ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 438 นี่คือของที่น้องสะใภ้เก้าให้ข้าน ามาให้เจ้า
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 438 นี่คือของที่น้องสะใภ้เก้าให้ข้าน ามาให้เจ้า
เป็นไปตามที่โม่จิ่วเยี่ยคิดไว้
หญิงชราไม่สนใจว่าคนพวกนี้เป็นใคร นางเกลียดชังต่อพวกเขา
นัก
เป็นพวกคนเหล่านี้ที่จับนางกับหลานสาวมา ไม่ให้น ้า ไม่ให้
อาหาร ตั้งใจจะปล่อยให้อดตายทั้งย่าหลาน
“ข้าจ าได้แน่นอน คนพวกนี้แหละที่จับข้ากับหลานสาวมาที่นี่ ข้า
จะไปแจ้งทางการ!”
โม่จิ่วเยี่ยก็คิดจะให้หญิงชราแจ้งทางการอยู่แล้ว ส่วนรายละเอียด
ตอนพวกนางถูกจับ เขายังไม่มีเวลาจะถามมาก ชายหนุ่มหยิบเงิน
ก้อนหนึ่งออกมาจากอกเสื้อมอบให้หญิงชรา
“ท่านป้า เงินนี้ท่านเก็บเอาไว้ จ้างรถม้าเร็วเดินทางไปยังเมืองอ
วิ่น ไปที่ว่าการของเมืองอวิ่นเพื่อแจ้งทางการ เพราะคดีนี้ท่านเจ้า
เมืองได้มอบหมายให้นายอ าเภอเมืองอวิ่นเป็นคนพิจารณาคดีแล้ว”
โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้บอกอะไรมากไปกว่านี้ เพียงแค่ให้หญิงชราได้เจอ
กับเมิ่งไห่หนิง บอกตัวตนและเรื่องราวที่ประสบมาให้อีกฝ่ายฟัง
ชัดเจน ด้วยปัญญาอันเฉียบแหลมของเมิ่งไห่หนิง เขาย่อมจะส่งคน
มาจับกุมคนที่เมืองมณฑลทันที่
ด้วยวิธีนี้ เขาก็ไม่ต้องกังวลว่าพวกเหล่านี้จะหลบหนีไปหลังเขา
จากไป
โม่จิ่วเยี่ยต้องการรู้รายละเอียดเพิ่มเติม แค่นักฆ่าที่ถูกพี่แปดพา
ตัวไปก็เพียงพอแล้ว
หญิงชราเป็นคนมีไหวพริบ นางสัมผัสได้ว่าเจ้าหนุ่มตรงหน้าไม่
คิดจะอธิบายอะไรมากกว่านี้ อีกทั้งนางยังหวาดกลัวพวกคนเลวนี้สุด
หัวใจ
หลังจากกล่าวขอบคุณโม่จิ่วเยี่ยอย่างซาบซึ้งใจแล้ว หญิงชราจึง
ค่อย ๆ พาหลานสาวออกไป
โม่จิ่วเยี่ยรีบร้อนจะไปพบกับพี่แปด อีกทั้งยังอยากไปตรวจสอบ
สถานการณ์ที่โรงเตี๊ยมจิงเซียนโหลวร้านแรก แต่ก็ไม่อาจละสายตา
จากคนพวกนี้ได้
ขณะเขาก าลังคิดหาวิธีแก้ไข ก็มีคนกลุ่มหนึ่งกระโดดเข้ามาใน
ลาน
โม่จิ่วเยี่ยหันไปมองอย่างระแวดระวัง แต่เมื่อเห็นว่าเป็นใครมา ใน
ใจก็รู้สึกโล่งอกทันที่
“พี่หก เหลียงห่าว พวกท่านมาได้พอดี ให้สองคนคอยจับตาดู
พวกเขาอยู่ที่นี่ ส่วนพวกเราไปหาพี่แปดกันเถอะ”
พี่หกกับพวกเหลียงห่าวไม่มีใครถามอะไรมาก อาสาอยู่เฝ้าที่นี่
สองคน คนส่วนที่เหลือตามหลังโม่จิ่วเยี่ยมุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยมแห่ง
แรกอย่างรวดเร็ว
เหตุผลที่เขาไม่ไปสอบสวนนักฆ่ากับพี่แปดก่อน เพราะกังวลว่า
หากเรื่องที่นี่รั่วไหลออกไป จะท าให้คนที่อยู่เบื้องหลังรู้ตัว ดังนั้นเขา
จึงตัดสินใจไปจัดการเรื่องที่จิงเซียนโหลวอีกแห่งให้เรียบร้อยก่อน
ระหว่างทางโม่จิ่วเยี่ยจึงถามขึ้น
“พี่หก พวกท่านมาได้อย่างไร?”
