ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 318 ชีวิตประจ าวัน (1) (รีไรต์)
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 318 ชีวิตประจ าวัน (1) (รีไรต์)
ชาวบ้านในหมู่บ้านซีหลิ่งมักจะวิ่งไปที่เชิงเขาเพื่อชมทิวทัศน์เป็น
ครั้งคราว
พวกเขาเคารพกฎอย่างเคร่งครัด รู้ว่าภูเขาแถบนั้นถูกสกุลโม่
ซื้อไปแล้ว จึงไม่กล้าขึ้นไปโดยพลการ
พวกเขาแค่อยากดูดอกไม้ที่บานสะพรั่งในฤดูกาลนี้เท่านั้น
ขณะเดียวกันพวกเขาก็รวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ พูดคุยกันว่า
สกุลโม่สมกับเป็นตระกุลขุนนางเก่าจากเมืองหลวงจริง ๆ พวกเขาใช้
เงินมากมายซื้อภูเขาทั้งลูกเพียงเพื่อปลูกต้นไม้
สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ไม่รู้จักต้นไม้เหล่านี้ จึงคิดว่าเป็นเพียง
ต้นไม้พิเศษที่ออกดอกได้เท่านั้น…
เฮ่อจือหร่านไม่สนใจความคิดของชาวบ้านพวกนั้น นางกับโม่จิ่ว
เยี่ยเริ่มวางแผนเรื่องการเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิแล้ว
แน่นอนว่าตอนนี้นางท าได้เพียงให้ค าแนะน าและพูดคุยเท่านั้น
โม่จิ่วเยี่ยอยู่รอบตัวนางตลอดเวลา เขาไม่อนุญาตให้นาง
เคลื่อนไหวมากเกินไป
ที่ดินรกร้างเหล่านั้นได้รับการท าความสะอาดไปแล้วครั้งหนึ่ง
ก่อนที่ดินจะแข็งตัว ตอนนี้แค่ไถพรวนก็สามารถเพาะปลูกได้แล้ว
กระต่ายที่เลี้ยงไว้ในบ้านก็มีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนพวกพี่สะใภ้
นอกจากจะยุ่งกับการท าเนื้อกระต่ายผัดเปรี้ยวหวานเพื่อส่งให้ถังหมิง
รุ่ยแล้ว ก็ยังท าจี้รูปสัตว์ด้วย
หลานเอ๋อร์กับอวี่เอ๋อร์ก็ปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตในสกุลโม่ได้อย่าง
รวดเร็ว
พวกนางแย่งกันท างานบ้านทุกวัน พอมีเวลาว่างก็จะไปช่วยโม่
หานเยี่ยดูแลกระต่ายเหล่านั้น
ด้วยงานที่มีมากมาย สตรีสกุลโม่ย่อมท าไม่ไหว พวกนางจึงแบ่ง
งานบางส่วนให้สตรีตระกูลเซี่ยและตระกูลฟางมาช่วยท า โดยจ่าย
ค่าแรงคิดตามผลงานที่ท าได้เช่นเดียวกับตอนที่ าตุ๊กตา
ด้วยเหตุนี้ พวกนางจึงไม่สามารถมาช่วยงานในไร่นาได้เลย
พี่แปดต้องไปท างานที่ที่ว่าการทุกวัน พี่สามพาพวกเหลียงห่าว
ไปชายแดนตะวันตกและยังไม่กลับมา
แม้ร่างกายของพี่เจ็ดจะดีขึ้นมาก แต่ก็ยังไม่แข็งแรงเท่าพี่น้องคน
อื่น
ตามความเห็นของเฮ่อจือหร่าน เขาควรพักฟื้นอีกอย่างน้อยสอง
สามเดือน
ร่างกายของพี่หกแทบไม่มีปัญหาอะไรแล้ว ทุกวันเขาวุ่นวายไป
มากับโม่จิ่วเยี่ยและพี่ห้า ใช้ชีวิตแบบชาวนาอย่างเต็มตัว
ชีวิตเช่นนี้ส าหรับคนสกุลโม่ถือว่าปรับตัวได้ไม่ยากเลย
แม้ว่าการท าอาหารและตัดเย็บเสื้อผ้าด้วยตัวเองในแต่ละวันจะ
เหนื่อยไปบ้าง แต่การที่คนในครอบครัวได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
และรู้สึกว่าชีวิตเติมเต็มขึ้นมาก
คนงานที่เมิ่งไห่หนิงช่วยหามาจากในตัวเมืองอวิ่น หลังจากปลูก
ต้นไม้เสร็จก็ได้ใช้ประโยชน์อย่างอื่นพอดี
แม้พวกเขาจะไม่คุ้นเคยกับการท านาเหมือนชาวบ้าน แต่ก็ไม่มี
