ้องมองนกพิราบ และที่แปลกกว่านั้นคือมันไม่ส่ง
เสียงร้องใด ๆ เหมือนที่ชอบท ากับสัตว์ชนิดอื่น
เฮ่อจือหร่านสังเกตเห็นความผิดปกติของข้าวปั้นน้อยได้อย่าง
รวดเร็ว จึงรีบเข้าไปแย่งกรงออกจากอ้อมกอดของมัน
“ข้าวปั้นน้อย อย่าดื้อนะ”
เมื่อของเล่นถูกแย่งไป ข้าวปั้นน้อยก็แสดงอาการไม่พอใจ มัน
ส่ายก้นไปมาต่อหน้าเจ้าของ แล้วเดินไปกอดกรงนั้นต่อ
แต่ก่อนเจ้าข้าวปั้นน้อยมักจะให้ความส าคัญกับเจ้าของเป็น
อันดับแรก แต่วันนี้กลับสนใจแค่นกพิราบตัวนั้น
เมื่อเห็นสัตว์เลี้ยงตัวน้อยมีท่าทีผิดปกติ เฮ่อจือหร่านจึงไม่กล้า
ท าอะไรรุนแรงเกินไป ได้แต่ยืนดูสถานการณ์ของข้าวปั้นน้อยอยู่
เงียบ ๆ
แม้ว่าข้าวปั้นน้อยจะได้กรงนกมาตามต้องการแล้ว แต่ก็ยังคงจ้อง
มองนกพิราบขนฟูตัวนั้นไม่วางตา
ฝ่ายนกพิราบเองก็ไม่ยอมแพ้เช่นกัน มันจ้องเจ้าก้อนขนสีขาว
ด าตรงหน้ากลับอย่างไม่เกรงกลัว
ขณะที่เฮ่อจือหร่านก าลังสังเกตการณ์อยู่ ก็พลันเห็นว่าปากของ
นกพิราบตัวนั้นเปลี่ยนไปกะทันหัน
จากปากแหลมเล็กค่อย ๆ เปลี่ยนรูปเป็นดาบโค้งคมกริบ ดวงตา
สีด าสนิทแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดูดุร้าย
นี่มันยังเป็นนกพิราบอยู่หรือ?
ไม่ผิดแน่ นี่มันนกเหยี่ยวหิมะชัด ๆ !
แต่เฮ่อจือหร่านไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าในโลกนี้จะมีเหยี่ยวหิมะตัว
เล็กขนาดนี้
ตอนนั้นเอง ข้าวปั้นน้อยก็มีปฏิกิริยาในที่สุด มันส่งเสียงร้องใส่
สิ่งมีชีวิตไม่ทราบชนิดในกรง เสียงนั้นราวกับเสียงลูกสุนัขก าลังขู่
“กรร…”
เห็นดังนั้น สิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้จักชื่อที่เมื่อครู่ยังขนลุกชันก็หุบปีกของ
มันลง ดวงตาและปากที่ดูดุร้ายก็กลับคืนสู่สภาพเดิม เผยให้เห็น
ใบหน้าไร้เดียงสา