“เป็นน้องชายถังที่ไปหมู่บ้านซีหลิ่ง เขาเจอกับน้องสะใภ้เก้าแล้ว
อธิบายสถานการณ์ในเมืองอวิ่น น้องสะใภ้เก้าเดาว่าเจ้าอาจจะมาสืบ
ที่เมืองมณฑลเรื่องโรงเตี๊ยมจิงเซียนโหลว จึงให้พวกข้ามาช่วย”
“พวกข้าไปหาน้องชายเมิ่งก่อน ได้ยินว่าเจ้ากับน้องแปดรีบมาที่
เมืองมณฑลแล้ว เพื่อย่นเวลา พวกข้าจึงใช้วิชาตัวเบาไล่ตามมา”
“พอมาถึงเมืองมณฑล พวกข้าก็สอบถามหาจิงเซียนโหลวตลอด
ทาง กระทั่งมาถึงประตูร้านก็พบว่าสถานการณ์ไม่ชอบมาพากล จึง
มาค้นหาทางลานด้านหลัง แล้วพบเจ้าอยู่ที่นี่”
หลังจากฟังพี่หกเล่าจบ โม่จิ่วเยี่ยก็รู้สึกอบอุ่นใจ
ภรรยาของเขาช่างละเอียดรอบคอบ สามารถคาดการณ์ทุก
อย่างไว้ล่วงหน้า ยังดีที่นางให้พี่หกน าคนมาช่วย ไม่อย่างนั้นหากมี
เพียงเขากับพี่แปดสองคน คงจะรับมือไม่ไหวจริง ๆ
ทันใดนั้น พี่หกก็หยิบห่อกระดาษเล็ก ๆ หลายห่อออกมาจากอก
เสื้อส่งให้
“นี่คือของที่น้องสะใภ้เก้าให้ข้าน ามาให้เจ้า นางบอกว่าเจ้า
อาจจะได้ใช้มัน”
เมื่อเห็นห่อกระดาษเล็ก ๆ เหล่านั้น โม่จิ่วเยี่ยก็รู้สึกมั่นใจมาทันที
ว่าจะสามารถถามข้อมูลจากปากของนักฆ่าได้
ขณะพูดคุยกันอยู่นั้น พวกเขาก็มาถึงจิงเซียนโหลวแห่งแรกแล้ว
เขาเห็นว่าคนสองคนที่แต่งตัวเป็นเสี่ยวเอ้อร์ยังคงยืนอยู่ที่ประตู
ทางเข้า จึงรู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่จิงเซียนโหลวร้านที่สองยังไม่ได้มาถึง
ที่นี่
ด้วยประสบการณ์ คราวนี้โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้เข้าทางประตูหน้า แต่
พาทุกคนอ้อมไปทางลานด้านหลัง
โครงสร้างของโรงเตี๊ยมจิงเซียนโหลวแห่งนี้แตกต่างจาก
โรงเตี๊ยมก่อนหน้าอยู่บ้าง ลานด้านหลังยังคงมีก าแพงล้อมรอบ แต่
ประตูอยู่ทางทิศเหนือ เป็นประตูหลัง
โม่จิ่วเยี่ยกระโดดขึ้นไปบนก าแพง ส ารวจด้านในเป็นคนแรก
ลานด้านหลังของโรงเตี๊ยมจิงเซียนโหลวแห่งนี้เป็นระเบียบ
มากกว่า แต่ไม่มีคนเดินผ่านไปมา ท าให้โม่จิ่วเยี่ยระบุสถานการณ์ให้
แน่ชัดไม่
พี่หกน าคนกระโดดข้ามก าแพงตามมาติด ๆ แล้วถามเสียงเบาว่า
“น้องเก้า เจ้าคิดจะเข้าไปดูหรือไม่?”
