ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 381 พวกเราจะแยกกันค้นหา
เมื่อเห็นว่าพี่ชายคนโตไม่ได้ตั้งค าถามเกี่ยวกับตัวตนของ
น้องชายคนเล็กอีก โม่จิ่วเยี่ยจึงตัดสินใจอธิบาย
“พี่ใหญ่ พี่รองเมื่อหลายปีก่อน พวกท่านถูกชาวหนานเจียง
วางแผนหลอกในสนามรบ…”
โม่จิ่วเยี่ยเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟังคร่าว ๆ
เมื่อได้ยินว่าบุรุษสกุลโม่ได้รับความเดือดร้อนมากมายโดยไม่มี
ความผิด และทั้งยังถูกจักรพรรดิซุ่นอู่สั่งให้ริบทรัพย์และเนรเทศ พี่
รองก็โกรธจัด เส้นเลือดข้างขมับเต้นตุบ ๆ
เขาก าปั้นทุบลงบนเตียงหินอย่างแรง
เสียงทุบดังสนั่นภายในถ ้า เตียงหินแตกละเอียดในพริบตา
พี่รองกระโดดขึ้นจากเตียงที่พังลงมายืนบนพื้นอย่างคล่องแคล่ว
มั่นคง เขาพูดอย่างเดือดดาลว่า
“สารเลว! ข้าคนสกุลโม่จงรักภักดีต่อราชวงศ์ต้าซุ่นตลอด แต่
สุดท้ายเรากลับต้องกลายเป็นแบบนี้”
ขณะพูด เขาก้มลงมองร่างกายของตัวเอง จะเรียกว่าก าลังเปลือย
กายก็ไม่ผิดนัก
หากไม่ใช่เพราะเขาถูกกู่ควบคุมอยู่ที่นี่หลายปี ไม่ได้ล้างหน้า
ล้างตาจนใบหน้าด าเป็นมันวาว ผู้อื่นคงจะสังเกตเห็นว่าสีหน้าของ
เขาในตอนนี้แดงเหมือนก้นลิง
โม่จิ่วเยี่ยเคยเห็นพี่รองอารมณ์ฉุนเฉียวแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว
ทุกครั้งที่พี่ชายแต่ละคนถูกช่วยให้ฟื้นคืนสติ พวกเขาต่างก็
ระบายความไม่พอใจออกมาในแบบที่แตกต่างกัน
เมื่อเทียบกันแล้ว พี่ใหญ่กลับดูใจเย็นกว่ามาก
“น้องหก น้องเก้า เมื่อครู่พวกเจ้าบอกว่า ท่านพ่อก็ประสบชะตา
กรรมเช่นเดียวกับพวกเรา แต่ตอนนี้ยังไม่พบเบาะแสของท่านใช่
หรือไม่?”
“อืม พวกเราออกไปตามหาท่านพ่อกันเถอะ หากไม่มีอะไร
ผิดพลาด ท่านพ่อน่าจะอยู่แถวนี้เช่นกัน”
โม่จิ่วเยี่ยกล่าวพลางก้าวเดินไปทางปากถ ้า
เขาสังเกตเห็นว่าแม้พี่ใหญ่กับพี่รองจะถูกกู่หุ่นเชิด แต่โชคดีที่
ปรมาจารย์ซือเหมิงไม่ได้ควบคุมให้พวกเขาอดอาหาร ร่างกายจึงดู
ไม่มีปัญหาอะไร
โดยเฉพาะพี่รองที่ก าลังภายในไม่ได้ลดลงจากเมื่อก่อน แผ่นหิน
หนาขนาดนั้นเขายังสามารถท าลายมันได้ด้วยการลงมือเพียงครั้ง
เดียว
ตอนนี้พี่รองก็ได้สติกลับมาแล้ว เมื่อครู่เขาควบคุมอารมณ์ตัวเอง
ไม่ได้จริง ๆ หลังจากระบายออกมาแล้ว อารมณ์ที่มั่นคงของเขาก็
กลับคืนมา
“พวกเราแยกย้ายกันค้นหา”
จากค าพูดของน้องเก้า เขากับพี่ใหญ่น่าจะมีชีวิตอยู่ที่นี่มานาน
ทว่าเขากลับไม่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมที่นี่เลย ไม่มีแม้แต่ความทรง
จ าใดๆ
นี่ก็ไม่น่าแปลกใจ ภายใต้การควบคุมของหนอนเชิดหุ่น พวก
เขาไม่มีสติสัมปชัญญะของตัวเอง ดังนั้นพวกเขาจะคุ้นเคยกับ
สภาพแวดล้อมของที่นี่ได้อย่างไร
ขณะเดินผ่านโม่อวิ๋นเฟิงและพวกเหลียงห่าว พี่ใหญ่กับพี่รอง
เพียงแค่ทักทายพวกเขาเล็กน้อย เพราะตอนนี้สิ่งส าคัญที่สุดคือการ
ค้นหาร่องรอยของบิดา
โม่อวิ๋นเฟิงเห็นพี่น้องของตนออกไปตามหาคน ในใจจึงยิ่งรู้สึก
กระวนกระวายมากขึ้น
“น้องเก้า ไม่มีวิธีดี ๆ ที่จะท าให้ข้าลุกขึ้นยืนได้เลยหรือ?”