ใครยินดีจ่ายเงินค่าแรงวันละสามสิบเหวิน ดังนั้นเพื่อไม่ให้นายจ้างไม่
ชอบใจ ทุกคนจึงทุ่มเทท างานหนัก
เฮ่อจือหร่านท้องโตมากแล้ว โม่จิ่วเยี่ยไม่ให้นางท างานอะไรอีก
หญิงสาวจึงได้แต่บอกวิธีการกับเขา แล้วให้เขาสั่งการคนเหล่านั้นลง
มือท างานอีกทอด
การหว่านไถในฤดูใบไม้ผลิของสกุลโม่ด าเนินไปอย่างคึกคัก
ชาวบ้านดั้งเดิมของหมู่บ้านซีหลิ่งเห็นพวกเขาปลูกพืชที่ไม่เคย
รู้จักมาก่อน ก็มีน ้าใจเข้ามาแนะน าแกมเตือนโม่จิ่วเยี่ย
อย่างผู้ใหญ่บ้านจ้าว
เขาดึงโม่จิ่วเยี่ยมาแล้วพูดอย่างจริงจัง “โม่เหล่าจิ่ว แม้ข้าจะไม่
เก่ง แต่ก็เพาะปลูกมาครึ่งชีวิตแล้ว ดินที่ซีเป่ยของพวกเรานั้นแห้งแล้ง
สภาพอากาศก็ไม่ดี ไม่ใช่ว่าปลูกอะไรก็จะได้ผลผลิตตามนั้น ข้าเห็น
ว่าพวกเจ้าสกุลโม่ไม่ขัดสนเงินทองก็จริง แต่การเพาะปลูกบนที่ดิน
มากมายเช่นนี้ พอถึงฤดูใบไม้ร่วงก็ควรจะได้ผลผลิตบ้างไม่ใช่หรือ”
โม่จิ่วเยี่ยรู้ว่าผู้ใหญ่บ้านจ้าวหวังดี
“ผู้ใหญ่บ้านจ้าวอย่ากังวลไปเลย เมล็ดพันธุ์เหล่านี้ข้ากับภรรยา
สอบถามอย่างละเอียดแล้ว การปลูกพวกมันที่นี่ไม่มีปัญหาอะไร
ยิ่งกว่านั้น เมล็ดพันธุ์เหล่านี้ยังให้ผลผลิตมาก พอถึงฤดูเก็บเกี่ยว
ผลผลิตจะต้องดีแน่นอน”
ตอนที่เพิ่งมาถึงหมู่บ้านซีหลิ่ง โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านต่างรู้สึก
ว่าคนตระกูลจ้าวและตระกูลโจวนั้นเป็นคนดี พวกเขาอาศัยอยู่ใน
หมู่บ้านเดียวกัน หากพวกเขามีเมล็ดพันธุ์ดี ๆ ก็จะแบ่งปันให้กับคน
อื่น
แต่สิ่งที่คนอื่นไม่ยอมรับ พวกเขาก็ไม่จ าเป็นต้องรีบร้อนแนะน า
ว่าดีหรือไม่ดี แต่ต้องใช้ความเป็นจริงและผลผลิตมาพิสูจน์
ผู้ใหญ่บ้านจ้าวเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ฟังค าพูดของตนเลย จึงได้แต่
ถอนหายใจ แล้วพูดว่า “ถ้าอย่างนั้น เจ้าก็ลองดูเถอะ!”
เขาจะพูดอะไรได้อีกเล่า?
ที่ดินของคนอื่น อยากปลูกอะไรก็ปลูกไป เขาก็แค่หวังดีเอ่ย
เตือนสักหน่อย หากไม่ฟังก็ท าอะไรไม่ได้
หลังจากผู้ใหญ่บ้านจ้าวจากไป เซี่ยเทียนไห่กับฟางฉวนโจวก็มา
พบ
เพื่อหาเลี้ยงชีพ ทั้งสองได้ไปท างานเป็นอาจารย์ที่ส านักศึกษา
แห่งหนึ่งในเมืองอวิ่น พวกเขาจึงแทบไม่ค่อยมาปรากฏตัวในหมู่บ้าน
หากไม่ใช่เพราะถึงฤดูเพาะปลูกและส านักศึกษาหยุดท าการสอง
สามวัน พวกเขาก็คงไม่มาหาโม่จิ่วเยี่ยในยามนี้
ด้วยความเข้าใจที่มีต่อโม่จิ่วเยี่ยระหว่างเดินทางมา พวกเขารู้ดี
ที่สุดว่าคนสกุลโม่ไม่เคยลงมือท าอะไรที่ไม่มั่นใจ
อย่างปัญหาที่ผู้ใหญ่บ้านจ้าวกังวลเมื่อครู่
ในสายตาของฟางฉวนโจวและเซี่ยเทียนไห่ ไม่ว่าคนสกุลโม่จะ
ปลูกของหายากอะไรก็ย่อมไม่มีปัญหา
อย่างที่อีกฝ่ายพูดไป พืชเหล่านี้ให้ผลผลิตมากกว่าพืชทั่วไป ท า
ให้ได้ผลผลิตจ านวนมาก
ดังนั้นวันนี้ทั้งสองจึงมาหาโม่จิ่วเยี่ยเพื่อขอเมล็ดพันธุ์บ้าง
เซี่ยเทียนไห่เป็นญาติกับสกุลโม่ เพราะมีความสัมพันธ์กันเช่นนี้
จึงเอ่ยปากได้ง่ายกว่า
“เหล่าจิ่ว พวกข้าคิดจะซื้อเมล็ดพันธุ์จากเจ้าบ้าง เจ้าคิดว่า
อย่างไร?”
