ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 403 ตามหาสกุลโม่
ผลไม้ที่หลานเอ๋อร ์เคยกินมาก่อนหน้านี้ เมื่อเทียบกับแตงหอมนี้ แล้ว ช่างแตกต่างกันราวฟ้ ากับดิน
เฮ่อจือหร่านรู ้ว่าหลานเอ๋อร ์เป็ นสาวใช ้ที่มีความรู ้
“หากเทียบกับผลไม้ที่เจ้าเคยกินมาก่อน ผลไม้นี้เป็ นอย่างไร บ้าง?”
“ฮูหยินเก้า แตงหอมนี้เป็ นสุดยอดในบรรดาผลไม้ทั้งหลายเลย เจ้าค่ะ”
ขณะที่พูด หลานเอ๋อร ์ก็ชูนิ้วโป้ งขึ้นมาหนึ่งนิ้ว
เฮ่อจือหร่านเข้าใจ จึงให้หลานเอ๋อร ์เก็บแตงหอมเพื่อนากลับไป ให้คนในครอบครัวได้ลิ้มลอง
ขณะเดียวกัน นางส่งเหลียงห่าวเข้าไปในเมืองเพื่อตามถังหมิงรุ่ย ให้มาที่หมู่บ้านซีหลิ่งด้วยตนเอง เพื่อพูดคุยเรื่องการค้าเกี่ยวกับแตง หอม
เฮ่อจือหร่านต้องการเป็ นเพียงคนจัดหาสินค้าเท่านั้น สาหรับ เรื่องการขาย ตอนนี้นางเชื่อใจเพียงถังหมิงรุ่ยคนเดียว
กิจการของถังหมิงรุ่ยในปัจจุบันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เขาใช ้ เนื้อกระต่ายผัดเปรี้ยวหวานที่รับมาจากสกุลโม่ เปิดโรงเตี๊ยมในเมือง ใกล้เคียงหลายแห่ง โดยมีจุดเด่นคือเนื้อกระต่ายผัดเปรี้ยวหวานนี้
เนื่ องจากเขาเปิ ดโรงเตี๊ยมของตัวเอง เนื้อกระต่ายผัด เปรี้ยวหวานจึงไม่ได้ขายให้กับโรงเตี๊ยมอื่นอีก อีกทั้งเนื้อกระต่ายผัด เปรี้ยวหวานยังเป็ นอาหารสูตรเฉพาะของสกุลโม่เท่านั้น ทั้งยังมอบ สิทธิ์การขายทั้งหมดให้กับเขา
แม้จะเป็ นเช่นนั้น ในโรงเตี๊ยมหลายแห่งของเขา เนื้อกระต่ายผัด เปรี้ยวหวานก็ยังคงขายไม่พอกับความต้องการ และทาให้กิจการ โรงเตี๊ยมของเขาดาเนินไปอย่างรุ่งเรือง
โรงเตี๊ยมอื่น ๆ อิจฉาที่กิจการของเขาเฟื่องฟู จึงพยายามให้พ่อ ครัวของตนทาเนื้อกระต่ายผัดเปรี้ยวหวานบ้าง
แต่รสชาติที่ทาออกมากลับไม่เป็ นที่น่าพอใจ แม้แต่รสชาติที่ ใกล้เคียงก็ยังไม่มี
ประการแรก เครื่องปรุงหลักในการทาเนื้อกระต่ายผัด เปรี้ยวหวานคือพริก ซึ่งพวกเขาไม่มี แล้วจะทารสชาติให้คล้ายกันได้ อย่างไร?