เขาเพิ่งลองรวบรวมพลัง แม้ขาของตัวเองจะไม่รู้สึกอ่อนแรง
เหมือนเดิม แต่การลุกขึ้นยืนยังคงเป็นเรื่องยาก
โม่จิ่วเยี่ยรู้ว่าพี่สามก าลังร้อนใจ จึงปลอบประโลมว่า “พี่สาม
พวกท่านพักอยู่ที่นี่เถิด หากพวกข้าพบท่านพ่อแล้ว จะรีบกลับมาที่นี่
ทันที”
พี่สามเข้าใจดีว่าต่อให้ตนร้อนใจแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์ จึงได้แต่
จ าใจพยักหน้า “ได้ พวกข้าจะรออยู่ที่นี่”
การออกเดินทางครั้งนี้ไม่มีใครรู้ว่าจะเจออะไรบ้าง
อีกทั้งยังไม่แน่ชัดว่าบิดาจะอยู่ที่เนินเขาลูกที่หกจริงหรือไม่
ณ ต าแหน่งที่พี่สามและคนอื่นสลบอยู่ริมทะเลสาบนั้น มีสัมภาระ
ของพวกเขากระจัดกระจายอยู่ โม่จิ่วเยี่ยรู้ว่าในนั้นอาจมีอาหารและ
ของใช้จ าเป็น ดังนั้นก่อนจากไป เขาจึงเก็บสัมภาระทั้งหมดกลับมา
มอบให้พี่สาม และเติมน ้าใส่ถุงน ้าจนเต็ม
โชคดีที่ในห่อสัมภาระพี่สามและคนอื่นมีเสื้อผ้าส าหรับ
ผลัดเปลี่ยน ท าให้พี่ใหญ่และพี่รองไม่ต้องอับอายที่เปิดเผยร่างกาย
อีกต่อไป
ทั้งสองรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่อย่างรวดเร็ว แล้วตามหลังโม่จิ่ว
เยี่ยกับโม่จิ่นเหนียนออกจากถ ้าไปตามหาคน
เนินเขาลูกที่หกมีพื้นที่กว้างใหญ่มาก และลานโล่งหน้าทะเลสาบ
ก็ใหญ่เช่นกัน
พื้นที่โล่งรอบ ๆ ถูกล้อมรอบด้วยป่าเขา อีกทั้งพืชพรรณก็แผ่
กิ่งก้านสาขาจนหนาทึบ หากไม่ใช่มนุษย์ตั้งใจแหวกกิ่งไม้และพุ่ม
หนามที่บดบังสายตาออก ก็อาจบดบังทัศนียภาพเบื้องหลัง
ด้วยประสบการณ์ที่เคยเข้ามาในพื้นที่นี้มาก่อน โม่จิ่วเยี่ยไม่กล้า
ปล่อยให้เหล่าพี่ชายและตัวเองแยกห่างกันมากเกินไป
สถานที่ของปรมาจารย์ซือเหมิงจะขาดสิ่งมีพิษไปได้อย่างไร?
เขากังวลว่าหากพี่ชายและตัวเองจะแยกจากกัน หากบังเอิญเจอ
สิ่งมีพิษเข้า โม่จิ่วเยี่ยอาจช่วยเหลือไม่ทัน
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็ไม่คุ้มค่า ช่วยชีวิตหนึ่งคนแต่กลับต้องเสีย
ไปอีกหนึ่งคน
ดังนั้น เมื่อพี่ชายเสนอให้แยกทางกันเคลื่อนไหว เขาจึงปฏิเสธ
อย่างเด็ดขาด เหตุผลก็อธิบายได้อย่างชัดเจนว่าเพื่อป้องกันไม่ให้ทุก
คนถูกพิษ
แน่นอนว่าเป็นไปตามที่โม่จิ่วเยี่ยคาดการณ์ไว้ พวกเขาพบเจอ
หมอกพิษที่เหมือนกับตอนเข้ามา
ในอีกทิศทางหนึ่ง
หลังจากผ่านหมอกพิษแล้ว สิ่งที่ปรากฏขึ้นอีกครั้งก็ยังคงเป็นกบ
เจ็ดสี ตามด้วยแมงป่องพิษ
นี่เป็นการยืนยันว่ามันน่าจะเป็นเส้นทางน าไปสู่เนินเขาลูกที่เจ็ด
ปรมาจารย์ซือเหมิงตั้งใจวางกับดักพิษเหล่านี้ไว้เพื่อป้องกันไม่ให้
ใครเข้ามาจากทางของเนินเขาลูกที่เจ็ด
โม่จิ่วเยี่ยตัดสินใจละทิ้งทิศทางนี้อย่างเด็ดขาด
“พี่ชาย พวกเราควรไปหาทางอื่นกันเถอะ”
แม้โม่จิ่วเยี่ยจะตัดสินใจเช่นนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะ
เข้าใจได้
“น้องเก้า บริเวณนี้ดูแตกต่างไปจากเดิมอย่างชัดเจน เหตุใดจึง
ต้องไปหาทางอื่นด้วยเล่า?”