เซี่ยเทียนไห่ก็ปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตของคนในชนบท เรียกโม่จิ่ว
เยี่ยว่าเหล่าจิ่วเหมือนชาวบ้านคนอื่น
เมล็ดพันธุ์ส าหรับชาวบ้านชายหนุ่มยังไม่คิดจะเก็บซ่อนไว้ ยิ่ง
เป็นตระกูลเซี่ยกับตระกูลฟางที่มาเอ่ยปากขอด้วยแล้วก็ยิ่งไม่ต้องพูด
ถึง
“เรื่องนี้ไม่มีปัญหา ภรรยาข้าบอกว่าตอนนี้เมล็ดพันธุ์ที่ให้ผล
ผลิตมากมีข้าวโพด มันเทศและมันฝรั่ง พวกท่านตั้งใจจะปลูก
อะไรบ้าง”
อย่างไรก็ตาม เมล็ดพันธุ์ที่เกิดจากพื้นที่มิติของภรรยาไม่เลือก
สภาพดินฟ้า ต่อให้ปลูกพร้อมกันทั้งหมดก็ไม่มีปัญหา
พืชผลสามอย่างนี้ เซี่ยเทียนไห่กับฟางฉวนโจวได้เคยลิ้มลองมัน
ที่บ้านสกุลโม่แล้ว
ในใจของพวกเขา สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นของดี โดยเฉพาะมันฝรั่ง
พวกนั้น เมื่อน ามาท าเป็นอาหารแล้วรสชาติก็ดีมาก
“ถ้าเป็นไปได้ ข้าอยากจะซื้อเมล็ดพันธุ์ทั้งสามชนิดนี้จากเจ้า”
ส่วนเรื่องราคา เซี่ยเทียนไห่กับฟางฉวนโจวไม่ได้คิดอะไรมาก
นัก
ตอนนี้ครอบครัวของพวกเขาหาเงินได้แล้ว ไม่ใช่ช่วงที่ขาด
แคลนเงินอีกต่อไป พอได้ยินว่าเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ของสกุลโม่ล้วน
ได้มาจากชาวต่างชาติ ราคาก็คงจะแพงไม่น้อย
แต่ราคาของเมล็ดพันธุ์จะแพงสักหน่อยก็ไม่เป็นไร เมื่อเทียบกับ
ผลผลิตเพิ่มขึ้นแล้วยังกลัวว่าจะขาดทุนอีกหรือ?
โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านคิดตรงกัน พวกเขาสามารถช่วยเหลือ
คนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับครอบครัวตัวเองได้ แต่ไม่ใช่การ
ช่วยเหลือโดยไม่ลืมหูลืมตา
อย่างเมล็ดพันธุ์พวกนี้ ส าหรับพวกเขาที่แทบไม่มีต้นทุนอะไร แต่
ก็ไม่สามารถมอบให้โดยเปล่าได้
และเรื่องราคาก็เป็นสิ่งที่เขากับภรรยาได้ปรึกษากันล่วงหน้าแล้ว
“ท่านลุงทั้งสอง เมล็ดพันธุ์บ้านข้ายังมีเหลืออยู่มาก เมล็ด
ข้าวโพดคิดเป็นชั่งละห้าสิบเหวิน ส่วนมันเทศกับมันฝรั่งคิดชั่งละยี่สิบ
ห้าเหวินก็พอ”
เมื่อได้ยินราคาที่โม่จิ่วเยี่ยบอก เซี่ยเทียนไห่กับฟางฉวนโจวต่าง
รู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง
แม้พวกเขาจะไม่เข้าใจเรื่องการค้าขาย แต่ก็รู้ดีว่าของที่ซื้อมา
จากชาวต่างชาตินั้นจะต้องแพงแน่
ราคาที่อีกฝ่ายบอกมาในตอนนี้ เกรงว่าจะยอมขาดทุนเพราะเห็น
แก่พวกเขาเสียแล้ว
“เหล่าจิ่ว เจ้าขายเมล็ดพันธุ์ให้พวกข้าก็ดีมากแล้ว แต่อย่า
ขาดทุนเพราะเห็นแก่พวกข้าเลย!”
ราคาเมล็ดพันธุ์ที่โม่จิ่วเยี่ยบอกมานั้นไม่แพงนัก แต่มันมากกว่า
ราคาต้นทุน เขาจึงยิ้มและอธิบายว่า “ข้าซื้อมาละครั้งมาก ๆ ราคา
ของพวกมันจึงถูกลง พวกเราไม่ได้ขาดทุนอะไรหรอก หากท่านลุงทั้ง
สองต้องการอะไรก็แค่ไปรับที่บ้านข้าได้เลย”