โม่จิ่วเยี่ยก าลังตอบพี่หก ประตูครัวด้านหลังก็พลันเปิดออก
มีคุณชายอายุราวยี่สิบปีเดินออกมาจากข้างใน
โม่จิ่วเยี่ยนึกทบทวนถึงเถ้าแก่ตัวปลอมที่เฉินอู่เคยเล่าให้ฟัง เขา
อ้วนท้วนกว่าถังหมิงรุ่ยเล็กน้อย สวมเสื้อคลุมยาวสีม่วงเข้ม ผิว
ค่อนข้างคล ้า คิ้วหนาตาโต…
ลักษณะเหล่านี้ตรงกันทุกประการ และเมื่อมองท่าทางการเดิน
ของเขาอย่างละเอียด ก็เห็นว่าอีกฝ่ายเดินกะเผลกจริง ๆ
ไม่เพียงเท่านั้น โม่จิ่วเยี่ยยังสังเกตเห็นว่าคนผู้นี้ฝีเท้าเบามาก
เขาเป็นคนมีวรยุทธ์
เขาไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย รีบไปปรากฏตัวต่อหน้าบุคคลผู้
นั้นอย่าวรวดเร็ว จากนั้นก็ลงมือหมายจะจับกุมตัว
ชายคนนั้นเป็นอย่างที่โม่จิ่วเยี่ยคาดเดาไว้จริง ๆ เขาเป็นผู้มีวร
ยุทธ์ และยังมีปฏิกิริยารวดเร็วนัก
เมื่อเห็นว่ามือของฝ่ายตรงข้ามก าลังจะคว้าล าคอของตนเอง
ชายคนนั้นก็รีบถอยหลังไปหลายก้าว หากด้านหลังของเขาไม่มีสิ่ง
กีดขวาง เกรงว่าระยะห่างที่เขาหลบหลีกคงจะไกลกว่านี้
ขณะเดียวกัน พี่หกที่ก าลังสังเกตการณ์ก็น าคนบุกเข้ามา หลาย
คนพร้อมใจกันล้อมชายชุดม่วงเอาไว้
หลังไม่สามารถเอาชนะศัตรูได้ในกระบวนท่าเดียว โม่จิ่วเยี่ยก็
เตรียมรับมือกับอีกฝ่ายที่อาจจะเรียกคนมาและต่อสู้กันอย่างดุเดือด
ใครจะรู้ว่าชายชุดม่วงกลับไม่มีท่าทีจะเรียกคน แต่จ้องมองโม่จิ่ว
เยี่ยกับคนอื่นไม่วางตา
“พวกเจ้าเป็นใครกันแน่ เหตุใดถึงมาหาเรื่องข้า?”
ทุกคนรวมถึงโม่จิ่วเยี่ยไม่มีท่าทีจะตอบโต้กับเขาเลย
โดยเฉพาะโม่จิ่วเยี่ยที่รู้ว่าคนผู้นี้เป็นกุญแจส าคัญของคดี และ
เป็นคนส าคัญที่จะช่วยสืบหาเบาะแสที่โรงเตี๊ยมจิงเซียนโหลวมาเปิด
กิจการในซีเป่ย
ดังนั้น ก่อนที่คนชุดม่วงจะเคลื่อนไหวต่อไป เขาก็ออกท่าโจมตี
จับตัวอีกฝ่ายเอาไว้
พวกพี่หกเห็นดังนั้นก็พากันโจมตีชายชุดม่วงเช่นกัน
แม้ว่าคนชุดม่วงจะมีวรยุทธ์ไม่อ่อนด้อย แต่ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของโม่
จิ่วเยี่ย อีกทั้งวันนี้โม่จิ่วเยี่ยยังมีคนช่วยมากมาย เพียงชั่วพริบตาเขา
ก็ถูกโม่จิ่วเยี่ยเตะล้มลงพื้น
เหลียงห่าวน าคนเข้ามาจับตัวเขาไว้ ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไม่
คาดคิด โม่จิ่วเยี่ยหยิบยาสลบที่ภรรยาให้ออกมา แล้วโปรยใส่ชาย
ชุดม่วง
ชายชุดม่วงพบว่ามีบางอย่างผิดปกติจึงพยายามหลบเลี่ยง แต่
สายเกินไปแล้ว ไม่นานเขาก็หมดสติไป
พี่หกเห็นว่าชายผู้นี้ไม่มีทางหนีไปได้แล้ว จึงน าคนไปค้นทั่วทั้ง
ลานด้านหลัง แต่กลับไม่พบสิ่งใดผิดปกติ ยิ่งไปกว่านั้นก็ไม่พบนักฆ่า
เหมือนที่โรงเตี๊ยมจิงเซียนโหลวอีกแห่งเลย
ต่อมาโม่จิ่วเยี่ยก็บอกให้พี่หกไปจัดการกับพวกนักเลงที่ปลอม
ตัวเป็นคนงานในห้องโถงของโรงเตี๊ยม
โรงเตี๊ยมจิงเซียนโหลวที่เปิดร้านในซีเป่ยไม่มีชื่อเสียงอะไร
อาหารก็รสชาติไม่ดี ตอนนี้ในห้องโถงจึงไม่มีลูกค้าสักคน ท าให้พวก
เขาพี่น้องสะดวกจัดการ
พี่หกน าคนไปจับพวกนักเลงและพ่อครัวเหล่านั้นมาที่ลาน
ด้านหลัง มัดพวกเขาไว้อย่างแน่นหนา จากนั้นโม่จิ่วเยี่ยก็โปรย
ยาสลบใส่พวกเขาหมดสติไป แล้วโยนพวกเขาเข้าไปในรถม้าที่จอด
อยู่ในลาน