โม่จิ่วเยี่ยชี้ไปยังทิศทางที่พวกเขาเดินมาแล้วกล่าวว่า “ที่นี่มี
อุปสรรคเหมือนกับตอนที่พวกเราเข้าไปใจกลางของเนินเขาลูกที่หก
น่าจะเป็นกลอุบายที่จิ้งจอกเฒ่าวางเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้คนนอก
บุกรุกเข้ามา หากไม่มีอะไรผิดพลาด เมื่อพวกเราออกไปจากที่นี่ ก็
คงไม่ไกลจากเนินเขาลูกที่เจ็ดแล้ว”
“เขาเชี่ยวชาญด้านใช้พิษ ย่อมต้องมั่นใจในวิชาของตนเอง คง
ไม่มีใครสามารถบุกรุกเข้าไปในเนินเขาลูกที่หกและรอดชีวิตออกไป
ได้ ดังนั้น เขาจึงไม่จ าเป็นต้องวางกับดักพิษถึงสองชั้น สถานที่ไม่กี่
แห่งที่พวกเราเพิ่งผ่านมานั้นเป็นสิ่งที่เขาตั้งไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ใคร
เข้ามาจากทิศทางนี้”
พี่หกเป็นคนพูดคุยกับโม่จิ่วเยี่ยมากที่สุด เขารู้ว่าน้องเก้าฉลาด
กว่าเขามาก เมื่อได้ยินค าอธิบายของโม่จิ่วเยี่ย เขาก็เชื่อมั่นมากกว่า
ใคร
“น้องเก้าพูดมีเหตุผล พี่ใหญ่ พี่รอง พวกเราฟังน้องเก้า กลับไป
กันเถอะ”
พี่ใหญ่กับพี่รองยังมีความประทับใจต่อโม่จิ่วเยี่ยในช่วงที่เขายัง
อายุสิบหกสิบเจ็ดปีการเผชิญหน้ากับน้องชายที่ฉลาดเฉลียวเช่นนี้
ท าให้รู้สึกไม่คุ้นเคยอยู่บ้าง
แต่เมื่อคิดถึงสิ่งที่น้องเก้าพูด ก็ดูเหมือนจะสมเหตุสมผลจริง ๆ
“เอาล่ะ เราจะฟังน้องเก้า กลับไปตอนนี้”
พวกเขาเดินกลับไปยังพื้นที่โล่ง ท้องฟ้าเริ่มมืดลงทีละน้อย
แม้จะเป็นเช่นนั้น เหล่าพี่น้องก็ไม่ได้ล้มเลิกการค้นหา
พี่ใหญ่กับพี่รองหาไม้ท่อนหนา ๆ มาหลายอัน พี่หกน าไม้ขีดไฟ
ออกมาจุด ใช้เป็นคบเพลิงส่องสว่าง
พี่น้องแต่ละคนถือคบเพลิงคนละอัน เดินค้นหาต่อไปรอบ ๆ
บริเวณนั้น
ขณะที่ดวงจันทร์เพิ่งจะลอยขึ้นมา จู่ ๆ ก็มีเสียงค ารามของเสือดัง
มาจากด้านหลังของพวกเขา
ทุกคนหยุดฝีเท้าทันที่ โม่จิ่วเยี่ยกับพี่หกชักมีดสั้นออกมาแล้ว
พริบตานั้น เสือลายพาดกลอนตัวหนึ่งก็วิ่งพุ่งเข้ามาทางพวกเขา
พี่น้อง
พี่ใหญ่กับพี่รองเคยชินกับการดูแลน้อง ๆ ตั้งแต่อยู่ที่จวน ดังนั้น
เมื่อเห็นเสือเข้ามา ทั้งสองคนจึงยืนขวางระหว่างเสือกับโม่จิ่วเยี่ยและ
โม่จิ่นเหนียนทันที