ในที่สุด คนที่พยายามเลียนแบบการทาเนื้อกระต่ายผัด เปรี้ยวหวานก็ล้มเหลว
อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ได้ยอมแพ้เพียงเท่านี้ พวกเขาต้องการ ใช ้วิธีอื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งเนื้อกระต่ายผัดเปรี้ยวหวาน
ไม่รู ้ว่าเป็ นเจ้าของโรงเตี๊ยมจากไหนที่ส่งคนมาสืบข่าว ถึงกลับไป บอกว่าเนื้อกระต่ายผัดเปรี้ยวหวานของโรงเตี๊ยมถังจี้นั้น มาจากคน สกุลโม่ในหมู่บ้านซีหลิ่ง จึงแอบส่งคนมาที่หมู่บ้าน
เพิ่งส่งเหลียงห่าวออกไปตามถังหมิงรุ่ย เฮ่อจือหร่านก็พาหลาน เอ๋อร ์ไปที่เรือนของพ่อแม่สามี
ตอนนี้ร่างกายโม่ฉิงไม่ค่อยดี ต้องมีคนอยู่ข้างกายตลอดเวลา ฮู หยินผู้อาวุโสจึงอยู่ในเรือนของตัวเองคอยดูแลเขาทั้งวัน
ชาวต้าซุ่นให้ความสาคัญกับความกตัญญูมากที่สุด แตงหอมที่ เฮ่อจือหร่านนากลับมาย่อมต้องส่งมาให้ผู้อาวุโสทั้งสองก่อน
ยามนี้เป็ นช่วงที่อากาศร ้อนระอุ ภายในห้องรู ้สึกอึดอัด ฮูหยินผู้ อาวุโสจึงให้บุตรชายอุ้มสามีออกไปนั่งเล่นใต้ร่มเถาองุ่นในลานบ้าน เพื่อรับลมเย็น
ขณะที่ทุกคนกาลังกินแตงหอมอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงสุนัขเห่าและ เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้น
เสียงฝีเท้านี้ไม่ค่อยคุ้นหูสาหรับเฮ่อจือหร่านนัก
เพราะมันฟังดูหนักอึ้ง ต่างจากฝีเท้าเบาหวิวของบุรุษสกุลโม่
อวี่เอ๋อร ์มีไหวพริบดี จึงเดินไปทางประตู
เมื่อเปิดประตูลาน นางก็เห็นชายหนุ่มจากตระกูลจ้าวยืนหอบ หายใจอยู่ตรงนั้น พร ้อมกับสุนัขหลายตัว
ชายหนุ่มตระกูลจ้าวยังไม่ทันได้เอ่ยปาก พวกสุนัขที่เห็นเฮ่อจือห ร่านก็เห่าขึ้นมาอีกครั้ง พร ้อมกับหันไปทางหมู่บ้านเป็ นระยะ
เฮ่อจือหร่านรู ้ว่าต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นในหมู่บ้านแน่ สุนัข เหล่านี้ถึงได้มาที่นี่
แต่นางก็สื่อสารกับสุนัขไม่ได้ จึงหันไปถามชายตระกูลจ้าวว่า
“พี่ชาย เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ”
“ภรรยาเหล่าจิ่ว สามีของเจ้าอยู่ที่ไหน รีบไปดูที่หมู่บ้านเถอะ มี คนมาถามหาสกุลโม่ ข้าดูท่าทางพวกเขาแล้ว ต้องมีประสงค์ร ้ายแน่ ๆ ข้าจึงรีบมาเตือนพวกเจ้า จะได้เตรียมตัวทัน”
เมื่อเห็นท่าทางตื่นตระหนกของชายตระกูลจ้าว เฮ่อจือหร่านก็รู ้ ได้ทันทีว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา
บังเอิญว่าในตอนนั้นโม่จิ่วเยี่ยกับพี่หกก็ได้ยินเสียงสุนัขเห่าจึงรีบ กลับมา
เถาหรานและคนอื่นก็กลับมาพร ้อมกับพวกเขา เฮ่อจือหร่าน ประเมินจากความเร็วแล้ว คิดว่าพวกเขาต้องใช ้วิชาตัวเบาแน่ ๆ เพราะระยะทางจากคอกสัตว์มาถึงเรือนของพวกเขาไกลพอสมควร ถ้าไม่ใช ้วิชาตัวเบา คงกลับมาเร็วขนาดนี้ไม่ได้
หลังโม่จิ่วเยี่ยกับพวกก็ฟังคาพูดของชายตระกูลจ้าวเมื่อครู่ต่างก็ เข้าใจสถานการณ์เช่นกัน
ตอนนั้นเองที่โม่ฉิงซึ่งนั่งอยู่ใต้ซุ้มองุ่นก็เอ่ยขึ้นว่า
“จิ่นเหนียน จิ่วเยี่ย พวกเจ้าพาคนไปดูที่หมู่บ้านว่าเกิดอะไรขึ้น เถอะ”
ไม่ใช่ว่าโม่ฉิงกังวลจนเกินเหตุ แต่นับตั้งแต่กลับมาที่หมู่บ้านซี หลิ่ง เขาก็แอบกังวลว่าจักรพรรดิซุ่นอู่อาจจะส่งคนมาจัดการพวกเขา ดังนั้น เมื่อมีอะไรผิดปกติ เขาจึงไม่กล้าประมาท
โม่จิ่วเยี่ยทิ้งคนสองคนไว้ดูแลผู้อาวุโส จากนั้นก็พาพี่หกและคน อื่น ๆ มุ่งหน้าไปที่หมู่บ้านทันที
เมื่อกลุ่มคนมาถึงชานหมู่บ้าน ก็ได้ยินเสียงคนด่าทอ
“หลีกทางไปซะ! ข้ามาหาสกุลโม่ หากพวกเจ้ายังขวางทางข้าอีก ก็อย่าโทษว่าไม้ในมือข้าไม่มีตา”
แม้ว่าผู้ใหญ่บ้านจ้าวจะกลัวคนคนนี้ แต่เมื่อเห็นท่าทางก้าวร ้าว ของพวกเขา ก็เกรงว่าคนสกุลโม่จะเกิดเรื่องไม่คาดฝัน จึงคิดจะถ่วง เวลาให้นานที่สุด เพื่อให้สกุลโม่มีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น
“ท่านผู้นี้ สกุลโม่มีแต่สตรี ท่านพาคนมากมายมาเช่นนี้คงไม่ เหมาะนัก…”
ผู้ใหญ่บ้านจ้าวคิดว่าตอนที่สกุลโม่มาถึงที่นี่ครั้งแรก คนส่วน ใหญ่ก้ล้วนเป็ นสตรี ไม่รู ้ว่าการใช ้คาพูดเช่นนี้ขอร ้องอีกฝ่ าย จะ สามารถโน้มน้าวให้พวกเขาถอยไปได้หรือไม่
น่าเสียดายที่ความคิดของเขางดงามเกินไป คนที่มาหาเรื่องสกุล โม่ ไม่สนใจเรื่องชายหญิงหรอก
เห็นชัดว่าคนผู้นั้นเริ่มหมดความอดทน เตรียมจะก้าวไปผลัก ผู้ใหญ่บ้านจ้าวออก โม่จิ่วเยี่ยก็พุ่งตัวเข้าไป จับข้อมือของชายผู้นั้น อย่างรวดเร็ว
“เจ้าเป็ นใคร มาหาสกุลโม่ท าไม?”
ชายคนนั้นรู ้สึกเจ็บข้อมือ จึงหันไปมองโม่จิ่วเยี่ย
โม่จิ่วเยี่ยจ้องมองอีกฝ่ายอย่างเย็นชา ไม่มีท่าทีว่าจะปล่อยมือ
ชายผู้นี้สวมใส่เสื้อผ้าผ้าไหม แต่กลับตัดเย็บเป็ นแบบสั้น เมื่อ สวมใส่แล้วดูไม่เข้ากันอย่างน่าประหลาด
ยิ่งไปกว่านั้น หน้าตาของเขายังดูดุร ้ายน่ากลัว โดยเฉพาะหลัง เขาถูกโม่จิ่วเยี่ยจับข้อมือจนเจ็บ ใบหน้าก็ยิ่งบิดเบี้ยว เมื่อมองผ่าน สายตาของคนทั่วไป ยิ่งดูน่าสะพรึงกลัวมากขึ้นไปอีก
เบื้องหลังเขามีชายฉกรรจ์กว่ายี่สิบคน แต่ละคนถือไม้กระบอง
เสื้อผ้าของพวกเขาทาจากผ้าฝ้ ายธรรมดา และเห็นได้ชัดว่าชาย ที่โม่จิ่วเยี่ยจับไว้นั้นเป็ นหัวหน้าของพวกเขา
ดูจากรูปลักษณ์ภายนอกของคนเหล่านี้แล้ว พวกเขาดูคล้ายกับ พวกนักเลงตามท้องถนน
เมื่อเห็นหัวหน้าเสียเปรียบ บางคนรีบยกไม้กระบองในมือขึ้นชี้ใส่ โม่จิ่วเยี่ย
“เจ้ากล้าดีนักนะ กล้าจับแขนของคุณชายรองไว้ไม่ยอมปล่อย เบื่อชีวิตแล้วหรือกระมัง”ขณะที่ขณะที่เขากาลังพูด ก็มีคนหนึ่งเหวี่ยง กระบองลงมาที่ศีรษะของโม่จิ่วเยี่ย
เมื่อเห็นการกระทานี้ ชาวบ้านที่วิ่งตามมาด้วยกันต่างตกใจจน ต้องหลับตา
หากไม้กระบองนี้ฟาดลงบนศีรษะจริง ๆ คนจะยังมีชีวิตรอด หรือไม่?
แต่สิ่งที่ชาวบ้านกลัวก็ไม่ได้เกิดขึ้น โม่จิ่วเยี่ยไม่มีทีท่าว่าจะหลบ หลีกแต่อย่างใด
เห็นเพียงพี่หกก้าวไปข้างหน้าอย่างดุดัน ไม่ทันได้เห็นชัดว่าเขา เคลื่อนไหวอย่างไร ก็เตะพวกนักเลงที่คิดจะลงมือกับน้องชายปลิว ออกไปไกลแล้ว
พวกนักเลงตัวเล็กล้มลงบนพื้น ร ้องครวญครางไม่หยุด พวกเขา เคยชินกับการข่มเหงผู้อื่นมาตลอด จะเคยได้รับความอัปยศอดสู เช่นนี้หรือ?
แม้จะได้เห็นความแข็งแกร่งของอีกฝ่ ายแล้ว พวกเขาก็ยังคงหยิ่ง ผยอง